หากเอ่ยชื่อ Want Want (วั่ง วั่ง ในสำเนียงจีน แต่ในไทย อ่านว่า ว้อนท์ ว้อนท์) คนไทยส่วนมากอาจไม่คุ้นชินและไม่รู้จัก แต่หากเอ่ยชื่อนมกระป๋องแดงแล้วล่ะก็คนไทยหลายคนคงเคยได้ยินและรู้จักผลิตภัณฑ์นี้เป็นอย่างดี

 

แล้วรู้ไหมว่าผลิตภัณฑ์นมกระป๋องแดงที่เลื่องชื่อนี้ เป็นหนึ่งในสินค้ายอดนิยมของ Want Want Holdings Limited ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ที่มีมูลค่าสุทธิ ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2022 คือ 11.13 พันล้านดอลลาร์

Want Want เป็นธุรกิจที่ผลิตและจำหน่ายขนมและเครื่องดื่มโดยแบ่งออกเป็น 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ข้าวเกรียบ ผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยวอย่างลูกอม เยลลี่ ไอติม ถั่ว หรือเค้กบอล และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง โดยมีโรงงานผลิตมากกว่า 100 แห่งในจีนแผ่นดินใหญ่และ 2 แห่งในไต้หวัน

มารู้จักกับผู้ผลิตขนมและเครื่องดื่ม Want Want หนึ่งในแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนกันเลย

Want Want มีต้นกำเนิดจากไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1962 โดย Tsai A-Shi (ไช่ อาชื่อ) บิดาของ Tsai Eng-meng (ไช่ เหยี่ยนหมิง) นักธุรกิจชาวไต้หวัน และประธานบริษัท Want Want คนปัจจุบัน

Tsai Eng-meng ได้เข้ามาบริหารธุรกิจต่อจากบิดาของเขาในปี 1970 และสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตัวเขาเองด้วยการพัฒนา Want Want ให้เป็นผู้ผลิตขนมและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างชาญฉลาด เขาเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจไต้หวันไปสู่ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่

Tsai Eng-meng จึงได้เปลี่ยนชื่อจาก I Lan Foods Industrial (ไอแลนฟู้ดอินดัสทรี) ซึ่งหมายถึงอาหารทางภาคตะวันออกของไทเป เป็น Want Want ซึ่งแปลว่าความเจริญรุ่งเรืองและโชคลาภในภาษาจีน เนื่องจากเขาต้องการใช้คำให้ดูเป็นสากลมากขึ้น และออกเสียงได้ง่ายสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาแม่

พร้อมนำเสนอโลโก้แบรนด์ น้องว่างไจ่หรือ Hot Kid (ฮ็อตคิด) เป็นรูปเด็กผู้ชายสวมชุดเอี๊ยมสีน้ำเงิน มีแก้มสีแดง และลิ้นมีรูปร่างเหมือนหัวใจ อยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Want Want ทั้งหมด เพราะ Want Want ต้องการโลโก้ที่ใครเห็นก็ต้องชื่นชอบและหลงรักจึงออกแบบน้องว่างไจ่ขึ้นมา

โลโก้ของ Want Want นี้ถือเป็นโลโก้ที่ทันสมัยแปลกตาและไม่ธรรมดาในยุคนั้น เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะออกแบบโลโก้เป็นวงกลมและมีตัวหนังสืออยู่ตรงกลาง

Tsai Eng-meng ผู้ขยายธุรกิจ Want Want ให้กลายเป็นอาณาจักร

Tsai Eng-meng เกิดเมื่อปี 1957 ในเขตต้าทง กรุงไทเป เขาเป็นอันดับ 4 ของบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของไต้หวันในปี 2022 ตามการจัดอันดับของ Forbes ปัจจุบันมีสินทรัพย์สุทธิ 7,300 ล้านดอลลาร์

หลังจากที่เขาได้เข้ามาบริหาร Want Want เขาก็เกิดความคิดในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ในทันที นั่นก็คือ ข้าวเกรียบที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ได้กลายเป็นที่นิยม จนทำให้กิจการขยายใหญ่จนกลายเป็นซัปพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลกในด้านขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม

นอกจากนี้ เขายังลงทุนในกิจการโรงแรม ธุรกิจบริการทางการเงิน และสื่อต่าง ๆ รวมถึงหนังสือพิมพ์ China Times และ China Television Co อีกด้วย

จากจุดเริ่มต้นของ Want Want สู่ความสำเร็จ

เริ่มแรก Want Want ดำเนินการในการชื่อ I Lan Foods Industrial ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองอี้หลาน ไต้หวัน โดยผลิตสินค้าเกษตรกระป๋องเป็นหลัก ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงเป็นแบบที่เห็นในปัจจุบันโดย Tsai Eng-meng ผู้บริหารคนใหม่

หลังจากที่ Tsai Eng-meng ได้คิดค้นข้าวเกรียบที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า ซึ่งถือเป็นการผลิตที่แปลกใหม่ เนื่องจากในยุคนั้นข้าวเกรียบส่วนใหญ่ในไต้หวันทำมาจากแป้งสาลี เขาจึงได้เดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อศึกษาเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนารสชาติ

ในปี 1983 Want Want ก็ได้ร่วมมือในการพัฒนาตลาดข้าวเกรียบข้าวในไต้หวัน กับบริษัท Iwatsuka (อิวาทสึกะ) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตข้าวเกรียบข้าวรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดย Iwatsuka จะได้รับ 5% ของหุ้นสามัญของ Want Want เป็นการตอบแทน ในปี 2009 ส่วนแบ่งของ Iwatsuka ใน Want Want มีมูลค่าประมาณ 350 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบสามเท่าของมูลค่าตลาดของ Iwatsuka ที่ 125 ล้านดอลลาร์

ต่อมา Tsai Eng-meng ได้ย้ายบริษัทจากไต้หวันไปสู่จีน และยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า Want Want ในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นผู้ประกอบการชาวไต้หวันรายแรกในการบุกเบิกตลาดจีน  Want Want จึงได้เริ่มต้นธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 1992 และได้เปิดโรงงานผลิตแห่งแรกในเมืองฉางซา มณฑลหูหนาน

Want Want ราชาขนมในจีน

หลังจากนั้น Tsai Eng-meng ได้เพิ่มผลิตภัณฑ์อื่นนอกเหนือจากข้าวเกรียบ จนทำให้ Want Want ผู้ผลิตข้าวเกรียบข้าวได้กลายเป็นอาณาจักรขนมขบเคี้ยวขนาดใหญ่

ปัจจุบัน Want Want ครองตลาดข้าวเกรียบอย่างไม่มีใครเทียบได้ด้วยส่วนแบ่งสองในสาม นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์จำพวกนมปรุงแต่งยังครอง 40% ของตลาด และยังเป็นผู้ผลิตขนมแช่แข็งปรุงแต่งรายใหญ่ที่สุดของจีน

สำหรับเครื่องดื่ม Want Want เริ่มต้นด้วยการเจาะตลาดกลุ่มผู้หญิง โดยเปิดตัวน้ำผลไม้ในบรรจุภัณฑ์แบบถุงนิ่มเล็ก ๆ ที่เป็นที่นิยมในอเมริกาขณะนั้น ซึ่ง Want Want เป็นเจ้าแรกในจีนที่ใช้บรรจุภัณฑ์เช่นนี้ เพื่อให้เครื่องดื่มของ Want Want สามารถใส่ลงในกระเป๋าได้ง่ายกว่าขวดธรรมดา หลังจากเปิดตัวผลิตภัณฑ์นี้ก็ได้กลายเป็นที่นิยมในทันที

Tsai Eng-meng ถือว่าความนิยมในหมู่สินค้าของ Want Want เป็นหนึ่งในกุญแจสู่ความสำเร็จ เขาเชื่อว่าหากกำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ไม่ถึง 40% ก็ไม่ควรดำเนินการต่อไป เขาจึงพยายามทุ่มเทให้ผลิตภัณฑ์แต่ละอันประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักในตลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ Want Want เป็นที่นิยมและได้รับรางวัลการันตีความสำเร็จเป็นจำนวนมาก

ในปี 2014 Want Want ได้รับรางวัล Largest Food and Beverage Enterprise Award จาก Global Top 1000 Chinese Entrepreneurs by Asia Business Week และประธานบริษัทอย่าง Tsai Eng-Meng ก็ได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งใน Top 100 CEO โดย Harvard Business Review Magazine อีกด้วย

นอกจากนี้ Want Want ยังคว้าตำแหน่ง Consumer’s Favorite Brand 2 ปีซ้อนสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์นมในปี 2015 และ 2016 ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

อีกทั้งในปี 2017 Want Want ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 20 แบรนด์ชั้นนำระดับสากลในไต้หวัน และในปี 2020 Want Want ยังคงครองอันดับ 3 ต่อเนื่อง 12 ปีในแบรนด์บริษัทนานาชาติ 25 อันดับแรกของไต้หวัน

Want Want เติบโตทั่วโลกท่ามกลางโรคระบาด

Want Want หนึ่งในบริษัทขนมและเครื่องดื่มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยการผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวจีนที่แปลกตาอย่างข้าวเกรียบและเครื่องดื่มนมที่สามารถหาได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ ทำให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งต่าง ๆ ในตลาดได้อย่างง่ายดาย

ตั้งแต่ปลายปี 2019 Want Want ยังคงเป็นตัวอย่างของธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลกที่สามารถต่อสู้กับโรคระบาดใหญ่นี้ จากฐานที่มั่นคงในจีน เศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกและผู้นำการเติบโตของ GDP โดย Tsai Eng-meng หวังว่าจะสามารถเปิดตัวในระดับสากลได้ภายในปี 2021 ซึ่ง Want Want ได้ดำเนินการเปิดสำนักงานในเยอรมนี และลงทุน 50 ล้านดอลลาร์ในตลาดเวียดนาม รวมทั้งเริ่มเปิดสำนักงานของตนเองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทนที่จะใช้ตัวแทนจำหน่ายอีกด้วย

แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 ทำให้ Want Want ได้ชะลอการขยายธุรกิจในเวียดนาม แต่ยอดขายของ Want Want ได้เพิ่มขึ้นในปี 2020 โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงาน GDP โดยรวมของจีนที่แข็งแกร่ง รายรับจึงเพิ่มขึ้น 9.5% เป็น 22 พันล้านหยวน กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 14% เป็น 4.1 พันล้านหยวน

Want Want บุกตลาดในไทย

Want Want มีประสบการณ์ทางธุรกิจมากกว่า 60 ปีในตลาดทั่วเอเชีย อเมริกา แอฟริกา และยุโรป ในปี 2019 Want Want ได้ตัดสินใจขยายตลาดมายังประเทศไทย แม้จะมีเหตุการณ์การระบาดของ COVID-19 ก็ตาม

 

ดร. ดอร่า เชียง ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Want Want กล่าวว่า แม้ว่า Want Want จะเป็นชื่อใหม่สำหรับผู้บริโภคในประเทศไทย แต่นั่นหมายความว่า Want Want มีโอกาสทางตลาดมากยิ่งขึ้น ดังนั้นบริษัทจึงใช้โอกาสนี้ในการรีแบรนด์ภาพลักษณ์ให้เป็นแบรนด์ที่มีความเป็นวัยรุ่นมากขึ้น

ดังนั้น Want Want จึงเลือกนำเสนออาหารที่หลากหลายที่ตอบสนองความต้องการด้านอาหารของคนไทยอย่าง Milky Toffy (มิลค์กี้ ทอฟฟี่) ลูกอมนม และเครื่องดื่มต่าง ๆ เพื่อเริ่มต้นตลาดใหม่ในไทย พร้อมมั่นใจว่าจะสามารถทำให้คนไทยรักผลิตภัณฑ์นี้จนขาดไม่ได้ และผลิตภัณฑ์ของ Want Want จะเป็นเพื่อนคู่ใจในทุกครัวเรือน

 

ที่มา:

Want Want, the popular snack from Taiwan, has arrived in Thailand

forbes.com

forbes.com

forbes.com

forbes.com

en.wikipedia.org

want-want.com

chutzpah.typepad.com

www.bakeryandsnacks.com



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน