“การที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางความไม่แน่นอน การกระจายการลงทุนตามความเสี่ยงที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรได้ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพียงอย่างเดียว”  

นี่คือหนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนสำคัญของปีนี้จากเบอร์หนึ่ง – วศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ. กสิกรไทย หรือ KAsset ที่เล่าถึงแผนการดำเนินงานในปี 2563 ว่า KAsset ยังคงตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจกองทุนด้วยการรักษาฐานลูกค้าเดิม ขยายฐานลูกค้าใหม่ และเพิ่มศักยภาพการลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลด้วยกลยุทธ์ “Investor Focus” มุ่งเน้นสร้างประสิทธิผลจากการลงทุนให้กับผู้ลงทุนในภาวะตลาดโลกผันผวน ซึ่งประกอบด้วย 3 เรื่องสำคัญคือ

1. เสนอกองทุนที่สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน

โดย KAsset มีแผนออกกองทุนใหม่ ทั้งที่เป็นกองทุนทั่วไปและกองทุนทางเลือกอย่าง Private Equity Fund รวมแล้วกว่า 6 กองทุน ครอบคลุมลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย รวมถึงแนะนำกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งกองทุนตราสารหนี้ กองทุนหุ้นไทย กองทุนหุ้นต่างประเทศ และกองทุนผสม เป็นต้น

2. พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ผู้ลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

สำหรับการขยายฐานลูกค้าใหม่ผ่านกองทุน SSF กองทุนใหม่ที่จะมาแทนกองทุน LTF นั้น KAsset มองว่ายังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เทียบได้จากจำนวนสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ในระบบที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 45 ปี และมีศักยภาพลงทุนในกองทุน SSF ได้ ซึ่งคาดว่ามีอยู่ประมาณ 500,000 ราย หรือคิดเป็นเม็ดเงินลงทุนกว่า 50,000-70,000 ล้านบาท

โดย KAsset อยู่ระหว่างเตรียมแนวทางการออกกองทุน SSF เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการด้านใดด้านหนึ่ง หรือครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน ได้แก่

  1. ค่าธรรมเนียมต่ำ (Competitive Fee)
  2. เข้าใจง่าย (Easy to Understand)
  3. สอดรับกระแสโลก (New Trend)

ซึ่งจะเห็นได้ว่า การเปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ในปีที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราการเติบโตของผู้ลงทุนกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี ผ่านแอป K PLUS และ K-My Funds สูงกว่า 55%

3. ลุยปั้นผลตอบแทนพอร์ตแนะนำขั้นต่ำ 3%

สำหรับแอป K-My Funds ยังมีพอร์ตแนะนำเพื่อเป็นแนวทางให้ลูกค้าได้กระจายการลงทุนตามความเสี่ยงที่เหมาะสมของแต่ละคน เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรได้ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพียงอย่างเดียว จากตัวอย่างการลงทุนในปีที่ผ่านมาของพอร์ตแนะนำ K-FITL และ K-FITXL ที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยซึ่งคำนวณจากดัชนีอ้างอิงอยู่ที่ 7.4% และ 9.9% ต่อปีตามลำดับ พบว่ามีลูกค้าเพียง 15% เท่านั้นที่ลงทุนด้วยตัวเองและสามารถเอาชนะพอร์ตแนะนำได้ ในขณะที่ 85% ไม่สามารถเอาชนะพอร์ตแนะนำได้

จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ผู้ลงทุนจึงต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายตลาดประกอบกัน ดังนั้น การกระจายการลงทุนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยผู้ลงทุนสามารถใช้พอร์ตแนะนำเป็นแนวทางการลงทุนได้ ซึ่ง KAsset ได้ตั้งเป้าบริหารพอร์ตแนะนำเพื่อสร้างผลตอบแทนขั้นต่ำ 3% ต่อปี สำหรับลูกค้าที่รับความเสี่ยงได้น้อยที่สุด โดยกระจายการลงทุนในหลากหลายประเภทสินทรัพย์ ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เพียงปีละ 0.50% 

 

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญหลายปัจจัยเสี่ยงแบบนี้ การกระจายความเสี่ยงในการลงทุนยังคงเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าเรามีกองทุนที่ช่วยตอบโจทย์และมีผู้ให้คำแนะนำในการวางแผนการลงทุนที่ดี โอกาสสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตโตฝ่าตลาดโลกผันผวนก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

#KAsset #คำตอบที่ใช่ของการลงทุน


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer