หลังคลื่นการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ผ่านพ้นไป จนวันนี้กราฟจำนวนผู้ติดเชื้อภายในประเทศไทยลดลงจนแทบจะเป็นศูนย์ ขณะที่หลายภาคส่วนกำลังเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ในด้านของสาธารณสุขไทยและเหล่านักรบเสื้อกาวน์ยังมีภารกิจป้องกันการกลับมาระบาดของไวรัสร้ายนี้อีกครั้ง

โควิด-19 จะกลับมาระบาดอีกครั้งหรือไม่? ความจริงคืออะไร?

อย่างที่ทราบกันดีว่าผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก แม้จะขยาดกับการเกิดโรค แต่ด้วยความจำเป็นด้านเศรษฐกิจจึงต้องผ่อนปรนกฎข้อบังคับต่าง ๆ บางส่วนเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ธุรกิจกลับมาขับเคลื่อนเมื่อมีการผ่อนคลาย คิดง่าย ๆ นั่นหมายความว่าเรา ‘เสี่ยง’ กับการแพร่ระบาดอีกครั้ง แล้วในทางการแพทย์ให้คำตอบกับเรื่องนี้ว่าอย่างไร โควิด-19 จะกลับมาระบาดหรือไม่

Marketeer เดินทางมาหาคำตอบกับ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาเตือนถึงการแพร่ระบาดระลอกสองของเชื้อไวรัสโควิด-19

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

“ในทางทฤษฎีเมื่อมีการระบาดโรคติดต่อประเภทไวรัส นอกจากจะเกิดการระบาดระลอกแรกแล้ว มีโอกาสที่จะเกิดการระบาดระลอกถัด ๆ มา กล่าวคือ การติดเชื้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นไปถึงวันที่มียอดผู้ติดเชื้อต่อวันสูงสุด 188 ราย หลังจากมีมาตรการป้องกันออกมาและผู้คนเริ่มปฏิบัติตามแล้วตัวเลขผู้ติดเชื้อก็ค่อยๆ ลดลงจนถึง 0 รายติดกันหลายวัน ตรงนี้คือการระบาดระลอกที่ 1 ผ่านไปแล้ว”

“หลังควบคุมโรคได้ในระดับที่ดี จากนั้นเราต้องหันมาใส่ใจเรื่องเศรษฐกิจและสังคม จึงต้องมีการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ สิ่งที่ตามมาคือ ผู้คนเริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น มีโอกาสที่จะกลับมาติดเชื้อเพิ่ม โดยรูปแบบการเกิดอยู่ 3 รูปแบบคือ

1. รูปแบบ Slow Burn

เป็นรูปแบบที่ดีที่สุดหากเกิดการระบาดระลอกสอง คือมีการติดเชื้อเพิ่มไม่มาก เมื่อมีการติดเชื้อสามารถค้นหาผู้ติดเชื้อสถานที่หรือคนที่แพร่เชื้อและควบคุมโรคได้ทันที ยกตัวอย่าง สมมุติเราผ่อนคลายไป 18 กิจกรรม และตรวจพบว่ามี 1 กิจกรรมที่เกิดการติดเชื้อ เราสามารถหยุดกิจกรรมนั้นเพื่อควบคุมโรค ขณะที่อีก 17 กิจกรรมยังดำเนินต่อไปได้ โดยรูปแบบนี้จะมีคลื่นเล็ก ๆ ตามมาจนกว่าจะมีวัคซีนป้องกัน หรือ 2 ใน 3 ของประชาชนทั้งประเทศมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ

รูปแบบนี้จึงดีที่สุดกับทุก ๆ ด้าน เพราะนอกจากจะควบคุมโรคได้เร็วและตรงจุดแล้ว ด้านสังคมเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไปได้ ความเครียดของประชาชนเริ่มลดลง

2. รูปแบบ Peaks and Valleys

หลังจากผ่อนคลายแล้วเกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้นสูงอีกครั้ง ยกตัวอย่าง ผ่อนคลายไป 18 กิจกรรม มีการติดเชื้อเกิดขึ้นใน 15 กิจกรรม เราก็ต้องหยุดกิจกรรมเหล่านั้น ซึ่งก็เกือบทั้งหมดของกิจกรรมที่เปิด แทบไม่ต่างจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเต็มรูปแบบ และจะเห็นว่าคลื่นลูกถัด ๆ มาจะสูงไม่ต่างจากระลอกที่สอง ทำให้ผลกระทบด้านเศรษฐกิจจะรุนแรงกว่าแบบแรก ฟื้นตัวช้ากว่า ความเครียดสะสมของประชาชนมากกว่า

3. รูปแบบ Fall peak

คือรูปแบบที่อันตรายที่สุด เคยเกิดขึ้นเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมาในเหตุการณ์ระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปน มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากในรอบแรก ขณะที่มีการผ่อนคลายและเกิดการระบาดระลอก 2 ในตอนนั้นประชาชนไม่สนใจกลับไปอยู่ในมาตรการควบคุมโรค ยังคงดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตปกติ ทำให้การระบาดของโรคในระลอกที่ 2 รุนแรงกว่าเดิม เกิดการติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

แล้วประเทศไทยจะเป็นแบบไหน?

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ บอกว่าขึ้นอยู่ปัจจัยกับ 3 กลุ่มใหญ่ คือ

1. ผู้บริหารประเทศ คนที่กำหนดมาตรการต่าง ๆ ผ่อนคลายในช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมมีมาตรการควบคู่การผ่อนคลายไปด้วย รวมถึงมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง

2. ผู้ประกอบการ การผ่อนคลายธุรกิจต่าง ๆ มักมาพร้อมมาตรการที่ผู้ประกอบการต้องทำตาม หากทำตามอย่างเคร่งครัด เราก็สามารถควบคุมโรคได้

3. ผู้ใช้บริการหรือประชาชนคนไทยทั้งหมด ในส่วนของประชาชนเองก็มีมาตรการที่ให้ทำตามเช่นกัน ซึ่งหากทุกคนปฏิบัติตามได้เคร่งครัด ยังคงใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือสม่ำเสมอเพื่อความเสี่ยงในการติดเชื้อ

Tracking and Tracing ตัวช่วยลดความรุนแรงของการระบาดโควิด-19 ระลอกสอง

นอกจาก 3 ปัจจัยหลักข้างต้นที่เป็นผู้กำหนดรูปแบบการแพร่ระบาดระลอกสองของประเทศไทยแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นตัวชี้วัดว่าการระบาดระลอกสองจะรุนแรงหรือไม่รุนแรง คือการทำ Tracking and Tracing

“Tracking and Tracing คือการค้นหาบุคคลเสี่ยงและพื้นที่เสี่ยง เช่น ติดตามได้ว่า 14 วันก่อน บุคคลเสี่ยงไปที่ไหนมาบ้างในเวลาไหน และพื้นที่เสี่ยงคือที่ไหนบ้าง ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้ ก็สามารถควบคุมโรคและบริหารจัดการพื้นที่ได้ ทำให้เกิดผลกระทบธุรกิจและวิถีชีวิตของประชาชนน้อยที่สุด”

“การทำ Tracking and Tracing สามารถทำได้โดยใช้เทคโนโลยีในรูปแบบแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมที่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นประชาชนทุกคนต้องช่วยกันใช้ เพราะแม้จะมีเทคโนโลยีล้ำหน้าแค่ไหน ถ้าประชาชนไม่ใช้งานการ Tracking and Tracing ก็ไม่สามารถทำได้”

รู้จัก Skan&Go โปรแกรม Tracking and Tracing ช่วยลดความรุนแรงการระบาดของโควิด-19

ล่าสุดคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม. มหิดล ได้เปิดตัวโปรแกรมสำหรับ Tracking and Tracing ชื่อ “Skan&Go ต้านโควิด เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีของคนไทย” ที่เน้นการบริหารจัดการที่ครบวงจร โดยใช้หลักการป้องกันโรค การควบคุมเชิงพื้นที่ ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงที่มาของโปรแกรม Skan&Go ต้านโควิด เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีของคนไทย ให้ฟังว่า

“เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตโควิด-19 รอบสองในประเทศไทย ศิริราชจึงจัดทำโปรแกรม “Skan&Go ต้านโควิด เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีของคนไทย” ที่ช่วยเก็บข้อมูลการเดินทางของผู้ที่ใช้งานด้วยการเช็กอินผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด พร้อมแจ้งเตือนพื้นที่และบุคคลกลุ่มเสี่ยง ด้วยการอัปเดตข้อมูลการเดินทางผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งหากมีผู้ติดเชื้อเกิดขึ้น Skan&Go จะช่วยให้แพทย์รู้ข้อมูลเบื้องต้น อย่างประวัติการเดินทางย้อนหลัง 14 วัน และง่ายต่อการคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 ที่สำคัญข้อมูลจากการสแกนจะถูกเก็บในมือถือโดยเป็นความลับเฉพาะบุคคล

รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

จุดเด่นของ Skan&Go คือออกแบบมาให้ใช้งานง่ายเนื่องจากเป็นโปรแกรมไม่ใช่แอปพลิเคชันจึงไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลด ระบบเก็บข้อมูลการเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ ในช่วง 14 วัน มีการแจ้งเตือนภายหลังหากมีผู้ติดเชื้อในที่ที่ไป เก็บข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับไม่ส่งให้หน่วยงานอื่น

โดยการใช้งานครั้งแรก แค่เปิดกล้องโทรศัพท์มือถือ สแกนไปที่ QR Code ของ Skan&Go ในสถานที่นั้น ๆ กดยอมรับเงื่อนไขการใช้งาน กรอกหมายเลขโทรศัพท์ รับรหัส OTP โปรแกรมจะแจ้งสถานะของสถานที่ให้รู้ทันที สัญลักษณ์สีเขียว หมายถึงปลอดภัย สีส้มคือ เคยมีผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อมาบริเวณนี้กำลังรอการตรวจสอบ หรือสีแดง หมายถึงเคยมีผู้ติดเชื้อมาในบริเวณนี้

การใช้งานครั้งต่อไปเพียงเปิดกล้องถ่ายรูปแล้วสแกน QR Code ของ Skan&Go ระบบจะบันทึกข้อมูลการเดินทางในช่วง 14 วันไว้ในโทรศัพท์มือถือโดยอัตโนมัติ ในอนาคตหากพบว่ามีผู้ติดเชื้อ โควิด-19 เคยไปสถานที่นั้น ๆ ระบบจะแจ้งเตือนไปยังทุกคนที่เคยไปในสถานที่ดังกล่าวในช่วงวันและเวลาใกล้เคียงกันพร้อมคำแนะนำในการปฏิบัติตัวเอง

“ทุกคนสามารถสร้าง QR Code ของ Skan&Go ได้เองไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการร้านค้า หรือที่บ้าน เพื่อคัดกรองและลดความเสี่ยงการเกิดโรคในสถานที่ของตัวเอง”

ใครได้ประโยชน์จากการใช้ Skan&Go บ้าง?

1. ผู้ใช้โปรแกรมหรือประชาชนทั่วไป ที่สามารถรู้ว่าสถานที่ที่ไปนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนเพียงแค่สแกน QR Code ของ Skan&Go

2. เจ้าของสถานที่ อย่างแรกคือสามารถสร้างคิวอาร์โค้ดได้เองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถัดมาคือหากในอนาคตมีผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าป่วยโควิด-19 เคยมาใช้บริการสถานที่ของเรา ระบบจะส่งการแจ้งเตือนไปที่เจ้าของสถานที่ทันที เพื่อประเมินความเสี่ยงของสถานที่ ของลูกค้าคนอื่น และตัวเจ้าของสถานที่เอง และที่สำคัญจะได้บริหารจัดการพื้นที่ได้หากพบว่าไม่เสี่ยงก็เปิดร้านได้ต่อไป

3. กลุ่มแพทย์ผู้วินิจฉัยโรคโควิด-19 ระบบจะส่งข้อมูลให้กับแพทย์ผู้ดูแล โดยแพทย์ไม่ต้องมานั่งซักประวัติการเดินทางย้อนหลัง 14 วันของผู้ป่วย ขณะเดียวกันหากพบว่าผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 แพทย์ก็สามารถเตือนผู้ป่วยเองและเจ้าของสถานที่ที่ผู้ป่วยไปได้ด้วย

4. หน่วยงานควบคุมโรค ช่วยในการบริหารจัดการและควบคุมพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งประเมินประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้ดีขึ้น ช่วยให้การแก้ปัญหามีเป้าหมายและตรงจุด การควบคุมโรคเป็นตามพื้นที่และเฉพาะกลุ่ม

ประโยชน์จากการใช้โปรแกรม Skan&Go จึงครอบคลุมทั้งด้านการควบคุมโรค เศรษฐกิจ สังคม การประเมินความเสี่ยง การบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงการบริหารจัดการเชิงงบประมาณ

ปัจจุบัน Skan&Go เปิดให้ใช้งานที่โรงพยาบาลศิริราชและชุมชนบางกอกน้อย ซึ่งในอนาคตหากมีผู้ป่วยโควิดเดินทางมาที่สถานที่นี้ ทั้งศิริราชและชุมชนบางกอกน้อยก็จะสามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะกลายเป็นโมเดลให้กับโรงพยาบาลและสถานที่อื่น ๆ ได้ต่อไป

มาถึงตรงนี้ คำตอบเรื่องการกลับมาระบาดของโควิด-19 อีกครั้งคงไม่สำคัญ สำคัญที่ประชาชนคนไทยต้องใช้ชีวิตแบบ New Normal คือลดความเสี่ยงและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด และช่วยกัน Tracking and Tracing ใช้งานโปรแกรม Skan&Go ให้กลายเป็นเทรนด์ใหม่สำหรับทุกคน



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer