การแข่งขัน “ร้านสะดวกซื้อ” ในเมืองไทยเข้าสู่โหมด Red Ocean อย่างสมบรูณ์แบบโดยมี 7-Eleven เป็นผู้คุมเกมตลาดนี้ด้วยการขยายสาขาครอบคลุมทุกพื้นทีจนในเวลานี้มีมากกว่า 9,000 สาขา ในขณะเดียวกันกลุ่มบรรดาแบรนด์รองทั้ง Family mart หรือจะเป็นคู่แข่งทางอ้อมที่มีผลกับตลาดร้านสะดวกซื้อโดยตรงอย่าง Tesco Lotus Express และ Mini Big C ที่ Positioning ตัวเองเป็น Mini Market ต่างก็ไม่เคยลดละที่จะหยุดนิ่งในการขยายสาขา จนมีการประเมินว่าเวลานี้ “ร้านสะดวกซื้อ” ในประเทศไทยมีไม่ต่ำกว่า 13,000 สาขาทั่วประเทศ
ญี่ปุ่น “ร้านสะดวกซื้อ” ล้นประเทศ
กลายเป็นปรากฏการณ์ร้านสะดวกซื้อครองเมืองอย่างแท้จริง แต่หากนำตัวเลขนี้ไปเปรียบเทียบกับจำนวนสาขาร้านสะดวกซื้อในประเทศญี่ปุ่นที่ ณ เวลานี้ไม่ใช่แค่อยู่ในสถานะครองเมืองแต่อัพเกรดไปถึงขั้นล้นประเทศ
เป็นคำพูดที่ไม่ใช่เรื่องเกินเลย เพราะหากมองไปที่ประเทศญี่ปุ่นที่มีประชากร 120 ล้านคนแต่มีร้านสะดวกซื้อเกือบๆ 57,000 สาขา และเมื่อนำจำนวนประชากรมาเทียบกับจำนวนร้านสะดวกซื้อต่อหนึ่งสาขา จะพบว่ามีลูกค้าเข้าบริการเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000/คน/วัน/1สาขา ในขณะที่ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7,000/คน/วัน/1สาขา
อธิบายง่ายๆ ในเชิงสมการคือประเทศไทย ร้านสะดวกซื้อ 1 สาขาเมื่อเทียบกับในที่ญี่ปุ่นให้บริการลูกค้ามากกว่าถึง 5,000 คน/สาขา/วัน ซึ่งนั้นแปลว่าพื้นที่การตลาดในธุรกิจร้านสะดวกซื้อเมืองไทยยังมีช่องว่างอีกมากมายให้ขยายสาขา
ทำให้รูปแบบการแข่งขันของบรรดาร้านสะดวกซื้อในประเทศญี่ปุ่น อาจไม่ใช่การวางหมากขยายสาขาเป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจของแต่ละแบรนด์อีกต่อไป แต่จะหันไปสู่โหมดเกมการแข่งขัน ในการเพิ่มบริการใหม่ๆ ในร้านสะดวกซื้อที่ไม่ใช่แค่การขายสินค้าอย่างเดียวอีกต่อไป อาทิเช่น บริการซัก อบรีด, บริการให้เช่าตู้ล็อกเกอร์ใส่สินค้าที่สั่งผ่าน E – commerce เป็นต้น (ป.ล.ธุรกิจซักอบรีด 7-Eleven และ Family mart มีเปิดให้บริการ 2 -3 สาขาในประเทศไทย)
ญี่ปุ่น แข่งกันที่ New Service
และเมื่อการขยายสาขาไม่ใช่หัวหอกในการทำธุรกิจของกลุ่มร้านสะดวกซื้อในประเทศญี่ปุ่นอีกต่อไป จึงไม่แปลกที่จะเห็นบรรดาร้านสะดวกซื้อสัญชาติญี่ปุ่นบินข้ามขอบฟ้าขยายสาขายังต่างประเทศทั้งรูปแบบลงทุนด้วยตัวเองหรือการหา Partner ในประเทศนั้นๆ มาร่วมลงทุน จนไปถึงการขายสิทธิประกอบกิจการให้แก่นักลงทุนในแต่ละประเทศเหมือนอย่าง 7-Eleven ที่เลือกใช้วิธีนี้กับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ CP ALL นี้แหละที่ขับเคลื่อนให้ 7-Eleven กลายเป็นร้านสะดวกซื้อที่ทรงอิทธิพลในประเทศไทยมีจำนวนสาขามากกว่า 9,000 สาขาทิ้งห่างเบอร์สองและคู่แข่งรายอื่นๆ ไปอย่างขาดลอย
ในขณะที่ Lawson ร้านสะดวกซื้อเบอร์สองที่มี 12.355 สาขาในประเทศญี่ปุ่นเลือกที่จะใช้วิธีการทำธุรกิจในเมืองไทยด้วยการจับมือกับ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน) โดยเริ่มต้นเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วโดยใช้ชื่อว่า Lawson 108 โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นในการทำธุรกิจในไทยคือ สหพัฒนพิบูล 50% ลอว์สัน เอเชีย-แปซิฟิก 49% และมิตซูบิชิ (ประเทศไทย) 1%
“ครึ่งปี 2016 ที่ผ่านมาเราเปิดสาขาเพิ่มมา 14 สาขาจนปัจจุบัน Lawson มี 60 สาขา และแผนในครึ่งปีหลังเราจะเปิดอีก 38 สาขา การขยายสาขาที่มากขึ้นในช่วงหลังๆ เพราะร้าน Lawson 108 มีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว จนได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง จากแต่เดิมปีที่แล้วมียอดขาย 40,000 บาท/วัน/สาขา แต่เวลานี้มียอดขาย 47,000 บาท/วัน/สาขา ซึ่งมาจากลูกค้าซื้อสินค้าเรามากขึ้น โดยมาจากจุดแข็งคือการมีครัวอยู่ในร้านทุกสาขาพร้อมกับปรุงอาหารสดๆ รสชาติถูกปากให้แก่ลูกค้า” เวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บอกถึงการเติบโตในเรื่องยอดขายแบบก้าวกระโดดในปีนี้
ผู้รั้งท้ายที่มาพร้อมความ “ต่าง”
ต้องบอกว่าแม้ผู้มาทีหลังอย่าง Lawson 108 จะเดินตามเทรนด์ตลาด “ร้านสะดวกซื้อ” ที่หลายร้านเน้นขายอาหารเป็นหลัก เพียงแต่สิ่งที่ Lawson 108 เลือกที่จะสร้างความ “ต่าง” นั้นคือการมีครัวปรุงสดอยู่ในทุกสาขาพร้อมกับเน้นขายเมนูความอร่อยของอาหารญี่ปุ่นในราคาเชิง Mass
เพราะ Lawson 108 รู้ดีว่าการเป็นผู้มาทีหลังแถมยังไม่ได้ติด Speed เร่งขยายสาขาอย่างรวดเร็วเพื่อลดระยะห่างจากเบอร์ 2 Family mart ที่มีเกือบๆ 1,200 สาขาในเวลานี้ สิ่งที่จะทำให้ตัวเองอยู่รอดคือการ ทำในสิ่งที่คู่แข่งไม่ทำ
ถึงจะไม่ติดเทอร์โบขยายสาขาอย่างรวดเร็ว แต่ลึกๆ ทีมผู้บริหาร Lowson 108 เองก็รู้ดีว่า ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยรูปแบบการแข่งขันในธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง จำนวนสาขายังเป็น “จุดตัด” ว่าใครจะอยู่รอดสร้างแบรนด์ตัวเองให้ยั่งยืนในตลาดร้านสะดวกซื้อ ถือเป็นเรื่องที่กลุ่มแบรนด์รองต่างรู้ดีรวมไปถึง Lawson 108
ทำให้เห็นการปักธงวางเป้าหมายชัดเจนว่าเมื่อถึงปี 2020 Lawson 108 จะต้องมี 500 สาขาทั่วประเทศ แน่นอนการจะขยายสาขาให้ไปถึงเส้นชัยที่ตั้งใจไว้ Lawson 108 จะต้องใช้ระบบแฟรนไซส์เหมือนอย่างในญี่ปุ่นเองที่มี 12.355 สาขาโดย 95% เป็นสาขาที่อยู่ในระบบแฟรนไซส์
“ปีนี้ Lawson 108 จะมีการคุยกับบุคคลทั่วไปที่อยากลงทุนเปิดร้าน Lawson 108 ซึ่งก็ยังไม่สามารถสรุปให้แน่ชัดว่าจะมีสาขาที่เป็นแฟรนไซส์กี่สาขากันแน่แต่อย่างน้อยเราว่าน่าจะเห็น 3 -4 สาขา”
ไทยคือตลาดที่ดีใน “อาเซียน”
จะเห็นว่า Lawson 108 เองก็ให้ความสำคัญในการทำธุรกิจเมืองไทยอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะหากนับเฉพาะในการลงทุนในแถบอาเซียนประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่ผู้บริโภครู้จักและเข้าใจถึงคำว่า “ร้านสะดวกซื้อ”อย่างถ่องแท้
“ประเทศไทยน่าสนใจกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบอาเซียนเพราะคนไทยคุ้นเคยและรู้ว่าร้านสะดวกซื้อสามารถตอบโจทย์ชีวิตประจำวันเขาได้อย่างไร ซึ่งหากนำมาเทียบกับประเทศในอินโดนิเซียหรือมาเลเซียผู้บริโภคยังไม่เห็นความจำเป็นของร้านสะดวกซื้อสักเท่าไร”
ในขณะที่อีกหนี่งร้านสะดวกซื้อที่ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ปั้นมากับมือมาอย่างช้านานอย่าง 108 Shop ที่มีประมาณ 400 กว่าสาขา (โดยแบ่งเป็น Partner 300 สาขา) นั้นจะยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปโดยจะใช้ 108 Shop เจาะทำเลเกรด B อาทิเช่น ตามชุมชน ตรอกซอยต่างๆ หรือริมถนน
ส่วน Lawson 108 ด้วยโมเดลที่ดู Premium จึงถูกวางกลยุทธ์เจาะทำเลเกรด A อาทิเช่นอยู่ใน อาคารสำนักงาน,สถานศึกษา,สถานีบริการน้ำมัน,โรงพยาบาล,สถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ
แม้ สหพัฒนพิบูล จะเป็นบริษัทรั้งท้ายในตลาดร้านสะดวกซื้อทั้งในแง่จำนวนสาขาและรายได้ แต่การมีร้านสะดวกซื้อถึง 2 แบรนด์ 2 แพลตฟอร์มจับกลุ่มลูกค้าและทำเลที่แตกต่างกันออกไปซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ “แตกต่าง” ที่จะนำมาใช้ในการแข่งขันในตลาดร้านสะดวกซื้อเมืองไทย
