ปี 2532  บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (STGT) คือบริษัทผู้ผลิตถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมรายหนึ่งของเมืองไทยในจังหวัดเล็ก ๆ ทางภาคใต้

มีกำลังการผลิตไม่ถึง 1,000 ล้านชิ้นต่อปี

วันนี้ บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ คือผู้ผลิตถุงมือยางที่มีกำลังการผลิตติดตั้งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และคาดการณ์ว่าปีนี้จะมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 ของโลก

เป้าหมายที่วางไว้ในปี 2564 คือ 32,000 ล้านชิ้น และ 100,000 ล้านชิ้นในปี 2569

รายได้จาก 12,139 ล้านบาทในปี 2562 เพิ่มเป็น 30,692 ล้านบาทในปี 2563 ส่วนกำไรจาก 634 ล้านบาท เป็น 14,400 ล้านบาท หรือโต 2,246% 

ส่วนปี 2564 นี้ เพียงไตรมาสแรก ทำรายได้ไปแล้วถึง 15,499 ล้านบาท กำไร 10,051ล้าน

เป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาแค่ข้ามปี ผลจากการเกิดวิกฤตของโควิด 19  ที่ทำให้ความต้องการในเรื่องถุงมือขยายจากทางการแพทย์ไปยังอีกหลาย ๆ อุตสาหกรรม รวมทั้งการใช้ทั่วไปในครัวเรือนอีกด้วย

บุคคลหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ จริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “พี่ส้ม” ของพนักงาน ทุก ๆคน

เธอมีประสบการณ์ในธุรกิจถุงมือยางมานานกว่า 22 ปี

เป็นสาวใต้ ชาวจังหวัดตรัง จบปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิตอุตสาหกรรมเกษตรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จบปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิศวกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ธนบุรี

 เริ่มทำงานครั้งแรกกับกลุ่มศรีตรังตั้งแต่ปี 2542 จากตำแหน่งผู้ตรวจสอบคุณภาพ จนได้เป็นผู้จัดการโรงงานในปี 2554 แต่ปี 2557 ต้องลาออกมาเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ

ปี 2558 บริษัทไทยกอง บริษัทผลิตถุงมือของนักลงทุนจากกรุงเทพฯ ได้มาเปิดโรงงานในจังหวัดตรังบ้านเกิด เธอซึ่งยังร้อนวิชาจากประสบการณ์ที่มีมานับ 10 ปี ก็ได้เข้าไปสร้างทีม สร้างโรงงาน ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

 ปี 2561ไทยกองประสบปัญหาในเรื่องไฟไหม้โรงงาน จนขาดความสภาพคล่องทางการเงิน

 ปี 2562 มีการควบรวมบริษัทระหว่าง ศรีตรังโกลฟส์ และบริษัท ไทยกอง และเธอได้รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ เมื่อเดือนเมษายนในปีนั้น

จริญญายอมรับกับ Marketeer ว่าเป็นช่วงเวลาที่หนักและท้าทายมาก ๆ 

จากที่ไทยกองเคยดูแลพนักงานประมาณ 1 พันคน ผลิตถุงมือยางเพียงปีละ 3,600-4,000 ล้านชิ้นต่อปี มีโปรดักต์เดียว คือถุงมือธรรมชาติชนิดมีแป้ง  

กลายเป็นต้องรับผิดชอบสเกลที่ใหญ่ขึ้น พนักงานเพิ่มขึ้น โปรดักต์ก็หลากหลายขึ้น

ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

ศรีตรังโกลฟส์ เข้าตลาดฯ ได้ในปี 2563 พร้อม ๆ กับเกิดโควิด-19

“งานยิ่งหนักขึ้นไปอีก ภาระมากมายถาโถมเข้ามา เราต้องแก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กับการเร่งการผลิตให้ทันกับความต้องการของคนทั้งโลกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก”  

โดยเฉลี่ยแล้วในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาการเติบโตของถุงมือยางโลกโตปีละประมาณ 12% -15%  แต่ในช่วงปี 62-63 โตขึ้นเป็น 50%

เป็นโอกาสในวิกฤต ซึ่งถ้าบริหารจัดการไม่ดี โอกาสที่ดีก็จะหลุดลอยไปได้เหมือนกัน

ความท้าทายในตอนนั้นคือ

ทำอย่างไรที่จะสร้างทีมงานมืออาชีพให้รับมือกับภาระที่เข้ามาอย่างรวดเร็วได้ทันอย่างมีประสิทธิภาพ

ในขณะเดียวกันก็ต้องจับมือกับพาร์ตเนอร์คู่ค้าทางธุรกิจให้แน่นกว่าเดิม เพราะถ้าจะสปีด การติดตั้งเครื่องจักร อะไหล่ต่าง ๆ ก็ต้องทำได้เร็วตามแผน

“ตอนแรกคิดว่าโตแค่ปีละ 10% คนของเราก็หนักแล้วนะคะ แต่ตอนนี้โตเป็น 50% ต้องยิ่งสปีดทั้งเรื่องคนและงานก่อสร้าง และต้องทำงานกับพาร์ตเนอร์อย่างหนักเพื่อให้งานเดินหน้าไปอย่างเร็วพร้อม ๆ กันกับเรา”

ปัจจุบัน บมจ. ศรีตรังมีพนักงานประมาณ 8-9 พันคนและกำลังเตรียมขยายกำลังการผลิตและตั้งโรงงานเพิ่มคาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีพนักงานเป็น 2 หมื่นคน

เธอยอมรับว่า

เป็นช่วงที่หนักทั้งเรื่องบริหารงานและคน คนมีทั้งเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการเติบโตในสายงาน เรื่องผลตอบแทนต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่งานก็หนัก เพราะโลกเปลี่ยนไวมาก ต้องเจอกับความท้าทายในเรื่องต่าง ๆ ตลอดเวลาเช่นกัน แต่ทุกอย่างมีเหตุมีผลของมัน การบริหารงานสำหรับตัวเองเลยง่ายกว่าการบริหารคน

“พี่ส้มเคยเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตที่เป็นผู้หญิงคนเดียว พอมาสร้างโรงงานก็อาจจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่มาบุกเบิกในเรื่องการก่อสร้าง บางคนจะมองว่าไหวหรือ จะรู้เรื่องเครื่องจักร เรื่องการก่อสร้างได้แค่ไหน แต่ในที่สุดเราก็แสดงในเรื่องอึด ถึก ทน ให้เขาเห็นและยอมรับ”

แต่สุดท้ายแล้วอยากจะบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง แต่ต้องมีทีมงานที่ดี พร้อมที่จะสนับสนุนและมาช่วยเราทำงาน  ตรงนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า

“ในช่วงงานหนักจะบิวต์ทีมและตัวเองอยู่เสมอว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ และให้ลงมือทำ  ถ้าคิดได้ให้ทำทันทีไม่ต้องรอ เพราะถ้าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็เท่ากับล้มเหลวตั้งแต่ตอนแรกแล้ว”

เธอบอกว่าเป็นคนที่ทำอะไรต้องทำให้เต็มที่สุด ๆ ไปเลย และไม่หยุดที่จะเรียนรู้ 20 กว่าปีที่อยู่ในอุตสาหกรรมถุงมือยาง ต้องมีเรื่องใหม่ ๆ ที่ท้าทายเข้ามาตลอดเวลา หยุดเรียนรู้ไม่ได้เลย

จุดอ่อนของตัวเองก็คือบางครั้งจริงจัง หรือใจร้อนมากเกินไป พอไม่ได้อย่างที่คาดไว้ทำให้เครียด เพราะวางไม่เป็น จนต้องบอกตัวเองให้ใจเย็นลง

อีกเรื่องหนึ่งคือมาจากสายโอเปอเรชั่น อยู่หลังบ้านมาตลอด เรื่องการพบสื่อให้สัมภาษณ์ เป็นเรื่องที่ไม่ถนัด แต่ยอมรับว่าเรื่องการสื่อสารก็เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก  

ก่อนหน้าเกิดโควิด-19 นี้ ชีวิตเธอเดินทางตลอดเพื่อวนเวียนดูงานที่โรงงานในจังหวัดตรัง สุราษฎร์ธานี และสงขลา    

เห็นทำงานหนักอย่างนี้ จริญญายังบอกว่าสาวโสดอย่างเธอ “work hard play hard”  เพราะนอกจากเดินทางเรื่องงานแล้วยังชอบเที่ยวพักผ่อนแบบแอดเวนเจอร์ ทั้งในต่างจังหวัดและต่างประเทศ

เมื่อ Marketeer ถามว่า ผู้บริหารอย่างจริญญาจะไม่ทำในเรื่องอะไรเด็ดขาด เธอบอกว่า

อย่างแรกเลยไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว  พร้อมที่จะรับรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา 2. รับทั้งผิดรับทั้งชอบ ไม่โยนความผิดให้ใครแน่นอน และ 3. ไม่เล่นการเมืองเด็ดขาด

สุดท้ายเมื่อถามว่าใครคือโมเดลในการทำธุรกิจคนสำคัญ

เธอตอบทันทีว่าหนึ่งเดียวในใจคือ ดร. ไวยวุฒิ สินเจริญกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทศรีตรัง ที่ทำงานหนักมาตลอด และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล จนสามารถทำให้องค์กรเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก

และยังเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ บมจ. ศรีตรังโกล์ฟกลายเป็นบริษัทฯ ผู้ผลิตถุงมือขนาดใหญ่ติด Top 3 ของโลกอีกด้วย



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน