เมืองไทยประกันภัย Year of Services 2558

ด้วยยอดเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 10,233 ล้านบาท เป็นตัวเลขกำไรสุทธิ 856 ล้านบาท เรียกว่าเป็นกำไรสูงสุดนับตั้งแต่
“เมืองไทยประกันภัย” ได้ควบรวมกิจการมา ชี้ชัดว่าปี 2557 ที่ผ่านมาคือปีแห่งความ Excellent ภายใต้การบริหารของ
นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดทุกๆ ปี ปัจจัยความสำเร็จที่หัวเรือหญิงสวยเก่งบอกกับเรานั้นเป็นผลมาจากความพยายามในหลายด้านด้วยกัน ทั้งการปรับกลยุทธ์การจำหน่ายโดยการกำหนดสัดส่วนผลิตภัณฑ์และการบริหารช่องทางการขายให้เหมาะสม รวมทั้งการวางแผนการประกันภัยต่อ การพัฒนาระบบงานและเทคโนโลยีภายในให้รองรับการขยายตัวของธุรกิจ ตลอดจนการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“นับตั้งแต่ปี 2554 ที่เป็นปีน้ำท่วมที่บริษัทต้องจ่ายค่าสินไหม ซึ่งถึงตอนนี้ทุกอย่างเป็นปกติแล้ว จนปีที่แล้วสามารถทำกำไรได้เป็นประวัติศาสตร์ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 10,233 ล้านบาท สูงขึ้นจากงวดเดียวกันของปี 2556 เติบโต 15.1% และในปีนี้เช่นกันเราตั้งเป้าการเติบโตเบี้ยประกันรับตรงอยู่ที่ 11,986 ล้านบาท เติบโต 17% แบ่งสัดส่วนเป็นประกันภัยรถยนต์ (Motor) 48% และเป็นประกันภัยทั่วไป (Non-Motor) 52%”

ปัจจุบันเมืองไทยประกันภัยก้าวมาสู่อันดับ 4 ในตลาดประกันภัยแล้ว อย่างไรก็ตามเธอยังไม่ได้มองถึงอันดับที่สูงขึ้นเนื่องจากเบี้ยยังห่างจากคู่แข่งค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามนี่คือแผนการตลาดปี 2558 ที่จะทำให้ตัวเลขขยับใกล้อันดับ 3 มากขึ้น โดยมุ่งเน้นในด้านการให้บริการ “Year of Services 2558” ปีแห่งการบริการที่เป็นเลิศและครบวงจรอย่างมืออาชีพ

พัฒนาทุกช่องการขาย

เริ่มจากการพัฒนาช่องทางการขายที่หลากหลาย (Multi-Channels) สอดรับการทุกผลิตภัณฑ์และทุกกลุ่มลูกค้า สามารถรองรับการให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละช่องทางมีแผนงานพัฒนาดังต่อไปนี้

1. ช่องทางฝ่ายขายธุรกิจตัวแทน เป็นช่องทางหลักของบริษัทที่สำคัญ เพื่อการขยายฐานช่องทางขายนี้ให้มากขึ้นบริษัทจะเปิดเป็นศูนย์การบ่มเพาะ (MTI Incubation Center) ตัวแทนรายใหม่เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการด้านประกันภัย (Insureprenuership) ที่มีความรู้ทั้งด้านประกันภัยและการบริหารสำนักงานเพื่อให้มีความยั่งยืนในอาชีพ

2. ช่องทางธุรกิจฝ่ายขายนายหน้า บริษัทบริหารช่องทางนายหน้าโดยแบ่งกลุ่มที่เน้นประกันภัยรถยนต์และประกันวินาศภัย ซึ่งบริษัทได้ขยายกลุ่มคู่ค้าที่มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่และขนาดย่อม เพื่อสามารถนำผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของนายหน้าที่เป็นคู่ค้าแต่ละราย

3. ช่องทางพันธมิตรธุรกิจรถยนต์ วางแผนงานในการขยายช่องพันธมิตรธุรกิจรถยนต์ โดยเปิดการขายประกันภัยกับตัวแทนจำหน่ายทั่วภูมิภาคในยี่ห้อหลักๆ อีกทั้งการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้ครอบคลุมกับความเสี่ยงของลูกค้ากลุ่มลีสซิ่งเพื่อสามารถขยายการขายแบบ Cross-Selling ให้แก่ลูกค้าในช่องทางนี้

4. ช่องทางฝ่ายธุรกิจขายตรง บริษัทมีฐานลูกค้าขยายกลาง ถึงขนาดใหญ่ที่มีผลิตที่ครบวงจรเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านต่างๆ ได้ครบทุกกิจกรรมทางธุรกิจให้แก่ลูกค้าของบริษัท

5. ช่องทางขายแบงก์แอสซัวรันส์ บริษัทได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าป้าหมาย (Segmentation) ของธนาคาร ทั้งรายย่อย รายขนาดกลาง และรายขนาดใหญ่ ให้มีความครอบคลุมกับธุรกรรมของบริษัทต่างๆ

6. ช่องทางศูนย์บริการ สาขาย่อยของบริษัท (Customer Service Center-CSC)

7. ช่องทางพันธมิตรที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ เช่น Counter Service, นกแอร์ หรือ Tesco Lotus โดยเป็นรายแรกที่ขายผลิตภัณฑ์ในลักษณะ 0ff-The Shelf เป็นกล่องสำเร็จรูป ซึ่งลูกค้าสามารถหยิบจ่ายแล้วโทรแจ้งทำประกันภัยบริษัทเริ่มต้นกับประกันภัยประเภท พ.ร.บ. ทั่วประเทศกว่า 500 สาขา

เมืองไทยดี ยกกำลัง 8

ในเรื้องผลิตภัณฑ์ ต้องบอกว่าแนวคิดในการสร้างผลิตภัณฑ์ของเมืองไทยประกันภัย ยังคงเน้นการตอบสนองความต้องการของผู้สนใจทำประกันภัยทุกกลุ่ม ซึ่งมีทั้งประกันภัย บ้าน, รถยนต์ และจักรยาน ซึ่งเปิดตัวไปแล้วกับแคมเปญตัวเลขมงคล “เมืองไทยดี ยกกำลัง 8” ประกอบไปด้วย 3 ผลิตภัณฑ์ เริ่มจากแผนประกันภัยรถยนต์ “เมืองไทย ขับดียกกำลัง 8” แผนประกันภัยบ้าน “เมืองไทย อยู่ดียกกำลัง 18” และแผนประกันภัยจักรยาน “เมืองไทย ปั่นดียกกำลัง 8”

“จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ประกันภัยดังกล่าว คือวิจัยความต้องการจริงของลูกค้า และก็นำสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าให้ลูกค้า โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ “เมืองไทย ขับดียกกำลัง 8” เป็นแผนประกันภัยรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองมากถึง 8 อย่าง อาทิ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางระหว่างนำรถเข้าซ่อม 2,000 บาท ต่อครั้ง สูงสุด 3 ครั้ง ต่อปี พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ฟรี! ไม่จำกัดจำนวนครั้ง กับเบี้ยประกันภัยเพียง 8,888 บาท”

เน้นพัฒนานวัตกรรมไอทีครบวงจร

แน่นอนว่าทิศทาง Technology บน Smartphone ถือเป็นเกมแข่งขันที่ทุกค่ายเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น เป็นทิศทางในอนาคต เช่นเดียวกันกับเมืองไทยประกันภัย ที่ได้พัฒนา Application บนมือถือ ระบบการตรวจสภาพรถก่อนทำประกัน (Car Inspection) ที่ช่วยให้ลูกค้าและคู่ค้าทำงานได้เร็วขึ้น และการแจ้งสถานที่เกิดอุบัติเหตุด้วย Smartphone (Muangthai I Lert U) สำหรับลูกค้าแจ้งสถานที่เกิดเหตุโดยเพียงกดปุ่นใน Application ระบบจะส่งพิกัดสถานที่เกิดเหตุมาที่บริษัททันที ช่วยให้ลูกค้าที่ไม่รู้จักสถานที่สบายใจ ไม่กังวล ลูกค้าทำงานสะดวกมากยิ่งขึ้น เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า

หลังจากความสำเร็จ นี่คือบททดสอบสำคัญทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องการการขาย และช่องทางการบริการ โดยมุ่งมั่นพัฒนาบริการใหม่ๆ ด้านการขาย ข้อมูลที่สำคัญและการให้บริการเคลม เพื่อที่ให้บริษัทก้าวล้ำเป็นผู้นำทางด้าน Digital Insurance อย่างครบวงจรเพื่อตอบรับกับกระแส (Trends) และพฤติกรรมของลูกค้าในยุคปัจจุบันและอนาคตด้วยบริการที่ดีต่อไป

เรื่อง : กลไกร เมฆไกรศรี

อ่านเนื้อหาเต็มๆ ได้จาก Marketeer ฉบับที่ 181 เดือน มีนาคม