สิงห์ เอสเตท รุกธุรกิจผลิตไฟฟ้า คว้าสิทธิ์ซื้อหุ้นโรงงานผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม 3 แห่ง พร้อมขายล่วงหน้าแล้ว 70%

ไม่นานมานี้ “สิงห์ เอสเตท” ประกาศก้าวสำคัญในปี 2564 โดยการเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่จะมาส่งเสริมกับ 3 กลุ่มธุรกิจที่เป็นแกนหลักแต่เดิม ซึ่งประกอบไปด้วย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย และธุรกิจรีสอร์ตและโรงแรม

ล่าสุด “สิงห์ เอสเตท” ตอกย้ำคำพูดนี้ด้วยการเข้าซื้อหุ้นสามัญ 30% ในโรงงานผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม (Co-generation power plant) ขนาดใหญ่ จำนวน 3 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกัน 400 เมกะวัตต์ คือ

โดยเป็นสิทธิ์ซื้อที่ราคาพาร์ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 1,392 ล้านบาท

โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนร่วม “บริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด” ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จ. อ่างทอง ดำเนินการผลิตอยู่แล้ว ด้วยกำลังการผลิต 123 เมกะวัตต์

ส่วนแห่งที่สองและสาม เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าแห่งใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง มี “บริษัท บี. กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 1 จำกัด” และ “บริษัท บี. กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 2 จำกัด” เป็นเจ้าของใบอนุญาต ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2566 โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่โรงงานละ 140 เมกะวัตต์

“เราต้องการสร้างธุรกิจนี้ให้ยิ่งใหญ่ อย่างมั่นคง และมีผลตอบแทนที่แน่นอนสม่ำเสมอ พร้อม ๆ กับการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการเติบโต โดยที่เราจะใช้ประโยชน์จากการผนึกกำลังกันของ 4 กลุ่มธุรกิจของสิงห์ เอสเตท มาเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน” จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ บมจ. สิงห์ เอสเตท กล่าว

แน่นอนว่า การเข้าซื้อหุ้นโรงงานผลิตไฟฟ้าและความร้อนครั้งนี้ จะกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้สิงห์ เอสเตท ก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผลิตกระแสไฟฟ้า และให้บริการด้านวิศวกรรมอันดับต้น ๆ ของไทยได้เร็วขึ้น

ทีนี้มาดูกันว่า การได้รับสิทธิ์ในการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้ทำให้ สิงห์ เอสเตท เนื้อหอมมากขึ้น?

นั่นเพราะการที่ไฟฟ้าจำนวน 270 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นเกือบ 70% ของกระแสไฟฟ้าที่ทั้ง 3 โรงไฟฟ้านี้จะผลิตได้นั้น สามารถขายได้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว และเป็นราคาตามที่ตกลงกัน ตรงนี้เองที่ทำให้ สิงห์ เอสเตท มั่นใจว่า จะสร้างรายได้เข้ามาได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ที่สำคัญเป็นการเสริมศักยภาพให้สิงห์ เอสเตท เป็นธุรกิจที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้เป็นอย่างดีในทุกสถานการณ์ (Resilient Business)

ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สิงห์ เอสเตท ระบุว่า “อ่างทอง เพาเวอร์ เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ทำกำไรได้โดยไม่จำเป็นต้องขายไฟให้กับผู้ใช้ทั่วไป และกระแสไฟฟ้าจำนวน 75% ของกระแสไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ ได้ทำสัญญาซื้อโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 25 ปี ทั้งนี้ การที่เรานำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรจนสูงขึ้นกว่าอัตราที่ประเมินไว้ในขั้นต้นด้วย”

ที่สำคัญมีการคาดการณ์ว่า โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จะสร้างรายได้ราว 7,500 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2567

“การเข้าซื้อหุ้นในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 3 โรงนี้จะสร้างผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจเป็นอย่างมากให้กับสิงห์ เอสเตท และมากไปกว่านั้น คือจะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจทั้งหมด ด้วยการเข้ามาส่งเสริมซึ่งกันและกันกับธุรกิจต่าง ๆ ของสิงห์ เอสเตท (Synergy benefits) ทั้งนี้ ธนาคารจะให้เงินกู้กับเราเพื่อมาลงทุนในโครงการนี้ในช่วงแรกก่อน แล้วจึงค่อยลงทุนเองในภายหลัง และในจำนวนที่ไม่มาก” ฐิติมากล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบันสิงห์ เอสเตท มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำ อยู่ที่ 0.96 เท่า และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีก 25,000 ล้านบาท



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer