วันนี้ 5 สิงหาคม 2565 ธนาคารกสิกรไทยได้เปิดฉลองสาขานครโฮจิมินห์อย่างเป็นทางการ หลังจากเปิดตัวไปเเล้วตั้งเเต่วันที่ 12 พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา

การเปิดสาขาที่โฮจิมินห์เป็นการตอกย้ำถึงแนวทางของธนาคารที่ชัดเจนตามที่ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย ได้กล่าวไว้ว่า

“ถ้าเราอยากโตมากกว่านี้ การเติบโตในภูมิภาคเป็นโจทย์หนึ่งที่ท้าทาย ที่เราต้องเดินหน้าไปต่อให้ได้”

สำหรับแผนทางธุรกิจการบุกตลาดภูมิภาคใน 3 ปีต่อจากนี้ ได้ตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทีมงาน ลงทุนในสตาร์ตอัป และเข้าซื้อกิจการ

โดยการใช้กลยุทธ์ของ 3 play คือ 1. รุกขยายสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจอย่างรวดเร็ว (Aggressive Play) 2. ขยายฐานลูกค้าผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรของธนาคาร (Mass Acquisition Play) 3. ให้บริการทางการเงินในรูปแบบใหม่ (Disruptive Play) โดยร่วมมือกับสตาร์ตอัปต่าง ๆ

ปัจจุบันธนาคารกสิกรไทยมีเครือข่ายการให้บริการในต่างประเทศในกลุ่มประเทศ AEC+3 และประเทศอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 16 แห่ง ไม่รวมกรุงปักกิ่ง ซึ่งคาดว่าจะเปิดสาขาได้ประมาณปลายปี 2565 นี้

รวมทั้งสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรกว่า 84 แห่งทั่วโลก เครือข่ายสตาร์ตอัปในภูมิภาคที่ธนาคารลงทุนและพันธมิตร รวมมากกว่า 20 ราย และมีฐานลูกค้าในภูมิภาคกว่า 1.85 ล้านคน

ครึ่งปี 2565 ที่ผ่านมากสิกรไทยมีรายได้จากต่างประเทศประมาณ 2.2% ของรายได้ทั้งหมด มาจากประเทศจีนประมาณ 50% รองลงมาคือกัมพูชา โดยคาดว่าปีหน้าจะเพิ่มเป็น 5%

และเชื่อว่าต่อไปเวียดนามจะเป็นตัวทำรายได้แซงประเทศอื่น ๆ ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 เหตุผลสำคัญเพราะ

  1. ในปี 2573 เวียดนามจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่มีรายได้ค่อนข้างสูง และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในปี 2588
  2. รัฐบาลยังมีเป้าหมายที่จะสร้างให้เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีแห่งใหม่ของเอเชีย
  3. เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่แม้ต้องเจอกับวิกฤตโควิด แต่มีตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในเชิงบวก
  4. ประชากรกว่า 100 ล้านคน มีการเติบโตของชนชั้นกลางอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากอัตราการเติบโตของการอุปโภคบริโภคที่ 7% ใน 3 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ ยังเปิดกว้างต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายทางดิจิทัล โดยพบว่าประชากรเวียดนามมากกว่า 50% ซื้อสินค้าออนไลน์

พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวให้ความเห็นว่า ในเวียดนามมีสถาบันการเงินของรัฐที่แข็งแรงมากไม่ต่ำกว่า 4 แห่ง มีธนาคารต่างชาติอีกหลายแห่งทำให้การแข่งขันสูงมาก

ดังนั้น โอกาสของธนาคารกสิกรไทยอยู่ที่การสร้างจุดขายที่ยูนีคและแตกต่าง โดยเฉพาะในเรื่องดิจิทัลโปรดักส์ โซลูชัน โดยนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีของธนาคารในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้งและโมบายแบงกิ้งของไทยไปต่อยอดการพัฒนาบริการให้แก่ลูกค้าในเวียดนาม เช่น การใช้ K PLUS Vietnam

โดยนำเอากลยุทธ์ 3 play มาใช้ ซึ่งประเทศอื่นอาจจะใช้ไม่ครบทั้ง 3 เรื่อง แต่ที่เวียดนามจากศักยภาพที่มีจะทำทั้งหมดพร้อม ๆ กัน

โดยมั่นใจว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท และมีฐานลูกค้า 1.2 ล้านรายในปีหน้า

พร้อมกับมุ่งหน้าโฟกัสประเทศอินโดนีเซียเป็นเป้าหมายต่อไป



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน