Kantar (คันทาร์) บริษัทวิจัยชั้นนำด้านข้อมูลเชิงลึกและที่ปรึกษาทางการตลาดระดับโลก เผย การซื้อสินค้า FMCG ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 4% ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2020 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2019 เมื่อรวมกับการกักตุนในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน 2020 การใช้จ่ายต่อปีของสินค้า FMCG เติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี

แม้มีปัจจัยกระตุ้นที่อาจเกิดขึ้นมากมายในการเติบโตนี้ แต่ตัวขับเคลื่อนที่ชัดเจนคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยโครงการเงินอุดหนุนจากทางภาครัฐ

Kantar พบว่า ครัวเรือนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 7% ในขณะที่ครัวเรือนที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มการใช้จ่ายเพียง 2% สิ่งนี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าโครงการจากภาครัฐส่งผลดีในการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร?

Howard Chang กรรมการผู้จัดการ Kantar Worldpanel ประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าวว่า “จะมีการอัดฉีดเงินประมาณ 274 พันล้านบาท จากการประมาณของ Kantar ตามโครงการที่รัฐบาลได้ประกาศผ่าน 3 โครงการเพิ่มเติม คนละครึ่ง เฟส 2 เราชนะ และเรารักกัน โครงการเงินอุดหนุนที่ประกาศในไตรมาสที่ 1 2021 นี้ มากกว่าปีก่อนถึง 3.4 เท่า ซึ่งบ่งชี้ว่าในปีนี้ FMCG อาจจะเติบโตมากขึ้นอย่างน้อย 3%

โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนผู้มีสิทธิ์ให้ใช้จ่ายตามความจำเป็น ครอบครัวไทยโดยเฉลี่ยใช้จ่ายต่อปีประมาณ 20,000 บาทไปกับสินค้า FMCG โดยเงินช่วยเหลือจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีสิทธิ์ในปี 2020 คิดเป็น 20 – 26% เราเห็นว่าการใช้จ่ายของพวกเขาในสินค้า FMCG หรือสินค้าที่จำเป็น ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตแบบตัวเลขหลักเดียว อานิสงส์จากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคนั้นชัดเจน แต่ความท้าทายสำหรับแบรนด์คือต้องทำความเข้าใจว่าโครงการเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงทางเลือกของผู้บริโภคในด้านร้านค้าและแบรนด์อย่างไร”

หากผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายอันเป็นผลโดยตรงจากโครงการเหล่านี้ แบรนด์จะต้องให้ความสำคัญกับอะไรเพื่อที่จะแยกความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว และการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในระยะยาวจากความต้องการของผู้บริโภค

Matthew Cheung ผู้อำนวยการด้านการเติบโตธุรกิจ Kantar Worldpanel ประเทศไทย เสริม “คำตอบคือกลยุทธ์ของช่องทางการจัดจำหน่าย โครงการอุดหนุนมีเป้าหมายที่จะใช้ในร้านค้าเฉพาะเพื่อสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น ดังนั้นการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผนช่องทางการจัดจำหน่ายว่าจะลงทุนที่ไหน เน้นการกระจายสินค้าไปที่ใด และ ช่วงไหน จึงต้องมีการไตร่ตรองและประเมินผลเป็นอย่างดีเพื่อให้แน่ใจว่าลงทุนในสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาว

ในทางกลับกันหากผลกระทบชั่วคราวเหล่านี้ชัดเจนมาก เราก็ต้องวางแผนให้เหมาะสมกับโครงการในอนาคต โดยรู้ว่าผู้บริโภคกลุ่มไหนจะตอบสนองและพวกเขาจะตอบสนองไปในทางใด เช่นพวกเขาจะเปลี่ยนช่องทางซื้อ พวกเขาจะซื้อสิ่งใหม่ ๆ หรือไม่ ซื้อรุ่นหรือขนาดแพ็กที่แตกต่างกันไปหรือเปล่า การทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ทำให้แบรนด์สามารถดำเนินกิจกรรมทางการตลาดได้ดีที่สุด ในช่องทางที่ถูกต้องที่สุด

ไม่ใช่ทุกหมวดหมู่สินค้าหรือทุกแบรนด์ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการเงินอุดหนุนของภาครัฐ เนื่องจากไม่ใช่ผู้บริโภคทุกคนที่ได้สิทธิ์ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจว่าใครคือผู้บริโภคหลักของแบรนด์ เพื่อที่จะได้มาซึ่งแผนการตลาด

จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือสิ่งใดที่ได้รับอิทธิพลแค่ชั่วคราว



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer