EIC ปรับลดประมาณการ GDP ไทย ลง 1.9% จากเดิมคาดที่ 2.0%

ส่วนเศรษฐกิจโลก คาดการณ์เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 5.8% จากที่เคยประมาณการไว้ 5.6%

การปรับลดของ GDP เศรษฐกิจไทยลงมาจากการลดลงของการบริโภคภาคเอกชนทั้งหมดที่เคยคาดการณ์ไว้ต้นปีที่ 2.0% เหลือเพียง 1.9%

การลดลงของการบริโภคภาคเอกชนมีผลมาจาก

1. ประเทศไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากการระบาดระลอกใหม่ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน (เมษายน-กรกฎาคม) ในการควบคุม จากเดิมที่เคยคาดการณ์ควบคุมได้ภายใน 3 เดือน

การควบคุมการแพร่ระบาดที่ยาวนานขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่บานปลาย ทำให้การบริโภคภาคเอกชนรวมเสียหายเพิ่มถึง 3.1 แสนล้านบาทโดยเฉพาะกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะ face to face ที่มีการลดลงมาก

 

2. การระบาดที่ยืดเยื้อส่งผลให้คนว่างงานมากขึ้น ข้อมูลจาก EIC พบว่าไตรมาสแรก/2564 คนไทยว่างงานเพิ่มขึ้น 1.96% คิดเป็นจำนวนผู้ว่างงาน 7.6 แสนคน การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ว่างงาน เป็นอัตราที่สูงกว่าการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยระลอกแรกเมื่อปีที่ผ่านมา

และจำนวนชั่วโมงทำงานมีการปรับตัวลดลงในไตรมาสแรก/2564 ที่ -1.8% จากจำนวนคนทำงานที่มีชั่วโมงการทำงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่มคนเสมือนว่างงานที่ยังไม่ตกงานแต่ไม่มีการทำงานและไม่มีรายได้ที่มีอยู่ถึง 7.8 แสนคน เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจาก 3.6 แสนคนในไตรมาส4/2563 และมีจำนวนคนทำงานเต็มเวลาและล่วงเวลาลดต่ำลง
ส่วนรายได้จากการทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วยเงินเดือน โบนัส และค่าแรงโอที ก็ยังหดถึง -8.8% จากช่วงเดียวกันในปี 2563 โดยเป็นการหดตัวในทุกสาขาธุรกิจสำคัญนอกภาคเกษตร 

EIC เชื่อว่าถ้านำผลของการระบาดทั้งหมดของระลอก 3 ซึ่งมีความรุนแรงมากรวมเข้าไปด้วย ตัวเลขอัตราการว่างงานของไทยจึงมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นกว่านี้แน่นอน

สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังรายได้และความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือน ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP
ของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2564

3.จำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 4 แสนคน ลดลงจากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 1.5 ล้านคน แม้ว่าไทยจะมีแผนการผ่อนคลายนโยบายเพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยว เช่น Phuket sandbox ก็ตาม

การลดลงของนักท่องเที่ยวนี้มาจากปัจจัยหลักคือหลายประเทศที่มีนโยบาบการเปิดประเทศให้คนเดินทางเข้าออกประเทศอย่างระมัดระวัง จากความกังวลด้านการระบาดของโควิด-19

 

แม้ GDP เศรษฐกิจการบริโภคภาคเอกชนจะลดลง แต่ประเทศไทยยังเติบโตจาก GDP อื่นๆ ประกอบด้วย

1. มูลค่าการส่งออกขยายตัวที่ 15.0% จากเดิมที่ 8.6%  ซึ่งส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในส่วนของการลงทุนเครื่องมือเครื่องจักร

2. ภาครัฐจะสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนก่อสร้างในปี 2564 ให้ขยายตัวได้ถึง 9.6% จากการก่อสร้าง
หลายโครงการ เช่น รถไฟความเร็วสูง กทม.-นครราชสีมา รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และรถไฟทางคู่ เป็นต้น

3. มาตรการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่มีเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจในปีนี้ราว 5.3 แสนล้านบาท

แบ่งเป็น 2.9 แสนล้านบาทก่อนการระบาดรอบ 3

และมีการอนุมัติเพิ่มเติมอีกราว 2.4 แสนล้านบาทหลังมีการระบาดรอบ 3

โดยมาตรการที่ออกมาใหม่ ได้แก่ การลดค่าน้ำค่าไฟ การขยายมาตรการเราชนะและ ม.33 เรารักกัน การให้เงินผู้ถือบัตรสวัสดิการ คนละครึ่งระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้

นอกจากนี้ ล่าสุดภาครัฐยังได้ออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมอีก 5 แสนล้านบาท ซึ่งสามารถใช้วงเงินได้จนถึงช่วงปีหน้า โดยจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบหนักจากการระบาด ทำให้ EIC คาดว่าภาครัฐมีแนวโน้มใช้เม็ดเงินจากวงเงินใหม่เพิ่มเติมอีกราว 1 แสนล้านบาทเข้าสู่เศรษฐกิจในปี 2564 นี้



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน