ในปีที่ผ่านมาตลาดช็อปปิ้งออนไลน์ B2C มีมูลค่า 3 แสนกว่าล้านบาท เติบโต 19% จากปี 2558 มีคนไทย 8 ล้านคนช็อปออนไลน์ อ้างอิงจาก PayPal และ Ipsos เป็นตลาดที่น่าจับตามองด้วยผู้บริโภคที่คุ้นชิ้นกับการช็อปปิ้งออนไลน์ บนการแข่งขันของ eMarket Place ทั้งไทยและเทศ ไม่ว่าจะเป็น 11Street จากเกาหลี LookSi ช็อปปิ้งออนไลน์ที่เซ็นทรัลกรุ๊ปซื้อ Zalora มาเปลี่ยนชื่อใหม่ รวมถึง Lazada และอื่นๆ ที่เข้ามาลงเล่นในสนามออนไลน์พร้อมส่วนลดต่างๆ เพราะดึงดูดให้ผู้บริโภคทดลองสั่งซื้อสินค้า สร้างประสบการณ์การใช้งานให้คนติดเป็นนิสัยเคยชิน
จนเกิดเป็นพฤติกรรมอยู่เงียบๆ ช็อปเพียบนะคะ

และจากข้อมูลของเอ็มอินเทอร์แอคชั่น สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวกับมุมมองอีคอมเมิร์ซพบว่าผู้บริโภคมองการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นเรื่องปกติ เหมือนการซื้อสินค้าตามห้าง และยังมีความหลากหลายกว่า สามารถเลือกซื้อสินค้าที่ต้องการได้ครบจากการ Search หาสินค้า เปรียบเทียบราคา และมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ทั้งจากร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ไปจนถึงกลุ่มที่ขายสินค้าเฉพาะกลุ่มผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค
ผู้บริโภคพร้อม ตลาดพร้อม หน้าที่ของ eMarket Place คือ ทำอย่างไรให้ “เขา”มาช็อปที่ “เรา”

ทำไมต้องซื้อแฟชั่นต้องซื้อผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ
ตลาดแฟชั่นออนไลน์มูลค่า 2,000-3,000 ล้านบาท ตามคาดการณ์ของยูโรมอนิเตอร์เป็นตลาดที่อาจดูไม่สูงนักเมื่อเทียบกับมูลค่าอีคอมเมิร์ซ B2C ทั้งหมด แต่ก็เป็นตลาดที่น่าสนใจและเติบโตสูงเพราะในปี 2021 จะมีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
แต่ในปัจจุบันตลาดแฟชั่นออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นตลาดของโซเชียลคอมเมิร์ซค้าขายผ่านเฟซบุ๊ก ไอจี โซเชียลที่คนไทยต้องเปิดดูอยู่เสมอ ของแม่ค้าตัวจริงและเมื่อสมัครเล่น เน้นความง่ายในการซื้อขายโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารเป็นหลัก
โอกาสมาพร้อมกับความท้าทายสำหรับ LookSi เว็บแฟชั่นออนไลน์ในรูปแบบ eMarket Place ที่ค่ายเซ็นทรัลซื้อกิจการ Zalora ในปีที่ผ่านมามาเปลี่ยนชื่อใหม่ จากชื่อเก่าที่จดจำยากและบางคนเข้าใจผิดเป็น Lazada ทำให้การสร้างแบรนด์จากชื่อนี้เป็นไปได้ไม่สมูทเท่าที่ควร แม้ Zalora จะอยู่ในตลาดไทยถึง 5 ปีแล้วก็ตาม
การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ พรชนก ตันสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจออนไลน์ เซ็นทรัล กรุ๊ป ออนไลน์ ทุ่มเม็ดเงินกว่า 100 ล้านบาท ในระบบหลังบ้าน คลังสินค้า คอลเซ็นเตอร์ และการตลาด ในการเรียกพลัง LookSi ให้ลุกขึ้นมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในถนนสายแฟชั่นออนไลน์ บน Know How และพนักงานของ Zalora เดิม
เซ็นทรัลได้วางภาพลักษณ์ LookSi เป็น Online Fashion Destination ที่นำเสนอเฉพาะสินค้ามีคุณภาพด้วยการคัดเลือกแบรนด์ที่เข้ามาจำหน่ายอย่างเข้มงวด และเน้นสินค้า Exclusive หาที่ไหนไม่ได้
จากที่ผ่านมา Zalora มีสินค้าจำหน่ายทั้งหมด 3,000 กว่าแบรนด์ 70,000 รายการ จะลดลงเหลือ 1,000 แบรนด์ 50,000 รายการ เป็นสินค้า Exclusive 10-15% ของสินค้าทั้งหมด และสินค้าที่นำมาวางจำหน่ายจะถูกตรวจสอบรูปและคอนเทนต์นำเสนอป้องกันการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เหมาะสม
ภายใต้ชื่อ LookSi จะสามารถสร้างรายได้ได้มากถึง 500 ล้านบาทในปีแรกหลังเปลี่ยนชื่อใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2560 และรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี
นอกจากสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว เกมที่สำคัญของ LookSi คือ การเคลมสินค้าผ่าน 7/11 เพราะจุดอ่อนของการซื้อสินค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ ที่บางร้านค้าไม่มีการรับประกันสินค้าเมื่อสินค้าที่ได้มาไม่ตรงตามที่สั่งไว้ หรือต้องเสียค่าส่งกลับคืนไปยังแม่ค้า เพื่อรับเงินคืน หรือเปลี่ยนสินค้าใหม่ ซึ่งบางครั้งมีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในวงการแฟชั่นออนไลน์
จึงได้ร่วมมือกับ 7/11 เป็นพันธมิตรโดย 7/11 มากกว่า 9,000 สาขา จะแปลงตัวเป็นจุดดรอปคืนสินค้าในกรณีสินค้าไม่เป็นที่พอใจ ซึ่งการที่ได้ 7/11 เป็นพันธมิตรเป็นสิ่งที่ พรชนก เชื่อมั่นว่าจะสร้างความได้เปรียบ และซื้อใจฐานลูกค้าได้ทันที เพราะที่ผ่านมา Zalora ก่อนเปลี่ยนเป็น LookSi มีฐานลูกค้ามากถึง 1.2 ล้านคน และ 70% อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งไม่สะดวกเดินทางมาเซ็นทรัลที่มีอยู่เฉพาะหัวเมืองใหญ่เพื่อเปลี่ยนหรือส่งคืนสินค้า
ไปพร้อมๆ กับสร้างความสะดวกรวดเร็วให้กับผู้บริโภคใจร้อนที่ต้องการสั่งสินค้าแล้วได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการเลือกส่งสินค้าผ่าน Kerry Express, CJ Logistics และ DHL Express โดยในไตรมาส 3 จะมีบริการ Click & Collect ซื้อสินค้าจากออนไลน์ แล้วไปรับที่สาขาต่างๆ ของเซ็นทรัลได้
ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นเกมที่ได้เปรียบของยักษ์ใหญ่เมื่อคิดจะลงเล่นตลาดช็อปปิ้งออนไลน์

11 Street เกาหลีมาทั้งทีต้องเล่นใหญ่ไฟกระพริบ
ภาพ “ซงจุงกิ” ซุป’ตาร์เกาหลี และมิว-นิษฐา และโลโก้ 11 Street สีขาวในพื้นแดง ได้ปรากฏอยู่ในโลกออนไลน์ และออฟไลน์ รวมถึงการแรพสถานีบีทีเอส ให้อบอวนไปด้วยโลโก้ 11 Street เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า Platform eMarket Place จากเกาหลีอย่าง 11 Street กระตุ้นตลาดไทยอย่างจริงจังแค่ไหน
สิ่งที่ทำให้ ฮงชอล จอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย ทุ่มหนักในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยหลังจากที่เข้ามาซุ่มเงียบในตลาดมาพักใหญ่ก่อนซอฟท์ลอนซ์ในเดือนพฤศจิกายน และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา เพราะมองเห็นโอกาสในตลาดช็อปปิ้งออนไลน์ไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 1% เมื่อเทียบค้าปลีกทั้งหมด มีโอกาสเติบโตอีกมาก เมื่อเทียบกับเกาหลี ตลาดช็อปปิ้งออนไลน์มีสัดส่วนมากถึง 15% ของค้าปลีกรวม คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท
ด้วยโมเดลธุรกิจของ 11Street คือ Platform eMarket Place ในรูปแบบคล้ายๆ กับ Lazada การเติบโตในธุรกิจนี้ได้จึงเน้นไปที่การมีสินค้าจำหน่ายหลากหลาย และครอบคลุมที่สุด โดยสิ้นปี2559 มีร้านค้ามาลงทะเบียนจำหน่าย 2,500 ร้านค้า ทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์เทศชั้นนำ และเพิ่มเป็น 20,000 ร้านค้าในสิ้นปี 2560 ไม่รวมสินค้าจากเกาหลี 2,000-3,000 ร้านค้าที่เป็นจุดสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น
รายได้ในระยะเริ่มต้นมีรายได้มาจากค่า Fee 10-15% ที่เรียกเก็บกับร้านค้าเมื่อขายสินค้า และดอกเบี้ยของการเก็บเงินที่ผู้ซื้อจ่ายเข้ามาในระบบก่อนจ่ายให้แก่ผู้ขาย เพื่อรับประกันในการจัดส่งสินค้า ซึ่งในแต่ละการสั่งซื้อต่อครั้งอาจดูไม่มาก แต่ถ้า 11 Street ติดตลาด รายได้จาก 2 โมเดลนี้มีจำนวนมหาศาลตามมา ไม่รวม รายได้จากโฆษณาปักหมุกเมื่อมีฐานลูกค้าที่มากพอจนร้านค้ารู้สึกคุ้มค่าที่จะจ่ายเงินเพื่อเรียกแขกให้กดเข้าไปซื้อสินค้ามากขึ้น
จึงไม่แปลกเลยที่จะเห็น 11 Street ใช้กลยุทธ์ส่วนลด คูปองเงินสด และอื่นๆ เช่นเช็คอินกับอีเลฟเว่นสตรีทติดต่อกันจะได้สิทธิ์รับคูปองส่วนลด 11% ดึงดูดให้นักช็อปเข้าไปทดลองซื้อสินค้าเหมือนกับที่ Lazada เคยทำมา บนระบบชำระเงินที่หลากหลาย ทั้งเดบิต เครดิต โอนจากออนไลน์แบงก์กิ้ง ตู้เอทีเอ็ม Line Pay และเก็บเงินปลายทาง รวมถึงเงินผ่อนผ่านบัตรเครดิต ไม่พอใจยินดีคืนเงิน เพราะ ฮงชอล หวังว่าในสิ้นปีจะมีทราฟิกผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นมากถึง 20 ล้านครั้งซึ่งมากเพียงพอที่จะขับเคลื่อน 11 Street ให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องได้
5 ปี Lazada ที่หลายคนบอกว่าคือ amazon ไทย
eMarket Place อย่าง Lazada ได้เข้ามาเปิดธุรกิจในไทยเป็นเวลากว่า 5 ปี จนใครหลายคนเรียกว่า amazon ไทย จากสินค้าที่หลากหลาย และครอบคลุม จน Alibaba ต้องขอซื้อธุรกิจเพื่อเป็นสปริงบอร์ดเข้ามาในตลาดไทยในปีที่ผ่านมา
การรักษาผู้นำตลาดของ Lazada ในวันที่ eMarket Place มีคู่แข่งรายน้อยใหญ่เข้ามาร่วมหายใจในตลาดด้วยคือ การขยายธุรกิจสู่ Social Commerce
ในปีที่ผ่านมา Lazada เริ่มกระโดดเข้าสู่ Social Commerce จับมือกันตนา กรุ๊ป ทำรายการทีวีออนไลน์ ซึ่งสามารถดูได้ทั้ง Facebook, YouTube และ เว็บไซต์ Lazada ในชื่อ Lazada TV ที่ให้ผู้ชมสามารถซื้อสินค้าผ่านลิงค์ที่เรียนกว่า Shippable View ที่ปรากฏในรายการได้ทันที
รวมถึงเปิด Facebook : Lazada Happy Selling สำหรับผู้ขายเพื่ออัพเดตข้อมูลข่าวสาร และแชร์เทคนิคในการขายของ มีการเซ็ตห้องสำหรับการถ่ายทอดสด หรือการทำโปรดักชัน สำหรับผู้ขายที่ต้องการทำ Video Content ในออฟฟิศ Lazada ให้ร้านค้าเลือกที่จะทำธุรกิจผ่าน Lazada ต่อไปโดยไม่เทใจไปที่อื่น และเมื่อร้านค้าขายได้ Lazada ก็มีรายได้ตามมาด้วย
พร้อมพัฒนา Marketing Solutions ที่จะช่วยให้วิเคราะห์ Big Data และพัฒนาบริการที่เข้าใจลูกค้ามากยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่ง CEO ของ ลาซาด้า ประเทศไทย Alessandro Piscini มองว่าการทำ Social Commerce อย่างจริงจัง ช่วยเพิ่ม Traffic จากทั้ง Mobile และ Desktop ให้สูงถึง 40 ล้านครั้งต่อเดือนได้ง่ายๆ
และการที่ Alibaba ซื้อกิจการ Lazada ยังช่วยให้ Lazada เรียนรู้กลวิธีในการขายสินค้าที่น่าสนใจอย่าง T-Mall และ Taobao ในเครือ Alibaba ที่สามารถใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการขายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในด้านโลจิสติกส์ Lazada ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้สามารถจัดส่งสินค้าได้ภายในวันเดียวอย่างที่ Alibaba ทำในจีน
ตลาด eMarket Place มูลค่า 57,000 ล้านบาท สนุกแค่ไหน คงต้องให้ช็อปเปอร์เป็นผู้จัดสิน
