ชิค-อะ-บูม (Chick-A-Boom) แบรนด์ลูกภายใต้เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ที่เข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดไก่เมื่อปีที่แล้ว และถึงแม้จะเป็นหน้าใหม่ แต่ต้องบอกว่า เมนูของเขาก็หลากหลายและมีให้เลือกเยอะจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไก่คลุกซอส เดอะคิลเลอร์ รวมถึงไก่ทอดแป้งคราฟต์ตัวใหม่ล่าสุด ที่เข้ามาเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค

ภาณุศักดิ์ ซื่อสัตย์บุญ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ภายใต้การดำเนินการของ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการเปิดตัวแบรนด์ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับดีเกินคาดจากผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ทำให้ ปี 2565 นี้ แบรนด์ได้วางกลยุทธ์ขยายไลน์เมนูไก่ทอดให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบอะไรจำเจ โดยได้เปิดตัวเมนูใหม่อย่าง ‘ชิค-อะ-บูม บิ๊กชิค’ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคที่หาอะไรรับประทานคู่กับพิซซ่า

“มูลค่าตลาดไก่เมืองไทยอยู่ที่ปีละ 3 หมื่นล้านบาท โดยตลาดไก่ถือเป็นผู้เล่นหลักในตลาดเนื้อสัตว์ รองลงมาคือหมู ตามมาด้วยเนื้อ ซึ่งไก่ทอดเป็นอะไรที่หารับประทานได้ง่ายและผู้คนชื่นชอบ โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่นับรวมร้านค้า street food ซึ่งถ้านับรวมก็จะยิ่งมากกว่านี้อีก” นายภาณุศักดิ์กล่าว

สำหรับปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ตัดสินใจขยายไลน์เมนูใหม่ ส่วนหนึ่งมาจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคกับการเลือกสั่งเมนูอาหารของเดอะ พิซซ่า คอมปะนี ที่พบว่าส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะเลือกสั่งพิซซ่ารับประทานคู่กับเมนูไก่ ซึ่งเมนูไฮไลท์ที่ผู้บริโภคมักจะชอบสั่งมารับประทานคู่กัน เช่น ปีกไก่บาร์บีคิว ปีกไก่ทอดสไตล์เกาหลี ฯลฯ ทางแบรนด์จึงมองเห็นโอกาสการเติบโตของแบรนด์ ชิค-อะ-บูม เพื่อบุกตลาดไก่ทอดที่แตกต่างแบบเต็มตัว และเป็นการต่อยอดฐานกลุ่มผู้บริโภคที่มีอยู่เดิมให้เพิ่มมากขึ้น

จึงได้มีการพัฒนาเมนูไก่ใหม่ ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มความหลากหลาย เสริมความแปลกใหม่ ให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของ ชิค-อะ-บูม คือ “ถึงมาใหม่ก็ไม่ใช่ไก่แบบก่อน ดังนั้น เมนู ‘ชิค-อะ-บูม บิ๊กชิค’ ไก่กรอบแป้งคราฟต์ ที่เข้ามาเสริมศักยภาพไลน์อาหารของกลุ่มเดอะ พิซซ่า คอมปะนี  ในขณะที่ผู้บริโภคก็จะได้มีตัวเลือกกับเมนูอาหารที่หลากหลาย ครบทุกไลน์เมนู ทั้งนี้ คาดว่าหลังจากเปิดตัว  ‘ชิค-อะ-บูม บิ๊กชิค’ จะช่วยกระตุ้นยอดขายไก่เติบโต 60%

ในช่วงก่อนหน้านี้ ผู้บริโภคที่สั่งพิซซ่าและสั่งไก่ไปด้วยคิดเป็น 20-30% แต่ในปีนี้หวังให้เพิ่มขึ้นเป็น 40-50% จากการออกเมนูใหม่ ซึ่งก็นำ “ชิค-อะ-บูม” ลงไปใน delivery เรียบร้อยแล้ว จากตอนแรกที่ไม่ได้นำเข้า

เหตุผลหลักคือ แม้ว่าห้างสรรพสินค้าและหน้าร้านจะกลับมาเปิดแล้ว แต่ผู้คนยังกลับเข้ารับประทานแบบ dining น้อยกว่าที่ตั้งไว้ รวมถึงอยากให้ไลน์สินค้าไก่โตกว่านี้ จึงนำเข้า delivery ซึ่งปัจจุบันสัดส่วน delivery ถือว่ามากกว่า 50% take away 30% จากก่อนโควิดที่จะเท่า ๆ กันทุกช่องทาง อย่างละ 30%

“เราเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่อง delivery ซึ่งหากลูกค้าสั่งผ่าน 1112 โดยตรง ทางร้านจะสามารถควบคุมอุณหภูมิของอาหารให้ได้ใกล้เคียงกับการนั่งรับประทานที่ร้านได้มากที่สุด แต่หากสั่งทางช่องทางอื่น ๆ ก็อาจไม่ได้มีการควบคุมอุณหภูมิให้เหมือนเรา จึงนับว่าเป็นข้อได้เปรียบที่ทางแบรนด์จะไม่ทิ้ง delivery 1112”

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน