เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา FOMC หรือ Federal Open Market Committee หรือ คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.75% ทำให้ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ พุ่งมาอยู่ที่ 3.25% เป็นการขยับดอกเบี้ยขึ้นมาสูงถึง 3% นับจากเดือนมกราคมปี 2022

กับคำถามว่าทำไม Fed ถึงต้องขึ้นดอกเบี้ยแบบไม่หยุดแบบนี้ และจะไปจบที่เมื่อไหร่ สำหรับคำถามแรกคำตอบก็คือ Fed ต้องดูแลปากท้องของประชาชนชาวอเมริกันเป็นหลัก และมี Target Inflation หรือเงินเฟ้อเป้าหมายอยู่ที่ 2% เพื่อให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจ

ส่วนคำถามที่ว่าแล้วยุคดอกเบี้ยขาขึ้นจะไปสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ คำตอบนี้อาจจะไม่ตายตัวและอาจไม่สามารถระบุไทม์ไลน์ที่แน่ชัดได้ว่าเท่าไร และเมื่อใด เพราะเมื่อเราหันกลับไปดูที่ CPI หรือดัชนีผู้บริโภคของสหรัฐอเมริกาแบบ YoY หรือเทียบกับปีที่แล้วในเดือนสิงหาคมจะพบว่าค่าครองชีพของประชาชนดีดสูงขึ้นมาอยู่ที่ 8.3%  ซึ่งตัวเลข 8.3% ก็คือเงินเฟ้อดี ๆ นี่เอง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมธนาคารกลางสหรัฐฯ  หรือ Fed ยังไม่สามารถที่จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยได้

ข่าวดีสำหรับ Fed และชาวอเมริกาก็คือ อเมริการอดพ้นจากวิกฤตการณ์ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่สร้างความหายนะให้กับประเทศในทวีปยุโรป  ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในบางประเทศกระโดดจากตัวเลขหลักเดียวเป็นตัวเลขสองหลักเรียบร้อยแล้ว จุดสำคัญในเกมการเมืองระดับภูมิภาคคืออเมริกาไม่มีการพึ่งพาพลังงานของรัสเซีย ทำให้เงินเฟ้อสูงสุดที่เคยขึ้นไปแตะระดับ 9.1% ในเดือนมิถุนายนและลดลงเป็น 8.3% ในเดือนสิงหาคม เนื่องจากระดับราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลง

ถ้าเราถอดราคาอาหารและพลังงานที่ปกติจะผันผวนออกไป เราจะเห็นอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Core CPI ซึ่งถึงแม้ว่า Core CPI จะยังอยู่ในระดับสูงอยู่ (6.3% ในเดือนสิงหาคม) เกินกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์และสูงกว่าเป้าหมายของ  FED ที่อยากจะคุมให้อัตราเงินเฟ้อรวมอยู่ในระดับ 2%

เมื่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน คำอธิบายที่ง่ายที่สุดและชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับแต่ละองค์ประกอบของเงินเฟ้อ เราก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจนั้นยังคงความร้อนแรงอยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละประเทศในช่วงล็อกดาวน์ได้ไปกระตุ้นอุปสงค์ของประชาชนในช่วงการระบาด และผลของนโยบายนี้ยังคงมีผลมาจนถึงปัจจุบัน จากข้อมูลของ Goldman Sachs เปิดเผยว่า ครัวเรือนโดยรวมยังคงมีเงินออมสะสมเกิน 2 ล้านดอลลาร์ ในช่วงล็อกดาวน์ ซึ่งคิดเป็น 10% ของ GDP

ในขณะที่สภาวะตลาดแรงงานที่ยังมีอัตราการจ้างงานที่สูงทำให้ความต้องการในการบริโภคเพิ่มขึ้นอีก 3.7% สวนทางกับอัตราการว่างงานยังคงต่ำอย่างน่าแปลกใจ จากสถิติพบว่า ในอเมริกามีตำแหน่งว่างประมาณ 2 ตำแหน่งสำหรับผู้ว่างงาน 1 คน และการขาดแคลนแรงงานภายหลังจากเศรษฐกิจฟื้นตัวส่งผลให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลโดยตรงทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น) โดยรายได้เฉลี่ยของแรงงานในอเมริกาเพิ่มขึ้น 7% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างน้อยก็ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

งานของ Fed ในเวลานี้คือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เพิ่มสูงขึ้นเพื่อกดอัตราเงินเฟ้อบรรลุเป้าหมาย (2%) เนื่องจากเศรษฐกิจยังร้อนแรง นั่นก็แปลว่างานของ Fed ยังไม่ลุล่วง แม้ว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าในอดีตเพื่อจบ Cycle เศรษฐกิจรอบนี้ให้เร็วที่สุด แต่ก็ยังห่างไกลจากที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทุกครั้งก็ทำให้ตลาดหุ้นสั่นสะเทือน เพราะอย่างไรเสีย Fed ก็ต้องงัดการขึ้นดอกเบี้ยขึ้นมาสู้กับเงินเฟ้อ ทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับนโยบายการเงินที่ดีที่ควรจะเป็น นั่นก็คือการขึ้นดอกเบี้ยแต่ละครั้งต้องไม่สูงลิบลิ่วขนาดนี้

และแทนที่จะดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจแบบปกติ และ Fed ควรดำเนินนโยบายขึ้นดอกเบี้ยทีละน้อย กลับกันพอเกิดการระบาดของโควิด-19 แบบที่มวลมนุษยชาติไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน ทำให้ Fed ต้องไปเอาแผนการขึ้นดอกเบี้ยของปี 2023 มาใช้กับปี 2022 แทน ดังนั้นดอกเบี้ยในปี 2022 นี้จึงสูงกว่าปกติมาก ๆ และอาจมีโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ Recession อันแสนเจ็บปวดในปีหน้าก็เห็นเค้าลางมาใกล้ ๆ นี้แล้ว

ดังนั้นสิ่งที่เราควรเตรียมตัวคือ หากดอกเบี้ยทะยานขึ้นมาในระดับสูงก็อาจส่งผลต่อต้นทุนการเงินที่จะมากตามไปด้วย ใครจะกู้ยืมสินเชื่ออะไรก็อาจจะต้องพิจารณาให้ดี ใครที่อยู่ระหว่างผ่อนอะไรอยู่ เช่น ดอกเบี้ยบ้าน ก็จะได้รับผลกระทบ คือดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ตลาดแรงงานที่เคยบูมก็อาจจะกลับมามีอัตราการว่างงานมากขึ้นเนื่องจากนายจ้างประสบปัญหาดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มทำให้ต้องหาทางลดค่าใช้จ่ายลงไป

แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์ คาดการณ์กันไว้คือ Fed น่าจะยังไม่หยุดขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าเศรษฐกิจจะเริ่มลดความร้อนแรงลงและกลับเข้าสู่ดุลยภาพอีกครั้ง

 

อ้างอิง: The Economist

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน