ฟุตบอลโลก 2018 : สมรภูมิล่าสุดของสองยักษ์ Sport Brand

ในสายตาแฟนบอล ผู้ชื่นชอบกีฬาและแฟน Sport Brand ฟุตบอลโลกคือหนึ่งใน Sport Event ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเป็นการขับเคี่ยวกันของ 32 ประเทศทั่วโลกเพื่อตัดสินว่าประเทศใดคือสุดยอดทางลูกหนัง แต่สำหรับการแวดวงการตลาด อุตสาหกรรมโฆษณาและ Branding มหกรรมกีฬาที่จัดขึ้นทุก ๆ 4 ปีนี้

นอกจากจะสนุกที่ได้ชมการชิงความเป็นที่หนึ่งในกีฬาประเภทนี้ของชาติต่างๆแล้ว ยังเป็นโอกาสที่จะตีตั๋วแถวหน้าชมการขับเคี่ยวกับของบรรดาแบรนด์เครื่องกีฬาทั่วโลกด้วย

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 มิถุนายนถึง 15 กรกฎาคมนี้ แม้มี 8 Sport Brand ที่ได้อวด Logo บนเสื้อทีมชาติให้คนทั่วโลกได้เห็นกันตลอด Tournament แต่เป็นที่รู้กันว่าแบรนด์ที่ขับเคี่ยวกับจริงๆ คือ Adidas กับ Nike นี่จึงทำให้ FIFA World Cup Russia 2018 คือสมรภูมิล่าสุดของทั้ง 2 แบรนด์

Adidas ทวงแชมป์คืนจาก Nike เพราะ 3 ทีมดังพลาดท่า

ฟุตบอลโลกครั้งแรกบนแผ่นดินรัสเซีย Adidas คือแบรนด์ที่ได้ทำชุดแข่งให้ทีมชาติมากสุด ด้วยจำนวน 12 ทีม ได้แก่ อาร์เจนตินา เบลเยียม โคลอมเบีย อียิปต์ เยอรมนี อิหร่าน ญี่ปุ่น เม็กซิโก โมร็อคโค รัสเซีย สเปน และสวีเดน แซงหน้า Nike

ซึ่งปีนี้ทำให้ 10 ทีมคือ ออสเตรเลีย บราซิล โครเอเชีย อังกฤษ ฝรั่งเศส ไนจีเรีย โปแลนด์ ,โปรตุเกส ซาอุดิอาระเบีย และเกาหลีใต้

สาเหตุที่ทำให้แบรนด์ 3 แถบ ทวงแชมป์คืนจากคู่ปรับสัญชาติอเมริกันซึ่งเมื่อปี 2014 มี Logo ปรากฏอยู่บนชุดแข่งของ 10 ทีมได้สำเร็จเป็นส่วนหนึ่งเป็นเพราะเนเธอร์แลนด์ สหรัฐและชิลี ตกรอบ

ส่วนอีก 6 แบรนด์ที่มี Logo ปรากฏอยู่บนชุดแข่งของทีมชาติ คือ Puma ,New Balance ,Umbro ,Errea ,Hummel และ Uhlsport โดยในจำนวนนี้ Puma ตกต่ำสุด

เพราะเมื่อฟุตบอลโลกปี 2006 คือหมายเลขหนึ่ง ได้ทำเสื้อให้มากถึง 12 ทีม แต่ครั้งนี้เหลือเพียง 3 ทีม และยังเป็นทีมรองทั้งสิ้น คือ เซเนกัล สวิตเซอร์แลนด์ และอุรุกวัย หลังอิตาลี ตกรอบ

Nike – Sport Brand เบอร์ 1 แต่เป็นรองในฟุตบอลโลก

ทุกครั้งเมื่อมีการจัดอันดับด้านมูลค่า Nike คือแบรนด์เครื่องกีฬาอันดับ 1 อยู่เสมอ โดยตามการประเมินของ Brandfinance ระบุว่าแบรนด์เจ้าของ Slogan – Just Do It มีมูลค่าอยู่ที่ 28,030 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 877,000 ล้านบาท) และมากกว่า Adidas อยู่หลายเท่า ขณะเดียวกันยอดขายทั่วโลกNike ยังมากกว่าด้วย

ทว่าหากเทียบกันในฟุตบอลโลกกลับเหมือนหนังคนละม้วนเพราะ แบรนด์เยอรมันอายุเกือบ 7 ทศวรรษ เป็นต่อในทุกด้านทั้งเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของการ (Official Sponsor) แข่งขันผ่านการทำสัญญากับสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (FIFA) มาตั้งแต่ช่วงยุค 70

และได้ต่อสัญญาออกไปอีกถึงปี 2030 ซึ่งแน่นอนว่าลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันจะปรากฏ Logo ของสามแถบในการแข่งขันอีกนาน

ส่วนถ้าวัดจำนวนทีมชาติที่ได้ทำเสื้อให้ตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 1974 ถึง 2014 Adidas ก็ยังครองความเป็นหนึ่งเช่นกัน โดยทำเสื้อให้ไปแล้ว 174 ทีม ทิ้งห่าง Nike เจ้าของจำนวนเพียง 50 อย่างไม่เห็นฝุ่น

ซึ่งส่งผลสืบเนื่องให้แบรนด์แรกเป็นแบรนด์ที่มีทีมคว้าแชมป์มากกว่า ด้วยจำนวน 5 ทีม คือ อาร์เจนตินา ปี 1978 ,เยอรมนีตะวันตก ปี1990 ,ฝรั่งเศส 1998 ปี ,สเปน ปี 2010 และเยอรมนี ปี 2014 ด้านแบรนด์หลังได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์ของทีมแชมป์ครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยการที่ทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์ในปี 2002

ศึกระหว่าง Official Sponsor กับ Guerrilla Marketing

ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ทั้ง Adidas และ Nike ยังแสดงความเป็นคู่ปรับการอย่างชัดเจนในหลายๆ ด้าน เริ่มจากชุดแข่งให้ทีมชาติที่เป็นอริกัน โดยขณะที่แบรนด์แรกมี Logo อยู่บนชุดของ อาร์เจนตินา สเปน และญี่ปุ่น แบรนด์หลังก็มี Logo ปรากฏบนชุดของ บราซิล โปรตุเกส และเกาหลีใต้ ตามด้วยการเลือกนักเตะดังที่เป็นคู่แข่งกันเป็น Brand Endorser โดยของ Adidas คือ Lionel Messi ส่วน Nike คือ Cristiano Ronaldo

เรื่อง Marketing แน่นอนว่าต้องต่างกัน โดยคาดว่า Adidas คงจะใช้ Campaign ในลักษณะที่ดูเป็นทางการและจริงจังให้คุ้มกับการเป็น Official Sponsor ที่ต้องจ่ายให้ FIFA เฉลี่ย 70 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,200 ล้านบาท) ต่อการแข่งฟุตบอลโลก

แต่ละครั้งแต่ก็เป็นงบฯที่ยอมจ่าย เพราะฟุตบอลคือประเภทกีฬาลำดับต้นๆ ที่แบรนด์ให้ความสำคัญ ประกอบกับเป็นการแข่งขันในยุโรป ตลาดหลักของแบรนด์มาโดยตลอด

ด้าน Nike น่าจะเน้นการตลาดแบบกองโจร (Guerrilla Marketing) ผ่านการให้แฟนบอลทั่วไปแสดงความชื่นชอบในเกมลูกหนังโดยมี Nike เป็นสื่อกลาง พร้อมใช้เทคโนโลยีร่วมสมัยอย่าง App เข้ามาเสริม

ฟุตบอลโลก 2018 sport marketing

แม้ยังไม่มีตัวเลขแน่ชัดว่าสองยักษ์ Sport Brand จะทุ่มงบ Promote ตามช่องทางต่างๆ แต่เชื่อว่าคงไม่น้อยและยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะนี่คือ Sport Event ระดับโลกที่มี 4 ปีต่อ 1 ครั้ง ผู้คนให้ความสนใจมากกว่า Olympic (ปี 2014 มีผู้ชมทั่วโลกตลอดการแข่งขันเฉพาะที่บ้าน 3,200 ล้านคน

และผ่าน Mobile Device หรือ Online 280 ล้านคน) และสามารถกระตุ้นยอดขายทั้งเสื้อ-กางเกงฟุตบอลทีมชาติต่างๆ และรองเท้าฟุตบอลรุ่นล่าสุดได้ในเวลาเพียง 1 เดือน / soccer365 ,worldfinance ,wikipedia


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline