ไม่ว่าจะธุรกิจไหนก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงตลาดหุ้นเองก็ปิดบวก-ลบ ตามสถานการณ์โลก

เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในไทยที่ต้องเจอกับการ Circuit Breaker ที่เกิดขึ้นในรอบเดือนนี้ถึง 3 ครั้งด้วยกัน

และหากพูดถึงหุ้นที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ มองว่าคือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มโรงแรม และการท่องเที่ยว Marketeer จึงขอยกหุ้น 2 ตัวนี้ และฉายภาพรวมของธุรกิจมาให้ดูกัน

CENTEL และ MINT เป็นหุ้นกลุ่มโรงแรม ที่ในพอร์ตมีธุรกิจอาหารรวมอยู่เหมือนกัน

และได้รับผลกระทบเต็มๆ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เหมือนกัน

CENTEL หรือ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ของกลุ่มจิราธิวัฒน์ที่ใช้นามสกุลมหาชนเป็นเบอร์แรกของเครือ โดยเข้าอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2533 ใน CENTEL ประกอบด้วย 2 ธุรกิจด้วยกันคือ ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจร้านอาหาร

ธุรกิจโรงแรม  มีโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา 6 แบรนด์ คือ เซ็นทารา แกรนด์, เซ็นทารา รีเซิร์ฟ, เซ็นทารา, เซ็นทาราบูติก คอลเลกชั่น, เซ็นทรา บาย เซ็นทารา และโคซี่

ส่วนธุรกิจอาหารนั้นดำเนินงานภายใต้บริษัทลูก คือ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG ที่เชื่อว่าทุกคนเคยกินแบรนด์เหล่านี้แน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิสเตอร์โดนัท, เคเอฟซี, อานตี้ แอนส์, เปปเปอร์ ลันช์ เป็นต้น

ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2562 มีร้านในเครือทั้งหมด 1,064 สาขา มีแบรนด์ทั้งหมด 15 แบรนด์ แบ่งเป็น 10 แบรนด์ที่เป็นแฟรนไชส์ และอีก 5 แบรนด์ เป็นร้านอาหารที่ลงทุนเอง

มิสเตอร์โดนัท, เคเอฟซี, อานตี้ แอนส์, เปปเปอร์ ลันช์, ชาบูตง, โคล สโตน ครีมเมอรี่, เดอะ เทอเรส, โยชิโนยะ, โอโตยะ, เทนยะ, คัตสึยะ, อร่อยดี, สุกี้เฮ้าส์ ,เกาลูน และซอฟต์แอร์

 

นอกจากนี้ ล่าสุด CRG ทุ่ม 140 ล้าน เข้าถือหุ้น ‘Salad Factory’ ในสัดส่วน 51% ทำให้ตอนนี้มีแบรนด์ในเครือทั้งหมด 16 แบรนด์

ส่วนฝั่งของ MINT หรือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่มีพอร์ตคล้ายๆ กัน แต่ไมเนอร์ฯ มีธุรกิจหลักด้วยกัน 3 ส่วนคือ

ธุรกิจโรงแรม มีโรงแรมทั้งในรูปแบบเป็นเจ้าของเอง บริหารจัดการ และร่วมลงทุน และโรงแรมในกลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลใน 57 ประเทศ ในเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกา คาบสมุทรอินเดีย ยุโรป อเมริกาใต้ และอเมริกาเหนือ

ธุรกิจร้านอาหาร มีร้านอาหารกว่า 2,300 สาขา ใน 26 ประเทศ ภายใต้แบรนด์ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, เดอะ คอฟฟี่ คลับ, ริเวอร์ไซด์, เบนิฮานา, ไทย เอ็กซ์เพรส, บอนชอน, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เลอร์, แดรี่ ควีน และเบอร์เกอร์ คิง

และธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ ภายใต้แบรนด์ อเนลโล่, โบเดิ้ม, บอสสินี่, บรูคส์ บราเธอร์ส, ชาร์ล แอนด์ คีธ, เอสปรี ฯลฯ

แล้วภาพรวมธุรกิจในปี 2563 นี้ ที่เปิดปีมาอย่างสาหัสทั้ง 2 บริษัทกระทบ และมีมาตรการอย่างไร

ภาพรวมธุรกิจทั้งรายได้ และกำไรคงไม่สวยหรูเหมือนปีก่อนที่ทำได้ดี และอาจจะทำได้ไม่ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้ เพราะสถานการณ์ไม่เป็นใจอย่างการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมเจ็บหนัก จากการที่นักท่องเที่ยวไม่มาเที่ยว นักท่องเที่ยวยกเลิกการจอง รวมถึงการแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปิดบริการโรงแรมชั่วคราว

ฝั่ง CENTEL นั้นจากเดิมที่ตั้งเป้าปีนี้จะกลับมาเติบโตโดยธุรกิจโรงแรมเติบโต 5-7% ส่วนธุรกิจอาหารเติบโต 10%

แต่ตอนนี้คงต้องมองใหม่เสียแล้ว ล่าสุด CENTEL คาดการณ์ว่า หากสถานการณ์คลี่คลายภายในเดือน มิ.ย. นั้นรายได้ของบริษัทจะลดลง 15%

พร้อมยังเดินหน้าตามแผนเดิมที่ตั้งเป้าเปิดโรงแรมอีก 8 แห่งในปีนี้

ขณะเดียวกันจากสถานการณ์โควิด-19 นั้น ทำให้บริษัทต้องร่อนจดหมายขอความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงานทุกท่าน สมัครใจใช้สิทธิ์การลาแบบไม่รับค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1-31 มีนาคม 2563 เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายของบริษัทเลยทีเดียว

ส่วน MINT นั้นตั้งเป้ารายได้เติบโตเฉลี่ย 8% ตามแผนระยะ 5 ปี (2563-2567) นั้น ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าไตรมาส 1 ได้รับผลกระทบแน่นอน

โดยโรงแรมเครือไมเนอร์ในกรุงเทพฯ นั้นเตรียมปิดบริการชั่วคราว ส่วนโรงแรมทวีปยุโรปและลาตินอเมริกามีกำหนดการปิดโรงแรมให้มากที่สุด

โรงแรมในประเทศอิตาลีและสเปนปิดทั้งหมด ในประเทศเยอรมนีกลุ่มประเทศเบเนลักซ์และลาตินอเมริกา เอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ป อยู่ระหว่างดําเนินการตามกลยุทธ์เดียวกัน โดยจะพิจารณาการปิดโรงแรมตามระดับของกิจกรรม อัตราการเข้าพัก และการกําหนดทิศทางของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม จากที่ทั้งสองวาดเป้าหมายในฝั่งโรงแรมไว้ ปีนี้คงต้องลุ้นกันยาวๆ ว่าจะสามารถทำได้ตามที่หวังไว้หรือไม่

ในส่วนของธุรกิจอาหารก็ถูกกระทบไม่แพ้กันจากการที่คนไม่ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน บวกกับมาตรการที่กทม. ประกาศออกมาที่ร้านอาหารสามารถเปิดบริการได้ แต่จะไม่มีบริการนั่งรับประทานภายในร้าน มีแค่สั่งเดลิเวอรี่ และซื้อกลับบ้านเท่านั้น

ซึ่งแน่นอนว่ารายได้จากหน้าร้านต้องลดลงอย่างแน่นอน แต่ในวิกฤตก็ยังมีโอกาสของการลุยบริการออนไลน์ และเดลิเวอรี่ของร้านอาหารแบรนด์ต่างๆ

ที่ในปีนี้ยอดขายจากเดลิเวอรี่น่าจะเติบโต แต่ก็ยังมองว่าฝั่งของ CENTEL น่าจะกระทบมากกว่าเพราะรายได้หลักของ CENTEL ไม่ใช่ธุรกิจโรงแรม แต่รายได้หลักมาจากธุรกิจอาหารนั่นเอง

โดยในปีนี้แบรนด์ร้านอาหารในการดูแลของ CRG ก็จะชูโรงด้วยเดลิเวอรี่ที่น่าจะสามารถมาช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท

แล้วราคาหุ้น CENTEL อยู่ที่เท่าไร

ราคาหุ้น ณ สิ้นปี 2561 (28 ธ.ค. 61) : 40.00 บาท

ราคาหุ้น ณ สิ้นปี 2562 (30 ธ.ค. 62)  : 25.00 บาท

ราคาหุ้นเดือน ม.ค. (31 ม.ค. 63) : 21.70 บาท

ราคาหุ้นเดือนก.พ. (28 ก.พ. 63) : 18.00 บาท

ราคาหุ้นปัจจุบัน (24 มี.ค. 63) : 13.10 บาท

 

ราคาหุ้น MINT อยู่ที่เท่าไร

ราคาหุ้น ณ สิ้นปี 2561 (28 ธ.ค. 61) : 34.00 บาท

ราคาหุ้น ณ สิ้นปี 2562 (30 ธ.ค. 62)  : 36.00 บาท

ราคาหุ้นเดือน ม.ค. (31 ม.ค. 63) : 30.75 บาท

ราคาหุ้นเดือน ก.พ. (28 ก.พ. 63) : 27.50 บาท

ราคาหุ้นปัจจุบัน (24 มี.ค. 63) : 13.70 บาท

 

อย่าไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ธุรกิจยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้นที่ได้รับผลกระทบ ธุรกิจนอกตลาดหุ้นก็ได้รับผลกระทบมากเช่นกัน

ที่ตอนนี้ทุกคนหวังว่าให้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในไทยควบคุมอยู่ และลดลงในเร็ววัน

และรอวันให้หุ้นในตลาดกลับมาเขียว พร้อมกับธุรกิจเดินหน้าได้อีกครั้ง

CENTEL

ปัจจุบันมีจำนวนโรงแรมทั้งสิ้นกว่า 70 โรงแรม ทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้างใน 14 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา ศรีลังกา มัลดีฟส์ จีน กาตาร์ โอมาน สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตุรกี ญี่ปุ่น และพม่า

ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2562

โรงแรมภายใต้สัญญาการบริหาร 53 แห่ง

โรงแรมที่บริษัทฯ ลงทุนเอง 23 แห่ง

โรงแรมที่เปิดให้บริการแล้ว 43 แห่ง

รวมที่พักทั้งหมด 76 แห่ง

————-

MINT

มีโรงแรมทั้งในรูปแบบเป็นเจ้าของเอง บริหารจัดการ และร่วมลงทุน โดยมีโรงแรมและเซอร์วิส สวีท ทั้งสิ้น 535 แห่ง ภายใต้แบรนด์ อนันตรา, อวานี, โอ๊คส์, ทิโวลี, เอ็นเอช คอลเลคชั่น, เอ็นเอช โฮเทลส์, นาว, เอเลวาน่า, แมริออท, โฟร์ซีซั่นส์, เซ็นต์ รีจิส, เรดิสัน บลู

และโรงแรมในกลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ใน 57 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกา คาบสมุทรอินเดีย ยุโรป อเมริกาใต้ และอเมริกาเหนือ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer