ตลาดธุรกิจร้านอาหาร 2565 เมื่อโควิดเปลี่ยนเกม CRG จะพลิกกลยุทธ์อย่างไร ?

ในช่วงสองปีที่ผ่านมาแบรนด์ร้านอาหารจำนวนมาก ต้องปิดตัวลงจากการขาดทุนทางธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

เช่น ล่าสุด A&W, มารุกาเมะ เซเมง และ Carl’s Jr ที่เพิ่งประกาศปิดตัวไปเพราะการขาดทุนสะสม

นี่เพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะยังมีแบรนด์ร้านอาหารที่ปิดตัวไปอย่างเงียบ ๆ อีกเป็นจำนวนมากจากการขาดสภาพคล่องด้านการเงินที่ไม่สามารถหาเงินทุนมาใช้หมุนเวียนในธุรกิจได้ทัน

เรียกได้ว่าไม่มีใครหนีพ้นผลกระทบของโควิด-19

รวมถึงเชนใหญ่ร้านอาหารอย่าง CRG หรือ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ก็เช่นกัน ที่ประสบกับสภาวะรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

อ้างอิงข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากรายงานประจำปี CENTEL หรือ บมจ. โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ CRG พบว่า

ปี 2563

CRG มีรายได้รวม 10,132 ล้านบาท ลดลง 18% จากปี 2562

ขาดทุน 55 ล้านบาท เปลี่ยนแปลงจากปี 2562 ที่มีกำไร 650 ล้านบาท

 

ปี 2564

CRG มีรายได้รายได้รวม 9,303 ล้านบาท ลดลง 8% จากปี 2563

กำไร 211 ล้านบาท

 

ซึ่งรายได้และกำไรที่เรากล่าวมาข้างต้น เป็นรายได้ที่ไม่รวมบริษัท Joint Venture และธุรกิจ Amazon ที่เวียดนาม

แต่ถ้ารวมบริษัท Joint Venture เข้าไป CRG ให้ข้อมูลว่าในปี 2564 จะมีรายได้ 9,370 ล้านบาท

สิ่งที่ทำให้ CRG มีกำไร แม้รายได้ที่ลดลงมาจาก

การจัดการต้นทุนวัตถุดิบ

การปรับโครงสร้างบริหารการจัดการใหม่

และการขยายผ่านช่องทางใหม่ ๆ ที่ตอบรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภค และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ เช่น การขยายสู่คลาวด์คิตเช่น การเปิดเวอร์ชวลแบรนด์ที่ขายอาหารผ่านเดลิเวอรี่เท่านั้น รวมถึงการขยายรูปแบบโมเดลขาย เช่น การเปิดช้อปอินช้อป นำแบรนด์อาริกาโตะเข้าไปจำหน่ายในมิสเตอร์โดนัท และเคเอฟซี การเปิดสาขาในสถานีบริการน้ำมัน และการปรับขนาดร้านที่มีขนาดใหญ่ให้มีไซซ์ลดลง

 

ส่วนตลาดรวมธุรกิจร้านอาหารที่เราบอกว่าได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จนมีมูลค่าหดตัวดังนี้

ในปี 2563 อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า ธุรกิจร้านอาหารมีมูลค่ารวม 4 แสนล้านบาท หดตัว 6.1% จากปี 2562

ปี 2564 อ้างอิงจาก CRG ธุรกิจร้านอาหารมีมูลค่ารวม 3.3-3.4 แสนล้านบาท

และในปี 2565 CRG เชื่อว่าธุรกิจร้านอาหารจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง มีมูลค่ารวมเกือบ 4 แสนล้านบาท ใกล้เคียงปี 2563

การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคเริ่มออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน และรับประทานอาหารในร้านอาหารมากขึ้น

 

เมื่อ CRG มองว่าธุรกิจร้านอาหารในปีนี้จะเติบโต CRG จึงวางเป้าหมายตัวเองว่าจะเติบโตด้านรายได้ 30% หรือคิดเป็นมูลค่า 12,100 ล้านบาท

ซึ่งเป้าหมายนี้เป็นเป้าหมายที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ CRG เคยวางไว้ในปีที่ผ่านมา

อ้างอิงจากข้อมูลทิศทางธุรกิจ CRG ในต้นปี 2564 CRG เคยวางเป้าหมายรายได้ที่ 12,000 บาท

แต่เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ ตลาดธุรกิจร้านอาหาร เปลี่ยน และ CRG ไปได้ไม่ถึงฝันที่วางไว้

 

ส่วนปีนี้ CRG วางกลยุทธ์ที่จะเดินหน้าไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ 3 กลยุทธ์หลัก

ประกอบด้วย

1. สร้าง Core Business ให้เข้มแข็งผ่านการขยายสาขา และจุดขาย

ในปี 2564 CRG วางเป้าหมายขยายสาขาและจุดขายรวม 200 จุดทั่วประเทศ โดยเน้นไปที่การเปิดสาขาใหม่เป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากปีที่ผ่านมาที่มีการขยายสาขาและจุดขายรวม 200 จุด เหมือนกัน แต่เน้นไปยังจุดบริการในรูปแบบช้อปอินช้อป เป็นส่วนใหญ่

การขยายสาขาในปีนี้จะขยายไปยังช้อปปิ้งมอลล์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต สถานีบริการน้ำมัน คอนเทนเนอร์ สโตร์ และอื่น ๆ เพื่อบาลานซ์ทำเลจุดขายให้มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ให้เกิดความเสี่ยงจนเกินไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การมีสาขาในศูนย์การค้ามากจนเกินไปจะเกิดความเสี่ยงด้านรายได้ ในกรณีที่มีการปิดศูนย์การค้าป้องกันการแพร่ระบาดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา

และยังรีโนเวตร้านเดิมให้รองรับโอกาสและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค เช่น การปรับขนาดสาขาให้เล็กลง เพิ่มพื้นที่เดลิเวอรี่มากขึ้น เป็นต้น

การขยายสาขาในปีนี้จะใช้งบลงทุน 600 ล้านบาท  และใช้งบรีโนเวตร้านอีก 100 กว่าล้านบาท รวมทั้งสิ้น 700 กว่าล้านบาท

ส่วนปี 2564 ใช้งบขยายสาขาและจุดขาย 300 ล้านบาท และรีโนเวต 100 ล้านบาท

นอกจากนี้ CRG ยังใช้พลัง Synergy กับบริษัทในเครือ ให้ลูกค้าที่ใช้บริการร้านอาหารในเครือ GRG สามารถเก็บคะแนนสะสม The One ได้ 100% ทุกสาขา

ซึ่งเรามองว่าการร่วมมือเก็บคะแนนสะสมผ่าน The One ทำให้ CRG รู้จักลูกค้าผ่านดาต้าเบสที่หลากมิติเพื่อตลาดเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกับพฤติกรรมและความต้องการมากยิ่งขึ้น

พร้อมกับขยายโอกาสผ่านการขายคูปองในอีมาร์เก็ตเพลส เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคซื้อคูปองในราคาโปรโมชั่นและนำมาใช้ที่สาขา ซึ่งการที่ผู้บริโภคนำคูปองมาใช้ เรามองว่าจะเพิ่มโอกาสที่จะสร้างความถี่ในการเข้าถึงแบรนด์ CRG มากกว่าคู่แข่ง และเมื่อผู้บริโภคเข้ามาในร้านยังมีโอกาสซื้อสินค้าอื่น ๆ นอกเหนือจากคูปองอีกด้วย

 

2. ยังคงให้ความสำคัญกับเดลิเวอรี่ คลาวด์คิทเช่น และเวอร์ชวลแบรนด์

CRG มองว่าการขายในรูปแบบเดลิเวอรี่ยังเติบโต แม้ในปีนี้ผู้บริโภคจะออกมารับประทานข้าวนอกบ้านมากขึ้นก็ตาม จากความคุ้นชินของผู้บริโภคเมื่อต้องการรับประทานอาหารแบรนด์ที่ต้องการแต่ไม่อยากเดินทาง

และการขยายตัวของบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น

ในปีที่ผ่านมา CRG มีรายได้จากบริการเดลิเวอรี่ 3,000 ล้านบาท เติบโต 40% จากปี 2563  การเติบโตในปีที่ผ่านมาส่วนหนึ่งมาจากการขยายคลาวด์คิทเช่นให้ครอบคลุมถึง 11 จุด เพื่อให้แบรนด์อาหารในเครือ CRG ใกล้ผู้บริโภคมากที่สุด เนื่องจากการสั่งอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี่ ผู้บริโภคบางกลุ่มจะเลือกร้านอาหารที่ไม่ไกลจนเกินไปนัก เพื่อประหยัดเวลาในการรอและประหยัดค่าส่ง

และการไปสู่คลาวด์คิทเช่นยังทำให้ CRG ประหยัดต้นทุนในการเช่าพื้นที่ ในการเปิดร้านแต่ละแบรนด์ แต่ยังสามารถขายอาหารเข้าถึงผู้บริโภคได้

ตลอดจนสามารถนำโมเดลคลาวด์คิทเช่นต่อยอดไปยังธุรกิจและบริการใหม่ ๆ อย่างเช่น เวอร์ชวลแบรนด์ ที่ใช้คลาวด์คิทเช่นในการเสิร์ฟอาหารถึงผู้บริโภคได้

เพราะในปีนี้ CRG ยังให้ความสำคัญกับการเปิดร้านอาหารในรูปแบบ เวอร์ชวลแบรนด์ ซึ่งเป็นแบรนด์ร้านอาหารที่ไม่มีหน้าร้าน รองรับการสั่งอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี่โดยเฉพาะ

ที่ผ่านมา CRG มีเวอร์ชวลแบรนด์เช่น บุกชน ข้าวมันไก่ โจข้าวต้มแห้ง

ส่วนปีนี้ CGR คาดการณ์ว่าบริการเดลิเวอรี่จะมีรายได้ 3,500 ล้านบาท เติบโต 15%

การเติบโตนี้มาพร้อมกับการขยายสาขาคลาวด์คิทเช่นให้เพิ่มเป็น 20 สาขา เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพ ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของบริการเดลิเวอรี่มากขึ้น

 

3. ลงทุนในรูปแบบ M&A และ Joint Venture

ช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เราเห็น CRG ขยายโอกาสการตลาดผ่านการควบรวมกิจการ หรือ M&A (Mergers and Acquisitions) และร่วมทุนกิจการในรูปแบบ Joint Venture ผ่านแบรนด์ต่าง ๆ ประกอบด้วย สลัดแฟคทอรี่ บราวน์คาเฟ่ และส้มตำนัว ซึ่งการทำธุรกิจในรูปแบบนี้จะทำให้ CRG สามารถขยายพอร์ตโฟลิโอ และแบรนด์ได้โดยไม่ต้องเริ่มธุรกิจจากศูนย์

3 แบรนด์ที่เรากล่าวมา CRG ให้ข้อมูลว่าใช้งบประมาณทั้งสิ้น 400 ล้านบาท

ในแต่ละปี CRG วางงบในการทำ M&A และ Joint Venture ประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อสรรหาแบรนด์ร้านอาหารของ SME ที่มีโอกาสการเติบโตเข้ามาอยู่ในพอร์ต

และ CRG มองกว่าต้องการหาแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาผ่านรูปแบบ M&A และ Joint Venture ไม่เกินปีละ 2 แบรนด์ เพื่อการดูแลอย่างทั่วถึง

 

จากกลยุทธ์ของ CRG ในปีนี้เราต้องดูต่อไปว่าสิ้นปีจะไปได้ถึง 12,100 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน