‘ WARRIX วอริกซ์ ‘ ติดทีมชาติ แล้วพุ่งแรง !!

Warrix วอริกซ์ เพิ่งเปิดตัวเสื้อเชียร์ เสื้อแข่งทีมชาติไทย ปี 2018 ที่จะเห็นใน ศึกฟุตบอล คิงส์ คัพ

ซึ่งหลังจากที่พวกเขาได้ License ผลิตและจัดจำหน่าย เสื้อหุตบอลทีมชาติไทยในปี 2559 แบรนด์ Warrix ก็เป็นที่รู้จักมาขึ้นเรื่อยๆ Marketeer ขอพาไปสำรวจแบรนด์ Warrix ในแง่มุมที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน

 

1.รายได้เพิ่ม 300% ในปีที่ผ่านมา

รายได้ปี 2557 : 68 ล้านบาท
รายได้ปี 2558 : 138 ล้านบาท (โต 102%)
รายได้ปี 2559 : 181 ล้านบาท (โต 31%)
รายได้ปี 2560 : 560 ล้านบาท (โต 309%)
ตั้งเป้าปี 2561 : 620 ล้านบาท (ตั้งเป้าโต 10%)

 

2.Sport License Business

สำหรับสำหรับแบรนด์ที่เกิดใหม่ การจะก้าวขึ้นมาเป็นที่จดจำได้คือการซื้อลิขสิทธิ์ต่างๆ ซึ่งก่อนที่ Warrix จะได้สิทธ์ชุดแข่งทีมชาติไทย พวกเขาเป็นสปอนเซอร์ให้ทีมในไทยลีก และไทยลีก 2 ค่อนข้างมาก ทำให้อัตราการเข้าถึงแฟนบอลได้ง่ายขึ้น สังเกตได้จากตัวเลขการโต ในช่วง 2 ปีแรกที่ก้าวกระโดด ก่อนจะตกลงมาที่ 31%

แต่หลังจาก Warrix ได้ License ของฟุตบอลทีมชาติไทยในปี 2559 ยอดขายก็พุ่งถึง 300% ในปีต่อมา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโมเดลการซื้อลิขสิทธิ์จึงสำคัญมากสำหรับแบรนด์ที่ต้องการติดจรวด

แต่ก็ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะทำได้ เพราะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าให้ได้ และอีกปัจจัยคือความเสี่ยงในการลงทุน อย่างสัญญากับสมาคมฟุตบอลไทย อยู่ที่ 400 ล้านบาท/ 4 ปี ซึ่งในสายตาคนข้างนอก ถือเป็นเรื่องเสี่ยงมาก เพราะรายได้ต่อปีของพวกเขาอยู่แค่ 180 – 200 ล้านบาทเท่านั้น

 

3.จาก In the Pitch สู่ Out the Pitch

วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด กล่าวว่า “เราโตได้เพราะ Brand Awareness ที่ได้จากการผลิตเสื้อทีมชาติไทย ทำให้สินค้าที่ไม่ใช่ทีมชาติขายได้ด้วย แต่สุดท้ายคุณภาพของสินค้าก็จะเป็นตัวที่ดึงผู้บริโภคให้กลับมาซื้อซ้ำนั่นเอง สินค้าที่ขายดีนอกจากเสื้อทีมชาติได้แก่ เสื้อโปโล เสื้อวอร์ม เสื้อสโมสรฟุตบอลอื่นๆ”

เพราะฉะนั้น เสื้อผ้าของ Warrix จึงไม่ใช่แค่ใส่เชียร์กีฬา แต่ใส่มาเดินข้างนอกสวยด้วย

 

4.พยายามแตกไลน์สินค้า

สัดส่วนรายได้ปี 2560 คือ สินค้าทีมชาติไทย 200 ล้านบาท และ สินค้าที่ไม่ใช่ ทีมชาติไทย 360 ล้านบาท (1 ต่อ 1.8)

จริงอยู่ที่ Warrix เติบโตจากฟุตบอลทีมชาติไทย แต่ Warrix อาศัยกระแสฟุตบอลทีมชาติไทยได้อย่างเดียวไม่ได้ เพราะกีฬานั้นมีแพ้มีชนะ ถ้าได้แชมป์คนก็แห่ซื้อเสื้อ ไม่ได้แชมป์คนก็เงียบ ฉะนั้น Warrix พยายามเพิ่มสัดส่วนสินค้าอื่นๆ โดยหวังว่าสัดส่วนของสินค้าทีมชาติ กับสินค้าอื่น จะเป็น 1:3 หรือ 1:4 ให้ได้

โดยเทรนด์ที่ Warrix เห็นก็คือ การวิ่ง ที่สามารถทำได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกที่ ทุกเวลา ฉะนั้น Warrix พยายามจะทำสินค้าเจาะกลุ่มนี้มากขึ้น รวมถึงกีฬาที่คนไทยคุ้นเคย อย่าง ฟุตซอล แบตมินตัน มวย เป็นต้น

 

5. AKB48 Model

เสื้อเชียร์ทีมชาติไทยปีนี้ ได้ BNK48 มาโปรโมท ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่ AKB48 โปรโมตฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่น
โดยเสื้อเชียร์ปีนี้มี 2 แบบ 1.ลายที่แขน กับ 2.ลายที่เสื้อ แบบละ 2 สี น้ำเงิน กับ แดง

โดยแบบลายที่แขนผลิตมา 150,000 ตัว ขายไปแล้ว 70,000 ตัวเรียบร้อย ส่วนอีกแบบผลิตทั้งหมด 90,000 ตัว
ส่วนแบบ Box Set BNK48 ที่ผลิตมา 10,000 ตัว ก็ขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว

ส่วน Warrix นั้นไม่ได้เป็น Partner กับ BNK 48 โดยตรง แต่เป็น PlanB ที่ดีลกับทีมชาติไทย ในการดึง BNK48 เข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ทีมชาติไทยเท่านั้น

 

6.ลงทุนกับ R&D

สิ่งที่ทำให้ Warrix ก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่การได้ลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่เป็นการลงทุนใน R&D ที่ทำให้คุณภาพสินค้าของ Warrix ดีกว่าแบรนด์ไทยอื่นๆ โดย วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีกุล กล่าวเพิ่มว่า “Warrix พึ่งตั้งเริ่มในปี 2556 ฉะนั้นเราไม่มีทางจะมีเทคโนโลยีเทียบเท่าแบรนด์เบอร์ 1 เบอร์ 2 ได้ เราจึงต้องลงทุนซื้อเทคโนโลยีจาก Research Lab ต่างๆ ในการยกระดับคุณภาพสินค้า ซึ่งเรามั่นใจว่าคุณภาพสินค้าของเราสู้ได้ เพราะวัสดุก็แทบจะเหมือนกัน ทำที่โรงงานเดียวกัน แต่ราคาของเราถูกกว่า 3 เท่า”

 

7.หลาย Segmentation

สิ่งที่แบรนด์ไทยอย่าง Grandsport หรือ FBT ไม่เคยทำเลย ก็คือการทำสินค้าให้หลากหลาย ซึ่งเสื้อราคาของเสื้อแฟนบอล จะอยู่ที่ประมาณ 300 บาท… ส่วน Nike ถึงแม้จะทำเสื้อแฟนบอล แต่ราคาก็เริ่มต้นที่ 1,950 บาท และเสื้อเกรดเพลเยอร์ ก็ราคาถึง 3,000 บาท ซึ่งต้องบอกว่ากลุ่มคนรายได้น้อยลำบากแน่ๆ

Warrix จึงคิดต่างทำเสื้อ Cheer ที่ราคาจับต้องได้ 390 บาท และเสื้อ Replica ที่คุณภาพดีขึ้นในราคา 990 บาท ทำให้คนทุกกลุ่มเข้าถึง ที่สำคัญยังเป็นการแข่งกับ เสื้อของปลอมที่เกลื่อนตลาดอีกด้วย โดยจากที่จับได้ก็มีเสื้อปลอมในท้องตลาดประมาณ 500,000 ตัวต่อปี

 

8.ช่องทางการจัดจำหน่าย 15,000 จุด

ปัจจุบันช่องทางการจัดจำหน่ายมีอยู่ 15,000 จุด เป็น เซเว่นอีเลฟเว่น 10,000 ร้าน และ เป็นร้านค้า บูธ อื่นๆ อีก 5,000 จุด ซึ่งส่วนใหญ่สินค้าของ Warrix จะปรากฏบนร้านของพันธมิตรส่วนใหญ่ เช่น เป็นสปอนเซอร์เสื้อให้บุรีรัมย์ ก็เอาเสื้อไปวางในร้านค้าของบุรีรัมย์ เป็นต้น

การไปแจมกับพันธมิตรทำให้กระจายสินค้าได้รวดเร็ว แต่ก็ขาดความสะดวกในการทำตลาด ฉะนั้น Warrix ก็กำลังพิจารณษขยายาสาขาของตัวเองมากขึ้น รวมถึงอัดฉีกงบลงทุนในออนไลน์ถึง 25 ล้านบาทในปีนี้ เพื่อผลักดันให้เว็บไซต์กลายเป็นช่องทางขายหลักของออนไลน์ให้ได้

 

9.ตลาดต่างประเทศ

ปัจจุบัน Warrix เป็นสปอนเซอร์ให้ทีมฟุตบอลในมาเลเซีย 2 ทีม และกำลังศึกษาในตลาดญี่ปุ่น เพราะสภาพอากาศที่แตกต่างกัน ก็ต้องการเสื้อผ้าแบบพิเศษ

นอกจากนั้น ตอนนี้ทีมชาติอื่นๆ ในอาเซียนก็กำลังหาสปอนเซอร์เสื้อใหม่ๆ ซึ่ง Warrix เองก็พร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนตรงนั้น เพราะมันก็เหมือนใบเบิกทางให้เข้าไปทำในตลาดนั้นง่ายขึ้นเช่นกัน ซึ่งเวลาประมูลเสื้อในแต่ละครั้ง แบรนด์ยักษ์ใหญ่ก็ไม่ได้มอง Warrix ว่าเป็นผู้เล่นรายเล็กอีกต่อไป

 

10.3 ปี ทั่วเอเชียต้องรู้จัก Warrix

คงเป็นการยากที่จะเบียด แบรนด์กีฬาอันดับ 1 และ 2 ในระยะสั้น ฉะนั้น Warrix มองว่าใน 3 ปีนี้ ต้องการทำให้ แบรนด์ Warrix เป็นที่รู้จักในเอเชีย อย่างที่คนไทยทุกคนตอนนี้รู้จัก Warrix แล้วเช่นกัน

และไม่แน่ว่าถ้าในอนาคต สินค้าที่ Warrix ทำออกมา เช่น รองเท้าวิ่ง เสื้อกีฬาอื่นๆ กางเกงวอร์ม เสื้อรัดกล้ามเนื้อ ได้ผลตอบรับที่ดี ตำแหน่งเบอร์ 1 เบอร์ 2 ในกีฬา อาจมีการสั่นคลอนก็ได้

 

11.Warrior’s Pulse และ Changsuek The Genesis

สุดท้าย ที่มาของลายบนเสื้อรุ่นล่าสุดนี้ ได้แรงบันดาลใจจาก ชีพจรนักรบ ที่อยู่ในคนไทยทุกคน ที่จะหลอมรวมสู้ไปกับนักเตะทีมชาติไทย

ส่วน Changsuek the Genesis คือแคมเปญหลักในปีนี้ เพราะ ทีมชาติไทยเริ่มต้นใหม่หลายเรื่อง เช่น โลโก้ใหม่ ผู้จัดการทีมคนใหม่ ศูนย์ฝึกซ้อมใหม่ ย้ายสำนักงานใหม่ แผนวิสัยทัศน์ 10 ปี ฉะนั้น Warrix ก็เลยอยากให้ปีนี้เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของฟุตบอลไทย ที่จะก้าวสู่เป้าหมายที่คนไทยตั้งไว้ นั่นก็คือ ฟุตบอลโลก นั่นเอง

 

ที่มา : Warrix

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer