วิเศษ สิงห์สัจจเทศ ทำความรู้จัก “สิงห์” รุ่นที่ 4 ของ ยัสปาล กรุ๊ป

ภาพเบื้องหน้าของ Marketeer ในบ่ายวันนั้นคืออาณาจักรกว่า 10 ไร่ของ ยัสปาล กรุ๊ป ในซอยสุขุมวิท 66/1 ที่มีทั้งโรงงาน โกดังและอาคารสำนักงานเรียงรายไปจนเต็มพื้นที่

จากแคว้นปัญจาบ ตอนเหนือของประเทศอินเดีย ตระกูลสิงห์สัจจเทศ ผู้ก่อตั้ง ยัสปาล กรุ๊ป ได้อพยพมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองไทยด้วยธุรกิจขายเครื่องนอนย่านพาหุรัด เมื่อปี 2490

ก่อนเข้าสู่อาณาจักรแฟชั่นในสยามเซ็นเตอร์ และขยายสาขาออกไปถึง 462 แห่งทั่วประเทศไทย และกำลังบุกต่ออีก 4 ประเทศในอาเซียน

วันนี้ ถ้าคุณอยู่ในศูนย์การค้าชื่อดัง จะเห็นแบรนด์เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าถือของยัสปาล กรุ๊ป อยู่รอบ ๆ ตัว

ทั้ง JASPAL  CPS CHAPS, LYN, CC DOUBLE O, Jelly Bunny, Lyn around, MANGO, Super Dry, DIESEL, Champion, ASICS ฯลฯ

ปี 2565 ที่ผ่านมารายได้ของยัสปาลกรุ๊ปทะลุ 11,854 ล้านบาท กำไร 914 ล้านบาท

——————————————————————————————————————-

ผู้ชายรูปร่างสันทัด หน้าตาคมเข้ม วัย 45 ปี ที่กำลังหยุดทักทายพนักงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อย่างเป็นกันเองกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า  ที่เดินสวนเขาไปเพื่อเตรียมตัวไปทำงานในรอบบ่ายของวันนั้น

น่าจะสะท้อนตัวตนของวิเศษ สิงห์สัจจเทศ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน)ได้เป็นอย่างดี

เขาเล่าย้อนอดีตให้ Marketeer ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า

บ้านเดิมของคุณทวดอยู่ในแคว้นปัญจาบ ตอนเหนือของประเทศอินเดีย โดยได้ทำการค้าขายอยู่กับทางเมืองไทยแล้วตั้งแต่ช่วงเวลานั้น

ประมาณปี 1947 อินเดียถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ คืออินเดียและปากีสถาน ทำให้เกิดข้อขัดแย้งและปัญหาการสู้รบครั้งใหญ่ของคนในชาติ จนหลายครอบครัวต้องอพยพออกมาอาศัยอยู่ในประเทศต่าง ๆ

คุณทวดของเขาเลือกหนีมาตั้งรกรากที่เมืองไทย เป็นการมาแบบตัวเปล่า เพราะทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของต่าง ๆ ถูกยึดหมด ไม่สามารถเอาติดตัวมาได้เลย

พอเข้ามาก็เริ่มทำการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ

จนกระทั่งต่อมาลูกชายของคุณทวดคือ “ยัสปาล ซิงค์” หรือคุณปู่ของเขาได้เข้าไปเป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องนอนยี่ห้อ CANNON และเปิด “ยัสปาลสโตร์” ในย่านพาหุรัด เมื่อปี 2490

จากแคว้นปัญจาบมาพาหุรัด สู่สยามเซ็นเตอร์ 

ปี 2515 วิสิทธิ์ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดบริษัท ยัสปาล จำกัด) คุณพ่อของวิเศษได้แยกออกมาตั้งสาขาแรกภายใต้ชื่อ Jaspal Emporium ที่สยามเซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าชื่อดังที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น นอกจากขายเครื่องนอนแล้ว ก็มีการนำเข้าสินค้าจากอินเดียเข้ามาขายด้วย เช่น เครื่องเพชร เครื่องประดับต่าง ๆ

ต่อมาได้ขยายมารับตัดเสื้อผ้า หลังจากนั้นได้เปลี่ยนจาก tailor-made  มาเป็น ready to wear ตามความต้องการของลูกค้าที่ต้องการซื้อชุดกลับไปเลย

“คุณพ่อเริ่มทำธุรกิจแบบง่าย ๆ เลยครับ เปิดแมกาซีนดูแบบ ไปดูผ้าสำเพ็ง แล้วมาสั่งตัดวางขาย ปรากฏว่าขายได้ดี”

ลูกค้าในย่านสยามมีหลากหลาย ตั้งแต่นักศึกษาไปจนถึงคนทำงานที่ค่อนข้างมีสไตล์ในการแต่งตัว

“คุณพ่อก็เป็นคนชอบแต่งตัว แต่งได้มันมาก (หัวเราะ) ตอนหนุ่ม ๆ เขาก็เฟี้ยวเลยล่ะ ถึงตอนนี้ท่านอายุ 68 ปีแล้ว แต่บางทีเขาเล่นใส่สีเจ็บ ๆ หนักกว่าผมอีก บางวันท่านอยากใส่สี บางวันอยากใส่ลายดอกมันมาก (หัวเราะ)”

ในยุคแรก ๆ เวลาขยายสาขา หรือคิดจะทำอะไรใหม่ ๆ แทนที่จะจ้างคนก็มอบหมายหน้าที่ให้คนในครอบครัวของตระกูลมาช่วยกันทำ เช่น วิสิทธิ์และภรรยาจะดูแลสาขาที่สยาม ไดมารู เมื่อเปิดสาขาใหม่ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ภรรยาของคุณลุงก็จะเป็นผู้รับผิดชอบ พอขยายไปศูนย์การค้าอัมรินทร์ คุณอาอีกคนก็ไปนั่งประจำ

หลังจากนั้นประมาณปี 2523 ก็เปิดแบรนด์ใหม่ CPS CHAPS จับกลุ่มเป้าหมายที่วัยรุ่นขึ้น

ผมเกิดปี 2521 เกิดมาก็เป็นเด็กสยามเลย (หัวเราะ) ตอนเย็น ๆ เลิกเรียนก็เข้าไปที่ร้านในสยามเซ็นเตอร์ ช่วยพ่อแม่ส่งของ ส่งเงินทอน เวลาลูกค้ามาลองกางเกงก็เข้าไปช่วยจับขากางเกง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เล็ก ๆ”

โตขึ้นผมกับคุณพรเทพ พี่ชาย ซึ่งเป็นลูกคุณลุง ก็ไปเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์โดมินิก ตอนนั้นครอบครัวเรายังไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะส่งลูกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เล็ก ๆ แต่เพื่อให้ได้ภาษาเลยส่งไปเรียนโรงเรียนนานาชาติ ISB ที่นิชดาธานี แทน

ในช่วงปี 2533 นั้น ยัสปาล กรุ๊ป มีแบรนด์ที่เป็นของตัวเองเพียง 2  แบรนด์คือ ยัสปาล กับ CPS  CHAPS ซึ่งราคาไม่แพงมากคนไทยเข้าถึงได้

แต่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศราคาค่อนข้างสูงอีกหลายแบรนด์ เช่น Paul Smith Max Mara แบรนด์รองเท้า Dr. Martens ฯลฯ เพราะคนไทยนิยมซื้อเสื้อผ้าของใช้ที่มาจากต่างประเทศอย่างมากในช่วงเวลานั้น

ในขณะที่บริษัทกำลังขยายตัวมีการนำเข้าแบรนด์จากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขรายได้การขายก็กำลังไปด้วยดี

ปี 2540 วิกฤตการเงิน”ต้มยำกุ้ง” ฝันร้ายของคนไทยก็เกิดขึ้น

“ที่จริงก่อนหน้านั้นสัญญาณเริ่มมีมาแล้วล่ะครับ เราเริ่มผิดสังเกตแล้วว่าทำไมการค้าขายเริ่มชะลอตัวลง แต่ทางครอบครัวก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง ยังวางแผนให้ผมไปเรียนต่อต่างประเทศกัน”

ในยุคนั้นถ้าเป็นนักเรียนไทยจบจาก ISB ก็นิยมส่งลูกไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยบอสตัน

แต่พอเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง บริษัทถูกปิด คนตกงาน ถูกลดเงินเดือน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อยอดขาย โดยเฉพาะแบรนด์นำเข้าที่ราคาเพิ่มสูงมากขึ้น จากมาตรการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทของรัฐบาล

“เราเคยนำเข้าเสื้อของแบรนด์ พอลสมิท สมมุติว่าราคาตัวละ 100 ปอนด์ ประมาณ 4 พันกว่าบาท ราคากลับเพิ่มเป็น 8-9 พันบาท สวนทางกับรายได้ของลูกค้าที่ลดลง ครอบครัวเราเจอกับปัญหาที่หนักมากในตอนนั้น ผมรู้ว่ามีการวิ่งเต้นกู้เงิน มีขายทรัพย์สินบางอย่างออกไปเพื่อเคลียร์หนี้ ก็เห็นคุณลุง คุณพ่อ คุณอา ประชุมกันบ่อย ๆ แต่พวกเขาไม่เคยบอกพวกลูก ๆ เลยว่าเราเจอหนักแค่ไหน”

ยัสปาล กรุ๊ป ค่อย ๆ ทยอยปิดแบรนด์เสื้อผ้านำเข้าไปจนเกือบหมด  แต่ทางครอบครัวยังไม่ล้มแผนการที่จะส่งเขาไปเรียนต่อต่างประเทศ เพียงแต่บอกว่าที่บอสตันค่าใช้จ่ายสูงมาก เลยเปลี่ยนเข็มไปเรียนที่เมืองโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกาแทน

วิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นทำให้ครอบครัวเริ่มเปลี่ยนแนวคิดในการทำธุรกิจ โดยหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเองเป็นหลักแทนที่จะเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์จากต่างประเทศ

โชคดีที่ 2 แบรนด์แรก คือ ยัสปาลกับ CPS CHAPS แข็งแรงอยู่ระดับหนึ่ง ในขณะที่คู่แข่งรายอื่น ๆ ในตลาดที่เน้นเอาแบรนด์นำเข้าอย่างเดียวไม่มีแบรนด์ของตัวเอง จำเป็นต้องปิดตัวเองลงหลายบริษัท

ยัสปาลเลยสามารถฟื้นตัวได้เร็วจากการที่มีแบรนด์ มีโรงงาน มีฐานการผลิตของตัวเอง

ปี 2544 วิเศษก็เรียนจบปริญญาตรี สาขา Management Information System จาก Ohio State University

เมื่อ Marketeer ถามว่า กลับมาทำงานในตำแหน่งอะไร วิเศษ ตอบพร้อมหัวเราะเสียงดังว่า

“ตำแหน่งลูกเจ้าของครับ คือผมต้องเรียนรู้งานทุกอย่าง เข้าร่วมประชุมกับทุกแผนก ตอนนั้นทีมงานก็ไม่ได้มาก เข้ามาต่างคนต่างให้ความเคารพซึ่งกัน เขายอมรับผมในความเป็นลูกเจ้าของ ผมเคารพเขาในฐานะเป็นคนที่มากด้วยประสบการณ์และอยู่ด้วยกันมานาน”

ส่วนแบรนด์แรกของครอบครัวหลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งคือ LYN  (ลิน) จำหน่ายรองเท้าและกระเป๋า

“ยอมรับว่าเป็นการทำธุรกิจที่เกิดจากอีโมชันแนลล้วน ๆ เคยเป็นตัวแทนจำหน่าย คราวนี้อยากทำเอง อีกอย่างตอนนั้นตลาดไม่ได้มีคู่แข่งมากมายเหมือนตอนนี้ จุดขายสำคัญคือเรื่องราคา ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น”

ในยุคนั้นรองเท้าขายง่ายกว่ากระเป๋า คนนิยมเปลี่ยนรองเท้าบ่อยครั้งกว่ากระเป๋า กลับกันกับยุคนี้ที่สัดส่วนขายกระเป๋าจะมากกว่ารองเท้า

หลังจากนั้นแบรนด์ต่าง ๆ ที่เป็น In House แบรนด์ก็ตามมา

“ผมกลับมาปี 2001 ตอนนี้ 2023 เป็นเวลา 22 ปีจากที่เคยมีแบรนด์ของตนเองแค่ 2 แบรนด์ ตอนนี้เพิ่มเป็น 10 แบรนด์”

เป็นการเติบโตที่วิเศษบอกว่าค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ทีละแบรนด์ทีละแบรนด์ ค่อย ๆ สร้างอย่างมั่นใจ

“เราเลยได้ข้อสรุปว่าการสร้างแบรนด์เองต้องใช้เงินทุนในช่วงแรก ๆ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับก็จริง แต่ในตอนจบมันอยู่ในมือเรา ไม่ว่าการสร้างคอลเลกชัน การปรับสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว”

จุดเปลี่ยนอีกครั้งเกิดขึ้นในปี 2551 เมื่อ ยัสปาล กรุ๊ป ออกเดินทางจากประเทศไทยไปปักหลักในประเทศมาเลเซียเป็นครั้งแรก

หลังจากนั้นก็เริ่มศึกษาการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องการทำ Branding การตั้งราคา โดยมีเป้าหมายว่าจะเข้าไปในทุกประเทศของ Southeast Asia

อาณาจักร ยัสปาล ใหญ่กว่าที่คิด

วันนี้ธุรกิจหลัก ๆ ของยัสปาลมี 2 กลุ่ม

1. ธุรกิจหลักคือสินค้าในกลุ่มธุรกิจแฟชั่น เป็นแบรนด์ของตัวเอง 10 แบรนด์ เป็นตัวแทนจำหน่าย 9 แบรนด์

2. กลุ่มธุรกิจที่นอนและเครื่องนอน ภายใต้ In-house Brand และ Import Brand รวม 6 แบรนด์

มีสาขาทั้งหมดรวมกันทั้ง 2 กลุ่ม 970 สาขา ในเมืองไทย 888 สาขา ต่างประเทศ 82 สาขา ใน 4 ประเทศคือ มาเลเซีย เวียดนาม  กัมพูชาและฟิลิปปินส์

จริง ๆ แล้วตระกูลสิงห์สัจจเทศ ยังทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย โครงการคอนโดมิเนียมหลายแห่ง แถวทองหล่อ หรืออโศกก็เป็นของตระกูลนี้

“ครอบครัวผมชอบซื้อที่ดินเก็บ ชอบทำอสังหาริมทรัพย์ เริ่มมาตั้งแต่ยุคคุณปู่ พอค้าขายได้เงินกำไรมาก็จะไปซื้อที่ดิน ซื้ออสังหาริมทรัพย์เก็บไว้”

สำหรับธุรกิจด้านแฟชั่น วิเศษยอมรับว่าความต้องการของคนเปลี่ยนไปตลอดเวลา เทรนด์ใหม่ ๆ มาเร็วมาก เจ้าของธุรกิจต้องตามให้ทัน ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรให้แบรนด์อยู่อย่างยั่งยืนได้

“ภาพของแบรนด์แฟชั่นที่เคยดังมาพร้อม ๆ กับเรา แต่ต้องหายไปเป็นตัวอย่างให้เราต้องระวังตัว และต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา เพื่อให้ยังเป็นแบรนด์ที่ทันสมัยสำหรับคนยุคปัจจุบัน”

กลยุทธ์หนึ่งของวิเศษที่จะทำให้แบรนด์ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เช่น การทำคอลแลบอเรชันกับแบรนด์ระดับโลกและศิลปินดัง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น JASPAL x Karl Lagerfeldsinv  การ X กับ Smiley แบรนด์ที่มีไอคอนวงกลมหน้ายิ้มสีเหลือง  หรือ X กับไดแอน วอน เฟอร์สเทนเบิร์ก (Diane von Fürstenberg) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ DVF ดีไซเนอร์หญิงแห่งวงการแฟชั่นอเมริกา

การเป็นลูกเจ้าของที่มาพร้อมกับความคาดหวังของคนในครอบครัว และคนในบริษัท ทำให้เขาต้องทำงานหนัก

“อีกอย่างผมแต่งงานเร็วมากผมหมั้นกับภรรยาตอนอายุ 16 ปี เรียนจบปริญญาตรีตอนอายุ 23 ปี ก็แต่งงานเลย ก็เหมือนกับต้องสร้างครอบครัวไปด้วย”

เขาเล่าย้อนว่า

“ตอนเข้ามาทำงานใหม่ ๆ ผมต้องรู้เรื่องงานต่าง ๆ ในบริษัททั้งหมดเลย เป็นความตั้งใจอย่างหนึ่งของเราเหมือนกันว่า ถ้าจะเทรนคนที่นี่ขึ้นเป็น successor (ผู้สืบทอด) จะเป็นคนในครอบครัว หรือไม่ใช่ก็ตาม ต้องรู้ทุกเรื่องไม่ใช่รู้เฉพาะสิ่งที่ตัวเองทำ”

เป็นวิธีคิดของเราตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณพ่อ ใครอยากรู้เรื่องอะไร ต้องการเข้าร่วมประชุมเข้ามาเลย ไม่ต้องคิดว่าเรื่องนี้เรื่องโน้นไม่เกี่ยวกับเรา

“เลยเป็นที่มาว่าตอนเข้ามาทำงานในบริษัทใหม่ ๆ ผมก็ไม่รู้ว่าผมตำแหน่งอะไร ฝ่ายอะไร เพราะเข้าไปเรียนรู้ทั้งหมด เห็นภาพรวมทั้งหมด และเราจะใช้หลักการนี้ในการสร้างคนให้องค์กรต่อไปในอนาคต”

เมื่อถามว่า แล้ว successor ของยัสปาล กรุ๊ป จำเป็นต้องเป็น “สิงห์สัจจเทศ” หรือเปล่า

วิเศษตอบว่า

“ยอมรับว่าพวกเรายังมี Passion ยังมีความรักในธุรกิจนี้อย่างมาก เราเกิดมาในครอบครัวที่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ตลอดเวลา มันเลยอยู่ในสายเลือด ก็หวังว่าจะมีน้อง ๆ ลูกหลาน เข้ามาช่วยทำให้มันเติบโตต่อไป”

ปัจจุบันมีตระกูลสิงห์สัจจเทศที่เข้ามาช่วยสร้างอาณาจักรประมาณ 11 คน รวมทั้งเจเนอเรชันที่ 5 ด้วย

The Next Chapter  ของ ยัสปาล กรุ๊ป คือกำลังเตรียมตัวเข้าไปเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเป้าหมายการเป็นผู้นำในสินค้าไลฟ์สไตล์อันดับต้น ๆ ในภูมิภาคนี้

เป็นความสำเร็จของคนไทยเชื้อสายอินเดียที่น่าติดตามมาก ๆ ♦

 

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer