5G ถอดกลยุทธ์ของเหล่าโอเปอเรเตอร์บนเส้นทางที่ไม่มีใครยอมใคร (วิเคราะห์)

ประเทศไทยจะมี  5G ได้ใช้แล้ว

แต่  5G จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างไร

ในวันนี้เราอาจจะไม่เห็นภาพชัดเจนมากนัก เพราะ 5G ในประเทศไทยและโลกยังคงอยู่เพียงจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีและการให้บริการเท่านั้น และประเทศไทยเพิ่งผ่านการประมูลคลื่น 5Gกันไปได้เพียงไม่นานนัก

แต่ที่เห็นแน่ๆ คือการประมูลคลื่น5G ที่ผ่านมาทำให้โอเปอเรเตอร์มีคลื่นอยู่ในมือมากขึ้นที่จะเป็นแต้มต่อในการให้บริการลูกค้ามากน้อยแตกต่างกันไป

ที่มาพร้อมกับกลยุทธ์การตลาดกับคลื่น5G ที่แต่ละรายก็มีทางของตัวเองที่จะให้บริการผู้บริโภค

แล้วโอเปอเรเตอร์แต่ละรายที่ประมูล5G ได้มาจะมีการวางกลยุทธ์บนเส้นทางคลื่น5G ที่ประมูลได้อย่างไร

AIS กับเส้นทาง5G ที่ ขอคลื่นนี้ให้ 4G ใช้ด้วย

ในฐานะโอเปอเรเตอร์ที่ประมูลคลื่น5G มากที่สุดอย่างเอไอเอส มีแนวทางในการนำคลื่น5G ที่ประมูลได้ 2 เรื่องคือ

1. การนำคลื่น5G บางส่วนมาต่อยอดให้บริการ 4G กับลูกค้า

จากรายงานของเอไอเอสพบว่าในปี 2562 เอไอเอสใช้งานมือถือ 4G มากถึง 71% ของลูกค้ารวมเอไอเอสที่มีอยู่ทั้งสิ้น 52 ล้านราย และมีการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น 12.7GB ต่อเดือน

การที่เอไอเอสมีจำนวนลูกค้ากว่า 37 ล้านรายที่ใช้งานมือถือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 4G ที่มาพร้อมกับการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับคลื่นที่เอไอเอสมีอยู่ในอดีต อาจจะทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือในบางพื้นที่เกิดความล่าช้าจากการที่ลูกค้าใช้งานพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมาก จากแบนด์วิธในช่วงเวลานั้นไม่เพียงพอกับความต้องการ

คำว่าแบนด์วิธหรือความกว้างของคลื่นนี้ อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า แบนด์วิธเปรียบได้กับถนน เพราะถ้าแบนด์วิธที่มีอยู่สามารถตัดถนนได้เพียง 4 เลน ซึ่งเวลาปกติรถก็สามารถวิ่งทำความเร็วได้อย่างสบาย แต่เมื่อเป็นเวลาเร่งด่วนที่มีรถจำนวนมากเข้าใช้ถนนเดียวกัน การจราจรในถนนก็จะติดขัดไม่คล่องตัวเหมือนช่วงเวลาปกติ

และการที่ทำให้รถวิ่งได้สบายๆ ในช่วงเวลาเร่งด่วนนั้น จะต้องตัดถนนเพิ่มเล่น หรือการได้แบนด์วิธเข้ามาเพิ่มในการให้บริการ

การประมูลในครั้งนี้ เอไอเอสชนะการประมูลได้แบนด์วิธของคลื่นรวมกันมากถึง 1330MHz ในอายุสัญญา 15 ปี ซึ่งถือว่ามากพอกับการให้บริการในวันนี้และอนาคต

หลายคนอาจจะสงสัยว่าการประมูลคลื่น5G ในครั้งนี้ทำไมเอไอเอสถึงสู้ทุกคลื่นความถี่ที่แสดงเจตจำนงไว้ และได้คลื่นความถี่และแบนด์วิธกลับมาเป็นจำนวนมากเพื่อให้บริการกับลูกค้า

เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากจำนวนลูกค้าของเอไอเอสในปัจจุบันมีจำนวนมากถึง 42 ล้านเลขหมาย ซึ่งถือเป็นจำนวนลูกค้าที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับโอเปอเรเตอร์ค่ายอื่นๆ

โดยเอไอเอสมีจำนวนลูกค้ามากกว่าทรูมูฟ เอช 11.9 ล้านเลขหมาย และมากกว่าดีแทค 21.4 ล้านเลขหมาย

และลูกค้าเอไอเอสยังมีการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ปีที่ผ่านมามีการใช้งานดาต้าเฉลี่ยเดือนละ 12.7GB และลูกค้ามากถึง 71% ของลูกค้าทั้งหมดมีการใช้งานมือถือ 4G

จากจำนวนลูกค้าและการใช้งานดาต้าผ่านมือถือของเอไอเอสที่มีปริมาณที่สูง เมื่อเทียบกับจำนวนคลื่นความถี่ที่มีอยู่เดิมที่มีแบนด์วิธเพียง 140MHz อาจจะไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าในอนาคตได้

ทางออกที่ดีที่สุด คือการหาคลื่นความถี่และแบนด์วิธเพิ่มเพื่อให้บริการลูกค้าโดยไม่ติดขัด

การประมูลคลื่นความถี่5G ของเอไอเอสในครั้งนี้ นอกจากจุดประสงค์หลักในการให้บริการ5G ในอนาคต จุดประสงค์อีกประการหนึ่งคือการนำคลื่นมาให้บริการ 4G ด้วย

เอไอเอสได้นำคลื่น 2600MHz ซึ่งเป็นคลื่นหนึ่งที่เอไอเอสประมูลได้มากถึง 100MHz ที่เอไอเอสชนะการประมูลได้ 10 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 10 MHz เป็นคลื่นแรกที่ออกมาให้บริการ 5Gก่อน เนื่องจากเอไอเอสได้มองว่าคลื่น 2600MHz เป็นคลื่นที่มีความสำคัญที่เอไอเอสจะนำมาให้บริการ 4G กับลูกค้าด้วย

สิ่งที่ทำให้เอไอเอสมองคลื่น 2600MHz มีความสำคัญที่สุดเพราะ

1. >คลื่น 2600MHz เป็นคลื่นที่ประเทศจีนและอินเดียนำมาให้บริการ 5G ทำให้เครื่องมือถือที่รองรับบริการ 5Gมีจำนวนมากในตลาดจากการพัฒนาของค่ายมือถือแบรนด์จีน รวมถึงอุปกรณ์ IoT และอุปกรณ์ในการติดตั้งเครือข่าย5G มีพร้อมรองรับการให้บริการในราคาที่ไม่สูงเกินไปนัก

จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตการสื่อสารไร้สายโลก หรือ GSA พบว่าในเดือนมกราคม 2563 มีมือถือที่รองรับเทคโนโลยี5G จำนวน 208 โมเดล และมากกว่า 50 โมเดล รองรับคลื่นความถี่ 2500-2600MHz ทำให้ความพร้อมด้านดีไวซ์และเครือข่ายมีค่อนข้างมากในการให้บริการ 5G

2.>ในปัจจุบันมือถือในประเทศไทยที่รองรับคลื่น 2600MHz ในการเชื่อมต่อ 4G มีมากกว่า 600 โมเดล และมีผู้ใช้งานมือถือโมเดล 4G ที่รองรับคลื่น 2600MHz ในประเทศมากถึง 16 ล้านราย และเอไอเอสได้นำคลื่นความถี่ 2600MHz ที่จะเปิดให้บริการ5G ในอนาคตมาให้บริการ 4G กับลูกค้าที่ใช้บริการ 4G ด้วย

ซึ่งเท่ากับว่าลูกค้าเอไอเอสที่ใช้งานมือถือรองรับ 2600MHz จะมีแบนด์วิธในการใช้งาน 4G เพิ่มขึ้นถึง 100MHz เลยทีเดียว

2. พัฒนาโซลูชั่น 5G เน้นภาคบิสซิเนส

เอไอเอสมองว่าเทคโนโลยี5G จะมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมในการเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อการทำงานกับ IoT เพื่อควบคุมระบบการทำงานของ IoT ในด้านต่างๆ

โดยเฉพาะการใช้ IoT มาช่วยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ลดข้อผิดพลาดในการทำงาน และทำงานทดแทนมนุษย์ในงานและพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ในงานที่ต้องอาศัยความแม่นยำในการทำงานที่สูง

ตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา เอไอเอสร่วมทดลอง ทดสอบ 5G กับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อหา Use Case ในการให้บริการ 5G อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นการร่วมมือกับสนามบินอู่ตะเภา, ท่าเรือแหลมฉบัง, อมตะนคร, SCG มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศรีราชา และอื่นๆ เพื่อหาแนวทางและเตรียมความพร้อมในการให้บริการ 5G ในรูปแบบใหม่ๆ

การที่เอไอเอสให้ความสำคัญกับการให้บริการ 5G จากการมองโอกาสในการสร้างรายได้จากโปรเจกต์ขนาดใหญ่ให้กับธุรกิจที่มาพร้อมกับการเซ็นสัญญาความร่วมมือในระยะยาวที่จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหนึ่งให้เอไอเอสเติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

แต่การให้ความสำคัญกับการให้บริการธุรกิจ B2B หรือ Business to Business สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการมีเครือข่ายในการให้บริการที่เสถียร และมีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องให้แบนด์วิธจำนวนมากบนคลื่นความถี่ที่เหมาะสมในการให้บริการ

ส่วนในการทำตลาด5G ของเอไอเอสได้อาศัยแต้มต่อของการทดสอบและทดลองในการให้บริการ5G มาก่อนหน้านั้นหลังจากที่  กสทช. อนุมัติให้มีการทดสอบและทดลองในพื้นที่จำกัด ด้วยการประกาศความพร้อมชวนลูกค้าร่วมทดสอบ 5G บนคลื่นความถี่ 2600 MHz บนเครือข่ายจริง ตามสถานที่ที่เอไอเอสได้จัดให้ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำ5G ในใจผู้บริโภคของเทคโนโลยี5G จะเตรียมเปิดให้บริการจริงในบางพื้นในไตรมาส 2 ของปีนี้ ตามข้อตกลงที่ กสทช. ให้ไว้

 

Truemove H สร้างแบรนด์5G ผ่าน Hero ต้นแบบ บนคลื่นความถี่ 7 ย่านและไชน่าโมบายล์

สิ้นสุดการประมูลคลื่นครั้งที่ผ่านมา Truemove H เป็นโอเปอเรเตอร์อีกรายหนึ่งที่ชนะการประมูล ที่มาพร้อมกับใบอนุญาตคลื่นจำนวนมากไปครองถึง 2 คลื่นความถี่ มีแบนด์วิธรวมกันมากถึง 890 MHz

และเมื่อรวมคลื่นเดิมที่ทรูมูฟ เอชมีอยู่ในมือ ทรูมูฟ เอชจะมีคลื่นความถี่ทั้งหมดถึง 7 ย่านความถี่ มีแบนด์วิธรวมกันที่ 1020 MHz ถือเป็นจำนวนแบนด์วิธที่ไล่ตามเอไอเอสไม่มากนัก

ด้วยปริมาณแบนด์วิธที่มีจำนวนน้อยกว่าเอไอเอส ถ้ามองที่ความหลากหลายของย่านคลื่นความถี่ ทรูมูฟ เอชจะมีย่านความถี่มากกว่าเอไอเอสถึง 1 ย่านความถี่

และความหลากหลายนี้ทำให้ทรูมูฟ เอชใช้เป็นจุดขายในการทำตลาด มีจำนวนย่านคลื่นความถี่ที่ครบและครอบคลุมมากที่สุดรวม 7 ย่านความถี่ โดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำที่มีจำนวนย่านความถี่ที่มากกว่าคู่แข่ง

การสื่อสารการตลาด5G ของทรูมูฟ เอช ยังได้สร้างการรับรู้ผ่านแคมเปญ First 5G Citizen 5 Hero ต้นแบบผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียง 5 คน 5 ด้าน ได้แก่ บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ในฐานะจิตอาสาด้านสังคมสงเคราะห์, เฌอปราง อารีย์กุล เกิร์ลกรุ๊ป BNK48 เยาวชนต้นแบบด้านการศึกษา, อเล็กซ์ เรนเดลล์ นักแสดงหัวใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, “หมอเจี๊ยบ” ลลนา ก้องธรนินทร์ ต้นแบบด้านสุขภาพ และ “ไอซ์” พาริส อินทรโกมาลย์สุต นักแสดงและนักร้อง เป็นต้นแบบด้านความบันเทิง เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นถึงประโยชน์ของ5G ในด้านต่างๆ พร้อมการเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาทดสอบ5G ได้ในพื้นที่ที่กำหนด

ส่วนการให้บริการ5G ของทรูมูฟ เอช ได้นำเอาคลื่น 2600MHz มาเป็นคลื่นหลักในการให้บริการ5G เช่นเดียวกับเอไอเอส จากเป้าหมายหลักเดียวกันคือ เพื่อนำคลื่น 2600MHz มาให้บริการ 4G กับลูกค้าทรูมูฟ เอช ก่อนที่จะต่อยอดบริการ5G ในรูปแบบโซลูชั่นในอนาคต

ซึ่งการเปิดให้บริการ5G ของทรูมูฟ เอช ได้อาศัยพาร์ตเนอร์อย่างไชน่าโมบายล์ในการต่อยอดธุรกิจการให้บริการในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย

 

Dtac แบนด์วิธแค่ 200MHz ก็พอเพียงกับบริการ

การประมูลคลื่น5G ครั้งที่ผ่านมา ดีแทคถือเป็นค่ายมือถือที่ร่วมประมูลใบอนุญาตคลื่น 26GHz เพียง 2 ใบอนุญาต

แบนด์วิธที่ดีแทคได้มาครั้งนั้นจึงมีเพียง 200MHz เท่านั้น และเมื่อเทียบกับโอเปอเรเตอร์อีก 2 รายอย่างเอไอเอส และทรูมูฟ เอช ถือว่าดีแทคได้คลื่นความถี่กลับไปน้อยมาก

แต่ใบอนุญาตที่ได้มาสำหรับชารัด เมห์โรทรา CEO ซีอีโอดีแทคมองว่าเพียงพอต่อความต้องการที่จะให้บริการลูกค้าในเวลานี้

เพราะเมื่อรวมกับคลื่นความถี่ที่ดีแทคมีให้บริการอยู่ จะครบทุกย่านความถี่ทั้งย่านความถี่ Low Band, Mid Band และ High Band และมีแบนด์วิธรวมกัน 330 MHz

โดยย่านความถี่ที่ดีแทคมีประกอบด้วย

คลื่น 700MHz และ 900MHz ซึ่งเป็นคลื่นที่อยู่ในย่านความถี่ Low Band

คลื่น 1800MHz 2100MHz และ 2300MHz เป็นคลื่นย่านความถี่ Mid Band

ซึ่งคลื่น 2600MHz ที่ กสทช. นำมาประมูลครั้งนี้เป็นคลื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับกลุ่ม Mid Band
และการได้คลื่น 26GHz มา เท่ากับเป็นการเติมเต็มคลื่นย่านความถี่ High Band ให้กับดีแทค

เส้นทางเริ่มต้น5G ของดีแทคจะเริ่มจากการนำคลื่นความถี่ 26GHz ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ไร้สายประจำที่ หรือ Fixed Wireless Broadband ผ่านบริการ dtac@home ให้ความเร็วสูงสุด 1Gbps โดยคาดว่าเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 2 ของปี 2563 เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตตามบ้าน

เพราะคลื่น 26GHz ที่ดีแทคประมูลมีความกว้างของแบนด์วิธมากถึง 200MHz ที่สามารถรองรับจำนวนการใช้งานของผู้ใช้งานพร้อมๆ กันได้มากกว่าคลื่นอื่นๆ ที่ดีแทคมีอยู่ในมือ

แต่ข้อเสียของคลื่น 26GHz คือ รัศมีในการส่งสัญญาณที่สั้น และทะลุทะลวงต่ำ โดยคาดว่าคลื่น 26GHz จะมีรัศมีในการส่งสัญญาณเพียง 500 เมตรต่อสถานีฐาน ทำให้เหมาะกับการให้บริการในเมืองที่เป็นเขตชุมชนที่มีการใช้งานสูง จากการลงทุนในการติดตั้งสถานีฐานที่สูง เพราะต้องใช้สถานีฐานจำนวนมากเพื่อให้บริการ

นอกจากนี้ ดีแทคยังนำคลื่นความถี่ 700MHz ที่ดีแทคได้มาก่อนหน้านั้นและคาดว่า กสทช. จะสามารถส่งมอบคลื่นให้ดีแทคมาใช้งานได้ในเดือนตุลาคม 2563 มาให้บริการ5G ในส่วนของการเชื่อมต่อ IoT ด้านภาคการเกษตร ซึ่งเป็นโครงการที่ดีแทคได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง

การที่ดีแทคเลือกย่านความถี่ 700MHz มาให้บริการ5G ในภาคการเกษตรมาจากคุณสมบัติของคลื่นที่สามารถส่งสัญญาณได้ไกลจากสถานีฐาน และเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านเครือข่าย เพราะการใช้งาน IoT ในภาคการเกษตรเป็นการรับส่งข้อมูลระหว่างกันในปริมาณดาต้าที่ไม่สูงนัก และมีการใช้งานในแต่ละพื้นที่ที่ไม่แออัด ซึ่งแบนด์วิธที่เปรียบเหมือนพื้นที่ในถนนให้รถวิ่งมีขนาดที่ไม่กว้างนักก็เพียงพอต่อการใช้บริการ

เนื่องจากคลื่นความถี่ย่าน 700MHz ดีแทคมีความกว้างของคลื่นหรือแบนด์วิธเพียง 20MHz เท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่นอย่างเช่นในพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีผู้ใช้งานมือถือและดาต้าอินเทอร์เน็ตสูง

แต่อย่างไรก็ดี การประมูลครั้งนี้ Marketeer เชื่อว่าดีแทคไม่ได้มีความต้องการคลื่นเท่าไรนัก เหตุผลเพราะ

1.>การบริการ 5Gเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ยังมีผู้ใช้บริการไม่มากนัก โดยจากรายงานของ GSMA ที่ระบุไว้ว่าในปี 2568 เอเชียแปซิฟิกจะมีพื้นที่บริการ5G เพียง 15% ส่วนพื้นที่ให้บริการ 4G ที่มีสัดส่วนมากถึง 90% ซึ่งการนำคลื่นที่ยังไม่ต้องการมากนักมาเก็บไว้จำนวนมากๆ ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับ กสทช. เพื่อถือครองใบอนุญาตเป็นจำนวนที่มหาศาล

2.>ดีแทคต้องการคลื่น 3500MHz มาทำ5G ในเดือนธันวาคม 2562 ดีแทคเคยแสดงความชัดเจนในความต้องการคลื่น 3500MHz ผ่านการเสนอกับ กสทช. ในการเลื่อนการประมูล5G ครั้งที่ผ่านมาออกไปก่อน เพื่อนำคลื่น 3500MHz ของไทยคมที่สัมปทานคลื่นใกล้หมดมาประมูลร่วมกัน แต่ข้อเสนอนี้ กสทช. ปัดตกไป

การที่ดีแทคต้องการคลื่น 3500MHz มาจากการมองว่าย่านความถี่ 3500MHz เป็นย่านความถี่สากลที่โอเปอเรเตอร์ทั่วโลกเลือกที่จะใช้ในการทำ5G มากกว่าย่านความถี่ 2600MHz ที่โอเปอเรเตอร์ 2 ค่ายประมูลได้ เพราะดีแทคเชื่อว่าในอนาคตคลื่น 3500MHz จะมีดีไวซ์ที่รองรับการเชื่อมต่อที่มากกว่า ซึ่งเรื่องนี้คงต้องดูกันต่อไปในระยะยาว

แต่ในวันนี้การแข่งขันของ 5G ในประเทศไทย และโลกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และถนนบนเทคโนโลยีสายนี้จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกและประเทศไทยในรูปแบบไหน คงต้องดูกันยาวๆ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน