ถกลเกียรติ วีรวรรณ “ละครต้องมีทั้งความคุ้นชิน และความแปลกใหม่”

ต้องยอมรับว่า Key Success สำคัญที่ทำให้ช่อง One ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และกำลังไล่บี้ขึ้นมาเป็นท็อปไฟว์ของช่องดิจิตอล เป็นเพราะละครที่โดนใจคนดู

จากประสบการณ์กว่า 25 ปี ของ บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้บริหารช่อง One ผู้กำกับละคร และเจ้าของ 2 บริษัทใหญ่ในการผลิตละครคือ บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด และ บริษัท ซีเนริโอ ที่เคยสร้างละครป้อนให้ช่องอื่นๆ มาแล้วมากมายกว่า 100 เรื่อง

ช่อง One เลยมีโอกาสในการสะสมทั้งบุคลากร และดาราอย่างมากมาย รวมทั้งมีกลยุทธ์ “ปั้นดาว” ดวงใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นหลายคนผ่านทางรายการเรียลลิตี้อย่างเช่น เดอะสตาร์ ที่ผู้ชนะนอกจากมีเสียงที่ดีแล้ว ยังมี “ของ” พอที่จะโลดแล่นได้อย่างสวยงามในวงการมายาได้ด้วย

ละครที่ผลิตให้กับช่องตัวเองเป็นเรื่องแรก “สงครามนางงาม” ที่จะตีแผ่เบื้องหลังวงการขาอ่อนที่ทุกคนไม่เคยได้รับรู้ เป็นตัวสร้างแบรนด์ให้กับช่องได้ดีทีเดียว เพราะแรงทั้งกระแส และเรทติ้ง จนตอนนี้กำลังสร้างภาค 2 ต่อ ส่วนสื่อริษยาที่เพิ่งลาจอไป เป็นเรื่องดราม่าเข้มข้น ตบเป็นตบ ก่อนที่จะต่อด้วยละครฟอร์มยักษ์ บัลลังก์เมฆและร้อยเล่ห์เสน่ห์ร้ายที่กำลังลงจอ

ดูเหมือนแนวทางละครของช่อง One จะเน้นบทที่ค่อนข้างเชือดเฉือนและกระตุ้นความแซ่บมากขึ้น แต่ผู้บริหารช่อง One ก็ยืนยันว่าไม่มีนโยบายที่จะสร้างละครประเภทนี้เป็นหลักแน่นอน

เมื่อต้องชน ละครต้องแรง

เมื่อจุดแข็งของช่อง One คือละคร และกล้าพอที่จะเอาละครมาไว้ในช่วงไพร์มไทม์ที่ต้องแข่งกับอีก 2 ช่องยักษ์ใหญ่ เลยเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทั้งของช่องเอง และคนดู

“คือคนดูเองจะมีความรู้สึกว่าเรามีละครอีกช่องหนึ่งให้ดูแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อก่อนนี้ ละครหลังข่าวก็มีเพียง ช่อง 3 ช่อง 7 แต่พอช่อง 5 ไม่มี ก็มีช่อง One แทน”

ละครดี แต่หากไปอยู่ในช่องที่คนรู้จักยังน้อย การแข่งขันก็เป็นเรื่องยาก แต่เขามั่นใจว่า สงครามครั้งใหม่นี้ เขาสามารถควบคุมเกมได้เต็มที่กว่าเดิมในฐานะเป็นเจ้าของช่องเอง

“ตอนอยู่ช่อง 5 เรทติ้งเราน้อยมาก ทั้งที่กระแสดี เป็นเพราะซอฟท์แวร์ไม่ได้ไปด้วยกันกับตัวฮาร์ดแวร์ ต้องยอมรับว่าช่อง 5 เป็นช่องทีวีที่นโยบายต่างๆ ในแต่ละปีขึ้นอยู่กับผู้อำนวยการช่องในเวลานั้น บางช่วงละครเราออกอากาศวันละชั่วโมงครึ่ง บางครั้งลดลงมาเหลือเพียง 1 ชั่วโมง หรือ 1 ชั่วโมง 15 นาที บางวันลดเหลือเพียง 1 ชั่วโมง แต่ละปีไม่เหมือนกัน ตรงนี้มีผลต่อคนดูหมดนะครับ”

แต่การเป็นเจ้าของช่องรายการเองทำให้มีความชัดเจน และยังได้ใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในการโปรโมทละครในช่วงเวลาต่างๆ ได้เต็มที่

เบื้องหลังการถ่ายทำ เรื่องย่อ แนะนำตัวละคร ถูกนำมาโปรโมทในแต่ละช่วงของวัน เพื่อดึงดูดให้คนมาติดตามดูในช่วงเวลากลางคืน

คนทำคลิก ละครดี

ถกลเกียรติ กล่าวว่า การทำละครได้ดีเป็นเรื่องของการลงตัวของการรวมตัวกันของคนเก่งในหลายด้าน

“บางทีคนเก่งถ้ามารวมกับสิ่งที่ไม่ลงตัว ไม่คลิกกัน เช่น บทดี ผู้กำกับไม่ดี ผู้กำกับดี บทไม่ดี หรือดีหมด แต่นักแสดงไม่ได้ ก็ไม่ใช่อีก ต่อให้ดึงคนจัด คนเขียนบท หรือผู้กำกับเก่งๆ มารวมกันได้ แต่ไม่ลงตัว ก็ยากที่จำให้ได้ละคร ดีๆ”

ดังนั้นสิ่งที่ต้องยึดเป็นหลักในการทำงานทุกวันนี้คือ คนทำงานต้องมีความสุขกับการทำงานร่วมกัน คือต้องคลิกกันและต้องประคองตรงนี้ไปให้ได้ เป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ

เพราะฉะนั้นในช่วงไพร์มไทม์ของช่อง One จึงไม่ทำละครทั้ง 7 วัน แต่จะมีเพียงวันจันทร์ถึงวันพฤหัสเท่านั้น โดยในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะมีมีรายการอื่นๆ ที่แรงพอที่จะมาชนละครช่วงไพร์มไทม์

รายการเดอะสตาร์ การประกวดร้องเพลงในแนวเรียลลิตี้โชว์ที่ทำต่อเนื่องมาถึง 11 ปี และสามารถโกยเรทติ้งได้ไม่แพ้ละครหลังข่าว คืออีกหนึ่งแม่เหล็กสำคัญ

จบเดอะสตาร์ 11 ช่องยังได้รายการ “เจาะใจ” รายการวาไรตี้ทอล์คโชว์ที่ออกอากาศต่อเนื่องยาวนานที่สุดของประเทศไทยของ ดู๋ สัญญา คุณากร มาเสียบแทน

ในขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปเยอะ คนรุ่นใหม่ที่จะมาดูทีวีน้อยลง การเลือกเรื่องที่ยากขึ้น เดาใจคนดูไม่ถูก เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ละครรีเมคก็เยอะขึ้น เพราะอย่างน้อยเนื้อเรื่องก็เคยโดนใจคนยุคก่อนมาแล้ว แต่ต้องมาปรับบทหรือองค์ประกอบบางอย่างให้สอดคล้องกับคนยุคนี้มากขึ้น

ทำอย่างไรให้ละครโดนใจคนดูมากที่สุด ถกลเกียรติมีคัมภีร์ที่ยึดไว้ 2 เรื่องหลักคือ

1.ต้องดูตลาดว่าเป็นอย่างไร

2. ละครต้องมีทั้งความคุ้นชิน และความแปลกใหม่

“เป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยาก เพราะเส้นมันอยู่ตรงไหนระหว่างความคุ้นชินกับความแปลกใหม่ ถ้าคุ้นชินอย่างเดียวคนดูจะเกิดความรู้สึกว่าเคยดูแล้ว เหมือนเรื่องโน้น เหมือนเรื่องนี้ แต่ถ้าใหม่ไปเลยก็จะมีความรู้สึกว่าใหม่ไปไหน ดู ไม่รู้เรื่อง”

เขาย้ำว่า “เป็นพาณิชย์ศิลป์ต้องนำความคุ้นชินกับความแปลกใหม่มาอยู่ด้วยกัน”

คนกับความอยาก ปัญหาหนักของละครไทย

การขาดแคลนคนในอุตสาหกรรมละครเป็นปัญหาหลักที่ได้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกวันนี้คนฉาบฉวยมากขึ้น บางครั้งตัวเองต้องการจะทำ แต่ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เตรียมความพร้อมอะไรมาเลยนอกจากความอยาก ความละเอียดของคนที่จะมาสวบบทตัวละครที่ต้องมีต้องเข้าใจได้ขาดหายไป คือจะไม่เข้าใจว่าทำไมคนจะรู้สึกแบบนี้ในอารมณ์นี้ ในขณะที่คนหยาบขึ้น แต่ละครต้องมีความละเอียดอ่อน เพราะมันต้องเล่าถึงอารมณ์ของตัวละคร

ทำให้ตัวละครไม่ละเอียดอ่อนก็ได้ แต่คนดูจะไม่รับ และไม่เข้าใจว่าต้องการอะไรในความอยาก ถ้าไม่พร้อมที่จะเรียนรู้เป็นเรื่องยาก แล้วตอนนี้พอมีช่องมากขึ้น คนกลุ่มนี้ก็มีโอกาสมากขึ้น มีพื้นที่ๆ จะได้ทำอะไรเยอะขึ้น คราวนี้กลายเป็นตัวบุคลากรที่ไม่มีความสามารถมากพอ กลายเป็นตัวเลือกที่ต้องเอา”

เขาย้ำว่า เมื่อก่อนนี้คนลงทุนเป็นตัวเลือกคนทำ ตอนนี้กลายเป็นคนทำเลือกคนลงทุน เพราะมีคนลงทุนทำมากขึ้น แต่ปัญหาก็คือคนทำหลายคนมากที่ไม่มีความสามารถพอ แต่ยังได้โอกาสเลือก รวมทั้งนักแสดงเองก็ขาดมาตลอด การสร้างคนให้ดังยากมาก และคนทำก็ดังไม่ทันกับความต้องการของคนดูละคร

 

เพิ่มเติม Marketeer Magazine ฉบับพฤษภาคม 2558

Cover Story : Digital Drama

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล