ตลาดปลูกผมได้เปลี่ยนไปจากเดิม

ในอดีตการปลูกผมของคนไทยจะเน้นไปยังผู้ชายที่เข้ามารับบริการปลูกผมเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องจากผมบางจนทำให้เกิดปัญหาหัวล้านในรูปแบบต่าง ๆ

ซึ่งการเข้ามาใช้บริการปลูกผมของคนไทยในอดีตจะมีสัดส่วนผู้ชายมากถึง 80% ที่เหลืออีก 20% เป็นผู้หญิง

และส่วนใหญ่จะเข้ามาใช้บริการเมื่อเกิดปัญหาผมร่วง ผมบาง จนเห็นได้ชัดแล้ว

และวิธีการปลูกผมสมัยเดิมยังใช้เทคโนโลยีเลาะหนังศีรษะจากด้านหลัง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีผมหลุดร่วงออกมาซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อมาปลูกในบริเวณที่มีปัญหาเส้นผมไม่ขึ้น การปลูกผมในรูปแบบนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูงและพักฟื้นหลายวัน

แต่เมื่อวิวัฒนาการปลูกผมได้พัฒนาไปมากขึ้น ประกอบกับช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาตลาดปลูกผมมีผู้เล่นรายใหม่ ๆ เข้ามาทำตลาด และการเข้ามาลงเล่นของผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ ส่วนหนึ่งผลักดันให้ผู้บริโภคเริ่มหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาผมร่วง ผมบาง ที่จะทำให้เกิดปัญหาศีรษะล้านมากขึ้น และต้องการป้องกัน รักษาอาการผมร่วง ผมบาง ตั้งแต่พบปัญหาในช่วงแรก ๆ

นอกจากนี้ ผู้บริโภคบางกลุ่มยังมองว่า การปลูกผมคือหนึ่งในวิธีส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดี เสริมความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน

ทั้งภาพลักษณ์ที่ช่วยเสริมโครงหน้าดูชัดขึ้น

ดูไม่เป็นคนสูงวัยจากการมีผมที่ยังดกและดูแน่น

โดยเฉพาะการเสริมโครงหน้า ที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีผู้ใช้บริการปลูกผมเพื่อปรับกรอบหน้า ให้หน้าผากดูเล็กลง ลดรอยแหว่งด้านกรอบหน้า ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตามพันธุกรรม หรือจากการรวบผม ดึงผม อยู่เสมอ

เนื่องจากผู้บริโภคส่วนหนึ่งมองว่าการทำหน้าเพื่อลบจุดด้อยต่าง ๆ ให้หน้ามีมิติขึ้นแล้ว ผมยังเป็นหนึ่งที่เสริมให้หน้ามีความชัดเจนและมีมิติที่มากขึ้นอีกทางหนึ่ง

ข้อมูลจาก ดร.อร เมดิคัล แฮร์ เซ็นเตอร์พบว่าในปัจจุบัน มีกลุ่มลูกค้าเข้ามาใช้บริการปลูกผมปรับกรอบหน้ามากถึง 70% ของผู้เข้ารับการปลูกผมทั้งหมด

ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดปลูกผมมีการเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี โดยปีที่ผ่านมาตลาดปลูกผมมีมูลค่า 1,000 ล้านบาท เติบโต 20% จากปี 2563

และ พญ.อรอุมา พันธ์อภิวัฒน์ ผู้ก่อตั้ง ดร.อร เมดิคัล แฮร์ เซ็นเตอร์ คาดการณ์ว่าในปีนี้ตลาดปลูกผมจะเติบโต 20% เท่ากับปีที่ผ่านมา

ตลาดปลูกผมไทยแม้จะเป็นตลาดที่ยังเล็กเมื่อเทียบกับตลาดโลก แต่เป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง และมีโอกาสอย่างน่าสนใจ จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่าตลาดปลูกผมโลกมีการเติบโตเฉลี่ยเพียง 3.6% ต่อปี

ในปี 2563 ตลาดมีมูลค่า 106,062 ล้านบาท หรือ 3,214 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มเป็น 136,508 ล้านบาท หรือ 4,136.6 ล้านดอลลาร์ในปี 2570

และโอกาสทางการตลาดของตลาดปลูกผมไทยมาจากคนไทยมากถึง 90% ของประชากร มีปัญหาเรื่องเส้นผม เช่น ผมบาง ผมร่วง ปัญหาเกี่ยวกับหนังศีรษะ และ 70% ในผู้ที่มีปัญหาด้านเส้นผมมีปัญหาจากผมบาง

ซึ่งผู้ที่มีปัญหาผมบางที่มีความกังวลกับปัญหาดังกล่าวในปัจจุบันมีมากถึง 35 ล้านคน แบ่งเป็น ชาย 17.5 ล้านคน และหญิง 17.5 ล้านคน ข้อมูลทั้งหมดนี้อ้างอิงจาก ดร.อร เมดิคัล แฮร์ เซ็นเตอร์

อย่างที่เรากล่าวมาว่า ตลาดปลูกผมเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง และเป็นตลาดที่มีคู่แข่งเข้ามาลงเล่นในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

โดยในตลาดนี้มีผู้เล่นมาจากสองกลุ่มหลัก คือ

กลุ่มคลินิกเฉพาะทางที่ให้บริการด้านปัญหาเส้นผมและปลูกผมโดยเฉพาะ

และ คลินิกเสริมความงามที่มีบริการปลูกผมเข้ามาเติมเต็มความต้องการ และสร้างรายได้ใหม่ ๆ จากการให้บริการ

ในตลาดทั้งสองรูปแบบนี้ยังแบ่งออกเป็นตลาดพรีเมียมและตลาดเหมาจ่าย

ตลาดพรีเมียมจะแข่งขันกันที่นวัตกรรมการปลูกผมที่ให้ความเป็นธรรมชาติ ผมด้านหลังที่ถูกดึงรากผมเพื่อมาปลูกในจุดที่ต้องการยังดูเป็นธรรมชาติ ให้ผลลัพธ์ในการปลูกผมที่ดี มีผมขึ้นในจุดที่ต้องการปลูกจำนวนมาก  และบริการที่ดี ตลาดนี้มีค่าบริการเริ่มต้นมากกว่า 100,000 บาทขึ้นไป

ส่วนกลุ่มตลาดเหมาจ่ายจะเน้นในเรื่องการแข่งขันด้านราคา เหมาจ่ายในราคาเดียว ตลาดนี้มีราคาเริ่มต้นโดยเฉลี่ย 60,000 -100,000 บาท

ซึ่งทั้งสองตลาดมีความท้าทายคือหมอเฉพาะทางที่เรียนจบทางด้านปลูกผมยังมีเพียง 30 คนในประเทศไทยเท่านั้น

เมื่อตลาดมีการแข่งขันบนความต้องการของคนไทยที่เห็นความสำคัญในการปลูกผม และดูแลผมร่วง ผมบางมากขึ้นดร.อร เมดิคัล แฮร์ เซ็นเตอร์ หนึ่งในผู้ร่วมแข่งขันในตลาด ที่เข้าสู่ตลาดนี้มากว่า 11 ปี จึงวางกลยุทธ์ช่วงชิงรายได้และสร้างการเติบโตด้วยการวางตัวเองเป็นผู้ให้บริการด้านเส้นผมเฉพาะทางระดับพรีเมียม

ซึ่งในตลาดพรีเมียมมีผู้ให้บริการในตลาดนี้ เช่น เอเพ็กซ์ โปรฟาวด์ บิวตี้, วี ดีไซน์ แฮร์ และ ดี เอช ที คลินิก

กลยุทธ์ที่สำคัญของ ดร.อร เมดิคัล แฮร์ เซ็นเตอร์ ในปัจจุบัน ประกอบด้วย

1. ปรับภาพ ดร.อร เมดิคัล แฮร์ เซ็นเตอร์ จากเดิมที่ผู้บริโภคมองว่าเป็นผู้ให้บริการปรึกษาปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน เป็นผู้ให้บริการด้านเส้นผมที่เป็นเวลเนสมากขึ้น

การปรับภาพลักษณ์นี้เริ่มจากการเปิดแฟลกชิปสโตร์ที่เดอะ เมอร์คิวรี่ วิลล์ แอท ชิดลม สร้างภาพลักษณ์ผู้ให้บริการดูแลเส้นผม ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เข้าถึงง่าย เน้นให้บริการทางด้าน Hair Treatment และให้คำปรึกษาด้านเส้นผม

สาขาที่เดอะ เมอร์คิวรี่ วิลล์ แอท ชิดลม ถือเป็นสาขาที่ 2 ของ ดร.อร เมดิคัล แฮร์ เซ็นเตอร์ มีสาขาแรกให้บริการอยู่ที่ พหลโยธิน 22

การเปิดสาขาที่เดอะ เมอร์คิวรี่ วิลล์ แอท ชิดลม นอกเหนือจากการปรับภาพลักษณ์แล้วยังเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างโอกาสด้านการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มคนทำงาน และอยู่ใน CBD หรือ Central Business District อีกด้วย

2. เปิดตลาดต่างประเทศ และขยายสาขาในประเทศ

สร้างโอกาสผ่านการขยายสาขาเพิ่ม 6 สาขา เน้นสาขาในศูนย์การค้า และสร้างโรงพยาบาลเฉพาะทางเส้นผมและหนังศีรษะคาดการณ์แล้วเสร็จไตรมาส 4/2566

การขยายธุรกิจสู่โรงพยาบาลเฉพาะทางเส้นผมและหนังศีรษะยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ดร.อร เมดิคัล แฮร์ เซ็นเตอร์ สามารถขยายโอกาสทางการตลาดไปยังตลาดใหม่ ๆ อย่าง CLMV เช่น เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งเป็นตลาดที่ยังไม่มีการให้บริการปลูกผม โดยการขยายสู่ตลาดนี้ทำในรูปแบบการท่องเที่ยวและการรักษา ด้วยการให้ลูกค้าต่างชาติมาปลูกผมใช้เวลาเพียง 1 วัน และท่องเที่ยวในประเทศไทยต่อ

3. สร้างศูนย์ Hair Academy ร่วมมือกับสถาบันเส้นผมจากออสเตรเลียและสิงคโปร์ค้นคว้าวิจัย และพัฒนาวิธีการรักษา และฝึกฝนอบรมบุคลากรให้มีความพร้อมรองรับการขยายสาขา

4.รักษาฐานลูกค้าเก่า เพื่อเป็นกระบอกเสียงในการบอกต่อ

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน