นายกสมาคมการตลาดฯ เผยเทรนด์ความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจยุคใหม่ เน้นย้ำ National Branding สร้างโอกาสและศักยภาพให้นักการตลาดไทย

ท่ามกลางสถานการณ์โควิดที่อาจจะเริ่มคลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่ยังเหลือสถานการณ์เงินเฟ้อ สงครามจากหลายขั้วหลายฝ่าย ที่ยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ภาพรวมในปีหน้าอาจยังไม่สดใสนัก

ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่ไทยมี คือการท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับ และระบบสาธารณสุขที่ WHO จัดให้อยู่ในระดับดีเยี่ยม (Universal Health and Preparedness Review (UHPR) ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเข้ามาช่วยฟื้นฟูสถานการณ์เศรษฐกิจที่ซบเซา จากทั้งเงินเฟ้อเเละโรคระบาดให้ไทยได้

ตลอดจนการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับจากประเทศสมาชิก ผ่านการเคลื่อนไหวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้นำ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนและนานาชาติในการลงทุน

อย่างไรก็ดี โลกการตลาดยุคใหม่ คำว่า “การตลาด” ไม่ได้หมายถึง หน้าที่ของฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ตามตำแหน่ง แต่เป็นทุกหน่วยงาน ทั้งเอกชนและภาครัฐต้องเรียนรู้การทำการตลาดทั้งสิ้น

สรุปการเปลี่ยนแปลงของ “การตลาด” ในองค์กรยุคใหม่

  1. การตลาดยุคใหม่ไร้เส้นแบ่ง : ต่อไปการตลาดจะปราศจากเส้นขีดกั้นอีกต่อไป เพราะทุกอย่างทุกช่องทางจะต้องคำนึงถึง Seamless  ไม่มี Above the Line, Below the Line, ออฟไลน์ หรือออนไลน์ มีเพียง Customer Centric เรียกว่า “On-live Marketing”
  2. ทุกคนต้องเป็นนักการตลาด : นักการตลาดจะไม่ใช่เพียงชื่อตำแหน่ง แต่จะกลายมาเป็นหัวใจในการดำเนินงานของทุกตำแหน่ง ทุกองค์กร ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ต้องรู้จักการโฆษณาสื่อสารความเป็นแบรนด์ออกไปให้ได้มากที่สุด

เช่น ในการประชุมเอเปก ผู้นำจากหลายประเทศต่างพยายามแสดงออกถึงการชื่นชมความเป็นไทย ทั้งการเดินตลาด อตก. หรือการโพสต์ข้อความเป็นภาษาไทย เพื่อให้คนไทยรู้สึกดีกับประเทศของตน ถือเป็นการทำการตลาดในฐานะตัวแทนประเทศอย่างหนึ่ง

  1. ขึ้นรับตำแหน่งสูงทั้งที่อายุน้อยได้ : ในโลกยุคใหม่ ความรู้ ความสามารถ คือตัวกำหนดตำแหน่งงาน มากกว่าชั่วโมงการทำงานที่สะสม

ในยุคใหม่เราอาจได้เห็นผู้บริหารอายุน้อยลง หรือคนวัยเกษียณเองก็อาจยังทำงานในบทบาทที่ต่างออกไปก็ได้ นั่นหมายความว่า Long Life Learning คือสิ่งสำคัญที่สุด ที่คนยุคใหม่ต้องมี

  1. จะองค์กรเล็กใหญ่ก็สำเร็จได้ : ในยุคปัจจุบัน การเป็นองค์กรใหญ่ไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป การเป็นองค์กรเล็กก็ไม่ได้หมายความว่าจะเติบโตไม่ได้

ซึ่ง ดร. บุรณินมองว่า ปัจจุบันธุรกิจใหญ่ต้องพึ่งพาความสร้างสรรค์ของธุรกิจเล็ก ธุรกิจเล็กเองก็ต้องอาศัยการบริหารแบบธุรกิจใหญ่ จึงจะช่วยให้เติบโตได้

  1. มูลค่า คือ สิ่งที่ขาดไม่ได้ :  Value Creation ของถูกไม่ได้เเปลว่าจะขายได้ สินค้ายุคใหม่ต้องมีคุณค่าบางอย่าง ที่จะสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นในใจ ดึงดูดใจลูกค้าให้ยอมจ่าย
  2. คนกับเทคโนโลยีต้องทำงานร่วมกัน : ธุรกิจยุคใหม่ต้องอาศัย Data ในการขับเคลื่อน และ Data ต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างแม่นยำจากเทคโนโลยี
  3. มากกว่า Meta เเต่ต้องเป็น Metta (เมตตา) + Mitri (ไมตรี) : การตลาดของคนตัวใหญ่ต้องเอื้อเฟื่อคนตัวเล็ก เป็นมิตรต่อโลก สิ่งแวดล้อมและสังคม ต้องเติบโตไปพร้อมกัน

ซึ่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ต่อยอดสู่แกน Game Changer ทั้งหมด 4 ด้าน ดังนี้

  1. Perspective Changer : ธุรกิจต้องมีทิศทางที่ชัดเจน มุมมองต้องสอดรับกับสถานการณ์โลกและความสามารถขององค์กร
  2. Practice Changer : เปลี่ยนวิธีการทำงาน โฟกัสที่ Outcome Driven

3. Platform Changer : ต้องเปลี่ยนสู่ Blended Experiences in Multi Distribution channel เนื่องจากลูกค้ามองหาการเชื่อมต่อแบบ Seamless ในทุกช่องทาง

4. Planet Changer : แบรนด์ต้องแสดงจุดยืนให้ชัด นำแนวคิด positive impact พัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่ง brand promise เพื่อสร้าง brand value ให้เกิดอย่างยั่งยืน

สำหรับการก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 ของสมาคมการตลาดเอง ก็ได้วางตำแหน่งองค์กรใหม่ ที่ให้ตนเองเป็นมากกว่าแพลตฟอร์มหนึ่งในตลาด แต่เป็น “ผู้ผลักดัน” ตลาดในภาพรวม  ใช้กลยุทธ์ National Branding สร้างมูลค่าให้ธุรกิจและโอกาสแก่นักการตลาดไทย ดร. บุรณิน นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวปิดท้าย

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน