บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของ ไทยมาอย่างยาวนานถึง 33ปี
ผลการดำเนินการในปี 2558 มียอดขายรวม (Booking ) 24,700 ล้านบาท ส่วนปี 2559 ตั้งเป้าหมายยอดขาย (Booking) รวมทั้งหมด 28,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4 % (ปี2558 มีรายได้รวมของบริษัทในเครือและบริษัทย่อย 31,461 ล้านบาท)
ภาพลักษณ์ขององค์กร ด้านหนึ่งคือบริษัทบ้านจัดสรรของคนรวยที่มีบุคลิกของแบรนด์ไม่หวือหวาเป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมลุ่มลึก ไว้ใจได้ แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งแลนด์ แอนด์เฮ้าส์ คือองค์กรที่ค่อนข้าง Aggressive เป็นคนหนุ่มที่นอกจากมีธุรกิจหลักที่มั่นคงแล้ว ยังกล้าลงทุนในธุรกิจใหม่ๆอย่างน่าสนใจทีเดียว
นพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH) ยืนยันว่า เป็นการเติบโตของธุรกิจบนยุทธศาสตร์ ของแบรนด์แพลตฟอร์มที่มุ่งสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าผู้ซื้อบ้านและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
เป้าหมายในการทำธุรกิจภายใต้วิธีคิด “ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 30ปีที่แล้ว ในช่วงเวลานั้นผู้บริหารอาจจะมองมองในมุมของลูกค้าอย่างเดียว
“ ต่อมาผมคิดว่าเริ่มไม่ใช่แล้วเพราะเรากำลังทำงานร่วมกันกับคน 3 กลุ่ม คือ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และทีมงาน ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้เราต้องรับผิดชอบให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็ได้กลับมาดูว่าแต่ละกลุ่มนี้มีความคาดหวังอะไรบ้าง แน่นอนผู้ถือหุ้นก็ต้องการได้กำไรที่กลับมาในรูปเงินปันผลที่พอใจ ลูกค้าต้องการคุณภาพของสินค้าที่ดี บริการที่ดี ส่วนทีมงานรวมไปถึงซัพพลายเออร์ นอกจากผลตอบแทนแล้วคนกลุ่มนี้ยังต้องการทำงานแบบมีความสุขด้วย ”
จากวิธีคิดดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการหารูปแบบการทำงานที่ชัดเจนขององค์กร ซึ่งสรุปได้ว่า จะทำเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะวงจรของธุรกิจมีขึ้นมีลง ดังนั้นทางบริษัทจึงได้เริ่มมองหาธุรกิจอื่นๆด้วยตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เช่นไปลงทุนในบริษัททางด้านเงินทุนหลักทรัพย์ ธุรกิจค้าปลีกโฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์ โรงพยาบาล และธนาคาร แลนด์แอนด์เฮ้าส์
ทั้งหมดเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างมีศักยภาพ ในอนาคต แล้วสามารถให้ผลตอบแทนกับผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ปัจจุบันบริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์มีแหล่งที่มาของรายได้ประกอบไปด้วย 3 ธุรกิจหลักคือ
1.ที่อยู่อาศัย ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง 2.ธุรกิจทางด้านโรงแรม และรีเทล เช่นศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 และคอมมิวนิตี้มอลล์เดอะพรอมานาด รามอินทรา 3. ธุรกิจทางด้านลงทุน เช่นบจ.เอเชีย แอสเซท แอดไวเซอรี่ บมจ.ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ บจ.หลักทรัพย์จัดการกองทุน บจ.หลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซึ่งในส่วนนี้ นพรกล่าวว่าตอนนี้ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 25 % คือในกำไร 100 บาท 25 บาทจะเป็นกำไรจากการลงทุน
“รีเทลก็เรายังทำอย่างต่อเนื่องที่ทองหล่อ และพัทยา วิธีคิดของเราในการทำธุรกิจรีเทลคือเป็นโครงการที่ไม่ใช่ทำเงินเฉพาะศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แต่ต้องทำเงินในวันธรรมดาด้วย ต้องหากินให้ได้ทั้ง 7 วัน โดยเฉพาะกับกลุ่มทัวริสต์ ที่มีทั้งคนในพื้นที่และคนต่างชาติ รวมทั้งสามารถขับรถถึงอย่างเช่นที่พัทยา โดยกำไร คงไม่ต้องเยอะแบบหวือหวา แต่สามารถเลี้ยงตัวเองได้แน่นอน”
หว่านเงินนับหมื่นล้านที่ ซิลิคอนวัลเลย์ เมืองของสตาร์ทอัพ
เมื่อปี 2555 บริษัทได้ตั้งบริษัทลูกLAND AND HOUSES U.S.A ทำหน้าที่ดูแลการลงทุนในสหรัฐอเมริกา มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านดอลลาร์ โดยจะทำหน้าที่ในการหาซื้อกิจการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศดังกล่าว
สาเหตุที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐเพราะมองว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาผ่านจุดต่ำสุดแล้วและคาดอยู่ในช่วงฟื้นตัว หากเข้าไปลงทุนก็จะทำให้มีโอกาสทำกำไรได้ รวมทั้ง เป้าหมายของบริษัท คือต้องการได้ส่วนต่างจากการขายทำกำไรและหาประสบการณ์การลงทุนในต่างประเทศด้วย
อพาร์ทเม้นท์ ในสหรัฐที่จะเข้าไปซื้อกิจการนั้นตั้งอยู่ในบริเวณซิลิคอนวัลเลย์ เมืองซานฟรานซิสโก ที่มีบริษัทไอทีขนาดใหญ่ของโลกตั้งอยู่มากมาย ซึ่งมั่นใจว่าเมื่อเข้าไปซื้อกิจการและนำมาขายก็น่าจะได้รับผลตอบแทนในทิศทางที่ดี
“ ปัจจุบันได้ลงทุนทำอาพาร์ทเม้นท์ให้เช่า 4 ตึก ขายไปแล้ว 1 ตึกในราคา 18 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทฯ ได้เข้าซื้อเพื่อลงทุนในโครงการดังกล่าวเมื่อปี 2555 ในราคา 12 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนที่เหลืออีก 3 ตึกมีผู้เช่ามากกว่า 90 % ที่นี่ราคาอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้ลงมาเหมือนในรัฐฟลอลิด้า และความเสี่ยงจะน้อยเพราะเป็นแหล่งจ้างงาน มีพวกสตาร์ทอัพเยอะ โดยใช้งบลงทุนไปประมาณ 1 หมื่นล้านบาท”
นพรกล่าวว่า จากรูปแบบการลงทุนที่หลากหลายของบริษัทสะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์ของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ น่าสนใจอย่างมาก ไม่ใช่แบรนด์ที่มีบุคลิกแบบผู้ใหญ่เนิบนาบ ค่อยเป็นค่อยไปแน่นอน
“ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นเราคงไม่ลงทุนอะไรแปลกๆ ที่มีความเสี่ยงสูง ถ้าไม่แอกเกรสซีพเราคงไม่ไปลงทุนที่อเมริกา คงไม่ไปขยายธุรกิจในเรื่องของไฟแน้นซ์ เรื่อง รีเทล หรือโรงพยาบาล แต่ทุกธุรกิจเราทำอย่างระวัง ผมไม่ได้สร้างทีมงานใหญ่โตในการลงทุนแต่ละเรื่อง ไม่ได้กระโดดใส่ทันที แต่มองว่าธุรกิจมีศักยภาพจริงๆและเรามีความรู้ที่จะทำให้ดีได้ อย่างตอนที่เข้าไปลงทุนในแบงก์ก็มีคนบอกว่า ไหวเหรอ เดี๋ยวเจ๊งนะ นี่ก็ปรู๊ฟมา 10 ปี แล้วนะครับ ว่ามันโตมาตลอด”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ธุรกิจหลักของแลนด์แอนด์เฮาส์จะโดดเด่นอย่างมากในเรื่องการทำกำไรได้สูงสุด นพร อธิบายว่า ทุกบริษัทต้นทุนของสินค้าที่ขาย กับรายได้ที่จากสินค้าเหล่านั้น แทบจะไม่ต่างกัน ตัว กำไรขั้นต้นก็จะไม่ต่างกันจะอยู่ที่ 35-37 % นอกจากบางครั้งไปได้ราคาที่ดินที่ถูกมากเข้ามา ก็อาจจะมีกำไรมากกว่า 37%
“สิ่งที่จะทำให้เรากำไรมากกว่าคนอื่น คือการกลับมาควบคุมต้นทุน ในการบริหารงานของตัวเอง รวมทั้งเรื่องของการทำตลาด ในอดีตแลนด์เคยใช้เงินประมาณ 700 ล้านบาทต่อปีเพื่อทำโฆษณา ถือว่าเยอะมาก ตอนนี้ลดเหลือเพียง 400 ล้านบาท แล้วต้องดูด้วยว่าจะใช้ทางไหน ยังไง ให้ได้ผลมากที่สุด เพราะพฤติกรรมการเสพสื่อของคนก็เปลี่ยนไป”
เขายืนยันว่าแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ไม่ได้ต้องการยอดขายที่ หวือหวา ส่วนใหญ่แล้วรายได้โตอยู่ที่ไม่เกิน 16 % ต่อปี
“บางคนอาจคิดว่าผมคิดอะไรผิดหรือเปล่าว่าทำไมตลาดไป แล้วผมยังไม่ไป เพราะผมต้องมั่นใจว่าทำธุรกิจต้องดูเรื่องลองเทอม แล้วต้องดูแลคนที่เราเกี่ยวข้องทั้ง 3 ส่วนให้ดีตลอดเวลาด้วย”

