Marketing Everything/รวิศ หาญอุตสาหะ

หากพูดถึงชื่อ Thomas Watson (โทมัส วัตสัน) เจ้าของบริษัท IBM หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงสโลแกนประจำตัวของเขา ซึ่งเป็นคำสั้น ๆ อย่าง “THINK” (คิด) ที่ถูกบรรจุเป็นวัฒนธรรมองค์กรของ IBM และเขาอยากให้พนักงานทุกคนได้ซึมซับมัน

วัตสันเป็นประธานของบริษัท IBM ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1914-1956 ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วง The Great Depression หรือเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ที่เกิดในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป วิกฤตดังกล่าวเริ่มต้นในปี 1929 โดยส่งผลให้ตลาดหุ้นตกหนัก ธนาคารในอเมริกาล้มไปกว่าครึ่ง คนตกงาน 1 ใน 4 ของประชากรในประเทศ กำลังการผลิตลดลง 50% และมีการเลิกจ้างงานในธุรกิจใหญ่ ๆ มากมาย

ในช่วงวิกฤตดังกล่าววัตสันกลับบอกว่า นี่น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ดู เพราะบริษัทอื่น ๆ นั้นไม่มีแรงจะคิดค้นของใหม่ ๆ ด้วยเพราะราคาหุ้นกำลังตก คนก็กังวลว่าจะถูกเลิกจ้าง และกลัวว่าจะไม่มีเงินใช้จ่าย

วัตสันกล่าวว่า ตอนนี้ความกังวลไม่ช่วยอะไร สิ่งที่เราต้องทำคือเราต้องวางแผน คิด และลงมือทำ แล้วเขาก็ได้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับทุกบริษัทในทุกอุตสาหกรรม คือเขาไม่ปลดพนักงานเลยสักคนเดียว และโรงงานผลิตอุปกรณ์ของ IBM ทั้งหมดยังคงเปิดอยู่

นอกจากนี้ เขายังนำเงิน 6% ของรายได้ หรือประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ขณะนั้น ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินในตอนนี้ จะมีมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปสร้าง IBM Research หรือแล็บ R&D ที่รวมนักคิด และวิศวกรฝีมือดีมากมาย

ไอเดียนี้ดูจะเป็นไอเดียที่แปลกประหลาดมาก ซึ่งผลจากการไม่ปิดสายการผลิต และยังเปิดแล็บแห่งใหม่ ทำให้ IBM ผลิตสินค้าจนมีสต๊อกอยู่เยอะมาก แม้ราคาหุ้นจะตกลงทุกวัน ๆ จนไม่รู้ว่าจะกลับคืนเมื่อไร แต่สิ่งที่วัตสันรู้ คือวิกฤตเศรษฐกิจจะไม่อยู่ตลอดไป ดังนั้น สิ่งที่เขาทำทั้งหมดก็เพื่อให้ IBM ได้อยู่แถวหน้าทันทีที่วิกฤตจบลง

ในปี 1935 ท่ามกลางวิกฤต The Great Depression ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ‘Franklin Delano Roosevelt’ ได้ผ่านร่างกฎหมายที่เรียกว่า Social Security Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ และเป็นที่มาของประกันสังคม โดยกฎหมายนี้ได้บังคับให้นายจ้างต้องหักเงินจากลูกจ้างเพื่อใช้ด้านการช่วยเหลือคนตกงาน คนพิการ ผู้สูงอายุ รวมถึงเด็กด้วย

เมื่อกฎหมายผ่านความเห็นชอบ ทุกบริษัทก็จำเป็นต้องติดตามชั่วโมงการทำงานและค่าจ้างต่าง ๆ ของพนักงานทุกคน รวมถึงตัวรัฐบาลและข้าราชการด้วย ในตอนนั้นบริษัทต่าง ๆ ในสหรัฐฯ จึงต้องการเครื่องที่ใช้เก็บข้อมูลและคำนวณค่าจ้างเหล่านี้ แต่ไม่มีบริษัทไหนมีเครื่องมือดังกล่าวนี้เลยนอกจาก IBM ซึ่งมีสต๊อกสินค้าอัดแน่นพร้อมส่ง ซึ่งเครื่องนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์ในยุคต่อมา

ตลอดปี 1935-1939 ที่กฎหมายออกมาในช่วงเวลาสั้น ๆ IBM มียอดขายเพิ่มขึ้น 81% มีลูกค้าเจ้าใหญ่ๆ ซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นจำนวนเงินถึง 250,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นเงิน ณ ขณะนี้อยู่ที่ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จึงกล่าวได้ว่า IBM ได้ควบคุมตลาดไว้ทั้งหมด เพราะไม่มีบริษัทไหนที่มีความพร้อมเทียบเท่า IBM

หลังจากนั้น IBM ก็มีผลิตภัณฑ์ออกมาใหม่มากมาย เช่น Floppy Disk, Barcode, Hard Drive รวมถึงตู้ ATM ที่เราใช้กันในปัจจุบัน ก็เป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาจากแล็บของวัตสันเช่นกัน

มีคนถามวัตสันว่า “กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ จะกลับมาเมื่อไร?”

วัตสันตอบว่า “กิจกรรมเหล่านี้ไม่เคยหยุดเลย คุณจะค้นพบว่า คนที่มีไอเดีย คนที่มองไปข้างหน้า คนเก่ง ๆ ทั้งหลายเขาทำงานเยอะกว่าช่วงปกติ เพราะพวกเขารู้ว่า เดี๋ยวจะมีของเจ๋ง ๆ รออยู่ข้างหน้า ดังนั้น ความก้าวหน้าเหล่านี้มันไม่เคยหยุด”

ทุกวันนี้ IBM มีพนักงาน 350,000 คน และมีพนักงานถึง 5 คนที่เคยได้รับรางวัลโนเบล! ซึ่งทั้งหมดนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่เริ่มต้นจาก “THINK”

ผมคิดว่าเรื่องราวของวัตสันเหมาะกับสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงนี้มาก เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่มึนงงและตั้งตัวไม่ทัน แต่เมื่อเราค่อย ๆ เกลี่ยทุกอย่างทีละนิด เริ่มจัดระเบียบความคิดตัวเองใหม่ เราจะตระหนักได้ว่า วิกฤตนี้ต้องมีวันจบ จะทุลักทุเลสะบักสะบอมแค่ไหน เดี๋ยวมันก็จบ

แล้วเมื่อถึงวันที่มันจบ เราจะอยู่ตรงไหนในตอนนั้น? แน่นอนว่าอุปสรรคมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินหรือเรื่องอะไรก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่วัตสันได้สอนเรานั่นคือ “THINK” หรือ “คิด”

และผมว่า นี่คืออาวุธที่สำคัญที่สุดในยามวิกฤตแบบนี้


ข้อมูลอ้างอิง

https://bit.ly/3z7iLqV

https://bit.ly/3zau16b

https://bit.ly/3irjxJw

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน