เค เอส แอล คาดปี 66 ผลผลิตอ้อยลดลง 10% จากปัญหาฝนทิ้งช่วง ต้นทุนเพิ่มสูง ขณะที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกยังดี 25-26 เซ็นต์/ปอนด์ แตกแบรนด์ เคนส์ รับเทรนด์บริโภคน้ำตาลเพื่อสุขภาพ

บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ เค เอส แอล กลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายใหญ่ของประเทศไทย มีโรงงานน้ำตาลภายใต้กลุ่มธุรกิจ 5 โรง รายงานผลประกอบการไตรมาส1 ปี 2566 บริษัทมีกำไรสุทธิ 538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% จากงวดเดียวกันของปีก่อน กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 54 %

ชลัช ชินธรรมมิตร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) (KSL) กล่าวว่า ผลประกอบการในปี 2566 มีแนวโน้มดีขึ้น จากราคาน้ำตาลสูงส่งสัญญาณดีต่อเนื่องจนถึงปีหน้า แม้ผลผลิตในปีนี้อาจลดลงเล็กน้อย ขณะที่ทิศทางราคาน้ำตาลโลกปรับตัวสูงเป็นประวัติการณ์

ปี 2565 ผลผลิตอ้อยเข้าหีบประจำฤดูการผลิตปี 2565/66 รวม 94 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.97% อย่างไรก็ตาม การว่างจากรัฐบาล ส่งผลให้เงินสนับสนุนช่วยเหลือชาวไร่อ้อยล่าช้าออกไป แต่ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรจำเป็นต้องลดต้นทุน ลดปุ๋ยบำรุงอ้อย ส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตอ้อยปี 2566/67 รวมถึงปริมาณน้ำฝนที่ทิ้งช่วง ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตอ้อยอาจลดลง 10% เหลือ 80 ล้านตัน

อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของราคาปุ๋ยเคมี เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยทางเลือกอื่น ช่วยให้รายได้ปุ๋ยอินทรีย์ของบริษัทโตอย่างมากในไตรมาสแรกของปี 

ด้านราคาน้ำตาลในตลาดโลก ปีนี้คาดว่ายังอยู่ในระดับสูง 25-26 เซ็นต์/ปอนด์  ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อโรงงานน้ำตาลในการส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ ซึ่งอยู่ที่สัดส่วน 70-80%

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา  เทรนด์การบริโภคแบบใส่ใจสุขภาพเติบโตขึ้นมาก โดยเฉพาะการบริโภคหวาน ที่ส่งผลเสียต่อการเกิดโรคมากที่สุด ทั้งปัญหาน้ำตาลในเลือดสูง โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ อนึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาตอบโจทย์สำหรับผู้ป่วยโดยเฉพาะ

แต่โรงงานน้ำตาลที่ผ่านมา ผลิตสินค้าไม่กี่อย่าง ได้เเก่ น้ำตาลทรายดิบ น้ำตาลทรายขาว และน้ำตาลทรายบริสุทธิ์เท่านั้น เพราะสินค้าขาดแคลน จึงไม่มีการขยับไปในเซกเมนต์อื่น แต่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปตลอด  ในระยะยาวอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้ หากผลิตได้เพียงน้ำตาลชนิดเดิม 

โดยปกติผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาลแบ่งออกเป็น น้ำตาลทรายดิบ (Raw sugar) สีน้ำตาลความบริสุทธิ์ต่ำ ใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ เอทานอล แอลกอฮอล์ และพลาสติก, น้ำตาลทรายขาว (White sugar) สีขาวถึงเหลืองอ่อน ใช้บริโภคในครัวเรือน และเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม, น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ (Refined sugar) สีขาวใส ใช้ในครัวเรือนและอุตสาหกรรม ตลอดจนเป็นส่วนประกอบของน้ำอัดลม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง  และผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ (By product)

KSL ส่งโปรดักซ์จำหน่ายให้อุตสาหกรรมเกือบทั้งหมด ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพิ่งเข้าสู่รีเทลเป็นครั้งแรก แต่ยังเป็นสัดส่วนน้อย  ด้วยการใช้ชื่อแบรนด์ “น้ำตาลเคเอสเเอล” แต่สินค้าทั้งหมดเป็นน้ำตาลเพื่อการบริโภคในครัวเรือนธรรมดา

การเเตกแบรนด์ใหม่ในชื่อ “Kane’s” เพื่อดำเนินการผลิตและจำหน่าย ไลน์โปรดักซ์เพื่อสุขภาพ  สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวแรกของแบรนด์ “Kane’s NATURAL GOLDEN SUGAR” เป็นผลิตภัณฑ์จากข้อตกลงความร่วมมือทางการค้ากับบริษัท นูทริชั่น อิน โนเวชั่น จำกัด เพื่อเข้าถึงสิทธิบัตร Nucane เทคโนโลยีผลิตน้ำตาลที่มีคุณสมบัติในการรักษาสารโพลีฟีนนอลจากอ้อย ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) 

ซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลในไทย ยังไม่มีเทคโนโลยีการผลิตที่สารมารถรักษาและตรวจวัดสารโพลีฟีนอลในกระบวนการผลิตให้อยู่ในระดับสูงและสม่ำเสมอ  เคนส์จึงถือเป็นรายแรกและรายเดียวของประเทศไทย 

น้ำตาล Low GI เมื่อรับประทานแล้วจะส่งผลให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับคงที่ ไม่สูงเกินไป ผ่านการทดสอบและกำหนดให้เป็นอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ตามมาตรฐาน ISO 26642:2010 Low Glycemic Test ลดความเสี่ยงจากภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วน ซึ่งในอนาคตไม่เพียงแต่น้ำตาลธรรมชาติ แต่แบรนด์เล็งขยายไปในผลิตภัณฑ์สารให้ความหวานอื่นๆ ต่อไป

น้ำตาล Low GI ภายใต้เเบรนด์เคนส์ เน้นจับกลุ่มผู้บริโภครักสุขภาพ และคนมีโรคประจำตัว วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและช่องทางออนไลน์  การนำร่องเปิดแบรนด์ลุยในค้าปลีกก่อน เพื่อสร้างการรับรู้ถึงน้ำตาลเพื่อสุขภาพให้กับผู้บริโภค ปูทางสู่การขาย B2B ให้ภาคอุสาหกรรมใหญ่

ทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง บริษัทวางแผนศึกษาผลิตภัณฑ์น้ำตาลเพื่อสุขภาพเพิ่มเติม รับปัจจัยของตลาดอาหารเพื่อสุขภาพที่โตขึ้น  Kane’s จะเข้ามาหนุนให้ธุรกิจเติบโตตามเป้า 20% เมื่อเทียบกับปี2565 ที่มีรายได้รวม 16,654 ล้านบาท ตามเป้าที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ดี นโยบายการขึ้นค่าเเรงขั้นต่ำที่นักลงทุนเป็นกังวล  คุณชลัชให้ความเห็นว่า “อุตสาหกรรมน้ำตาลนี้ จริงๆใช้แรงงานไม่เยอะ 4-5 ร้อยคนต่อโรง  หากมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ แรงงานประเทศเพื่อนบ้านจะได้ประโยชน์ เนื่องจากค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบอ่อนตัว  หากค่าแรงปรับขึ้นถึงระดับหนึ่ง จะผลักให้ผู้ประกอบการคำนวณในการลงทุนนวัตกรรม เพื่อลดการใช้คน หวั่นว่า Generation ถัดไปอาจหางานได้ยาก”