บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) เป็น case study หนึ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์ ที่สามารถฝ่าวิกฤตโควิด-19 มาได้ในปีที่ผ่านมา และกำลังพิสูจน์ตัวเองต่อในปีต่อไป

ปี 2563 แสนสิริผ่านมาได้ด้วยยอดขายที่ทำได้ตามเป้าหมาย 35,000 ล้านบาท  ปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัยไปถึง 35 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 64,600 ล้านบาท

เป็นรายได้ยอดขายที่เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว  โดยเขาไม่ได้ย้ำถึงเม็ดเงินกำไร  แน่นอน ต้องยอมรับว่ากำไรในปีที่ผ่านมาต่ำจากเดิม 

ปี 2562 แสนสิริมีรายได้ 27,192 ล้านบาท กำไร 2,392 ล้านบาท แต่ตัวเลขกำไรในช่วง 9 เดือนแรกปี 2563 คือ 1,084 ล้านบาท

เศรษฐาเคยบอกว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่เอาตัวเลขกำไรเป็นหลัก เพราะวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้หนักมาก การมีเงินสดอยู่ในมือเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า

“ไม่มีใครฟันธงได้ว่าปีนี้เศรษฐกิจจะดีกว่าปีที่แล้ว ยังมีความไม่แน่นอนสูง  ยาต้านไวรัส ที่เป็นสิ่งที่จะมาช่วยชีวิตก็ยังเถียงกันไม่จบค่ายไหนดี ไม่ดี ผมมั่นใจว่า ระยะเวลา12-18 เดือนนี้ กำลังซื้อยังไม่กลับมา”

แล้วแสนสิริ วางแผนไว้อย่างไร ตามไปดูเนื้อหาหลัก ๆ ในการแถลงข่าววันนี้กัน

ตัวเลขดังกล่าวเขาบอกว่า สะท้อนการบริหารจัดการสต๊อกที่อยู่อาศัยที่ดี ขายสินค้าสร้างเสร็จได้มาก นอกจากนี้ ยังมียอดโอนโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่สร้างเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้าไปถึง 45,000 ล้านบาท โตขึ้นจากปีก่อนถึง 45% เกินเป้าหมาย และสร้างประวัติศาสตร์การโอนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของแสนสิริที่เคยทำได้ในรอบ 36 ปี

 

3 กลยุทธ์หลักฝ่าวิกฤต  

“Speed to Market – Customer Centric Strategy – Cash flow Strategy”  

ท่ามกลางความพร้อมในการปรับแผนรับมือภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนในปีที่ผ่านมาตลอดเวลา ภายใต้กลยุทธ์ “Speed to Market” เพื่อแข่งกับสภาพตลาด ทำธุรกิจด้วยความรวดเร็ว และปรับตัวเร็วทันต่อสถานการณ์  

ทั้งกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่งด้วยแคมเปญที่พัฒนาจาก Customer Insight “แสนสิริผ่อนให้ 24 เดือน” ที่เข้าใจและช่วยให้ลูกค้าซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น

ยังรวมถึงการประกาศความพร้อมในด้านความอุ่นใจและมั่นใจในการเลือกซื้อโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริภายใต้มาตรการป้องกันและดูแลสูงสุด “Sansiri Care” เพราะความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสุงสุด รวมถึงการรุกการขายในทุกช่องทาง ผ่าน Multi-Channel เพื่อตอบโจทย์คนอยากมีบ้านในยุคโควิด

ในด้านการพัฒนาโครงการ เมื่อสามารถบริหารสต๊อกได้ดี มีเงินสดเข้ามา สภาพคล่องดีขึ้น สามารถลดหนี้ได้ด้วย

 ปี 2564 คือ “ปีแห่งความหวัง” (The Year of Hope)

อีกปีที่ท้าทายและพร้อมเดินหน้าต่อด้วย 3 ความหวัง คืนรอยยิ้มให้ลูกค้า ครอบครัวแสนสิริ และสังคม

 ความหวังในการมีบ้านของคนไทย เดินหน้าต่อด้วยแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเข้าถึงได้ เปิดตัวโครงการใหม่ที่ราคาเข้าถึงง่าย เจาะกลุ่ม real-demand ใน product ที่หลากหลาย ตอบรับทุกระดับราคา ครอบคลุมทำเลทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล  

“เป็นปีแรกที่จะกลับมาทำคอนโดมิเนียมราคาประมาณ 1 ล้านกว่าบาทอีกครั้งหลังจากที่เราหยุดทำไปเป็น 10 ปี”

ความหวังในการเสริมความแข็งแกร่งของแสนสิริ ก้าวเร็วนำหน้าต่อด้วย Speed to Market และความแข็งแกร่งของ Cashflow ในปี 2564 พร้อมสนับสนุน SME และอุ้มอสังหาฯ รายเล็ก พยุงเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปด้วยกัน

 ความหวังในการคืนรอยยิ้มสู่ครอบครัวแสนสิริและสังคม เดินหน้า Made for Life…Made for Everyone สู่แบรนด์ที่เข้าถึงได้ เตรียมจับมือยักษ์ใหญ่พาร์ตเนอร์กลุ่มธุรกิจอาหาร สร้างปรากฏการณ์เป็นครั้งแรกใน 2 กลุ่มธุรกิจ สร้างรอยยิ้มให้ลูกค้าและครอบครัวแสนสิริ เข้มข้นต่อเนื่องสู้โควิด ด้วย Sansiri Care พร้อมคืนรอยยิ้มสู่ภาค SME และสังคมด้วย Sansiri Sustainability Mission

“ในสถานการณ์ปัจจุบันเรื่องโควิดยังมีความน่าเป็นห่วง เพราะถ้าไม่มีการซื้อขายบ้าน ธุรกรรมหลาย ๆ อย่างก็จะหยุดชะงักไปด้วย ทั้งการซื้อวัสดุก่อสร้าง สี อิฐ หิน ปูน ทราย เฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัว หลอดไฟ สุขภัณฑ์ ฯลฯ ก็จะโดนกระทบทั้งหมด รัฐจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญ โดยใช้มาตรการกระตุ้นในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน หักลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยค่าใช้จ่ายจากการผ่อนบ้านในอัตราที่สูงขึ้น ขยายระยะเวลาการเช่าระยะยาวจาก 30 ปี เป็น 99 ปีเป็นอย่างน้อย เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ให้เข้ามาอยู่ มาท่องเที่ยว

ซึ่งจะนำมาซึ่งการใช้จ่าย ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง รวมถึงอยากให้สนับสนุนการเพิ่มกำลังซื้อของผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัย โดยให้สถาบันการเงินของรัฐจัดสรรเงินจำนวนหนึ่งในอัตราดอกเบี้ยที่ถูก เพื่อให้ผู้ที่ต้องการมีบ้านหลังแรกเข้าถึงได้”

พร้อมรับซื้อโครงการ แต่ไม่ได้ซื้อบริษัท

“ในภาวะนี้อาจมีผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก นำโครงการหรือที่ดินออกขาย เมื่อเรามีความแข็งแกร่งด้านการเงิน ก็เป็นโอกาสในการเลือกซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ได้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่แค่เป็นผลดีต่อแสนสิริ แต่เป็นผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจในภาพใหญ่ด้วย เพราะช่วยไม่ให้เกิดหนี้เสียเข้าสู่ระบบ และช่วยพยุงเพื่อนร่วมธุรกิจที่เป็นบริษัทขนาดเล็ก-ขนาดกลางให้ยังอยู่รอดได้ ไม่ต้องปิดตัว ก้าวต่อไปด้วยกันได้

เศรษฐาย้ำว่า เป็นการซื้อโครงการไม่ใช่การซื้อบริษัท

เขายังบอกว่า 

“เวลาเจอปัญหา แก้ภาพใหญ่ไม่ได้ เราแก้ภาพเล็ก ๆ ก่อน ผมนี่คิดอะไรไม่ออกตื่นเช้าก่อนไปดูไซต์งาน ฉาบปูน ตัดหญ้า ไปดูปัญหาลูกบ้าน แก้ไปเรื่อย ๆ แล้ววันหนึ่งจะมีความพร้อม  อย่าไปคิดเยอะ สถาบันการเงินจะมีปัญหามั้ย รัฐบาลอ่อนแอหรือเปล่า การเมืองไม่ดี เราคิดแค่เราเป็นฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ในเครื่องจักรตัวใหญ่ ทำหน้าที่เราให้ดีไปก่อน ค่อย ๆ หมุนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันจะผลักดันเครื่องจักรตัวใหญ่ให้ไปได้เอง ต้องมีความหวัง ต้องตื่นขึ้นมาทำ”

แสนสิริยังวางเป้าหมายเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยเป้าพรีเซล 26,000 ล้านบาท และเป้าโอน 27,000 ล้านบาท ด้วยแผนเปิด 24 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท ภายใต้การปรับตัวเร็วรองรับทุกสถานการณ์



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer