ในปีที่ผ่านมาตลาดไอทียังคงหดตัวลง ด้วยมูลค่า 28,618 ล้านบาท ติดลบ 14.7%
และติดลบ 9% ในเชิงปริมาณ ด้วยปริมาณที่จำหน่ายได้ 3,509,000 ยูนิค
ส่วนตลาดพรินเตอร์มูลค่า 2,720 ล้านบาท ลดลง 4%
และเชิงปริมาณ 669,000 ยูนิค ลดลง 7%
การเติบโตที่ลดลงนี้มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้ตลาดไอทีในกลุ่ม B2C (Business to Business) ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก
ส่วนปีนี้ คาดการณ์ว่า ตลาดไอทียังคงติดลบแต่เป็นการติดลบที่ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2566 เป็นการติดลบ 3-5% ในเชิงปริมาณและมูลค่าตลาด ซึ่งการติดลบนี้ยังคงมาจากตลาด B2C เป็นหลัก จากปัจจัยที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
และตลาดพรินเตอร์ในปี 2024 คาดการณ์ทรงตัวหรือติดลบเพียงเล็กน้อย
สำหรับเอปสันในปีปฏิทิน (เมษายน 2023- มีนาคม 2024) เติบโต 8% จากปีที่ผ่านมา

ส่วนปีปฏิทิน 2025 (เมษายน 2024- มีนาคม 2025) เอปสันคาดการณ์เติบโต 8% เช่นกัน
กลยุทธ์การเติบโตของเอปสันในปีนี้มาจากกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่วางไว้ ได้แก่
1. ยังคงให้ความสำคัญกับตลาด B2B เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาเอปสันได้ให้ความสำคัญกับตลาด B2B อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2018 จากการมองเห็นความท้าทายของตลาด B2C ที่มาพร้อมกับโอกาสการเติบโตของตลาด B2B เนื่องจากภาค Business ให้ความสำคัญกับการนำไอที เช่นพรินเตอร์ โปรเจกเตอร์ และอื่น ๆ มาใช้ตอบโจทย์ความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น
โดยในปี 2018 ที่เอปสันให้ความสำคัญกับ B2B อย่างจริงจังมีสัดส่วนรายได้จาก B2B ประมาณ 25% ส่วนปัจจุบัน 40% และยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด วางเป้าหมายว่าจะสามารถสร้างสัดส่วนกลุ่ม B2B มากกว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า
2. โฟกัสแนวทางผ่านจุดแข็ง 5S ประกอบด้วย
– สร้าง S-curve ใหม่ ช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตก้าวหน้าได้อยู่เสมอ ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และสร้างความแตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่ง
เช่น การเปิดตัวพรินเตอร์อิ้งค์เจ็ทขาวดำที่ใช้หัวพิมพ์ Heat-Free Technology เข้ามาแข่งขันกับเลเซอร์พรินเตอร์ขาวดำโดยเฉพาะ จากการมองเห็นโอกาสการตลาดที่ยังมีกลุ่มผู้ใช้ที่เน้นพิมพ์เอกสารขาวดำอยู่ และต้องการต้นทุนต่อแผ่นที่ต่ำ รองรับปริมาณงานจำนวนมาก บนความเร็วในการพิมพ์ระดับปานกลาง เช่น สำนักงานบริษัท สถาบันศึกษา โรงพยาบาล เป็นต้น
– Sales Model ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบการขายที่หลากหลาย เช่น โมเดลในรูปแบบ Subscription เช่าเครื่องไปใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจที่ไม่อยากใช้เงินลงทุนด้านพรินเตอร์ในรูปแบบจ่ายเงินก้อนเดียวเพื่อซื้อมาใช้งาน
เช่น โมเดลในรูปแบบ EasyCare จ่ายค่าบริการรายเดือนคิดจากจำนวนกระดาษที่พิมพ์ต่อเดือน เป็นต้น
โมเดลในรูปแบบ Subscription เป็นกลวิธีที่ทำให้เอปสันสามารถสร้างการเติบโตด้านรายได้ในระยะยาว เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้จะทำสัญญาเช่าในรูปแบบ Subscription เฉลี่ยสัญญาละ 3 ปี
– Service Excellence ให้ความสำคัญกับการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย มีการพัฒนาทีม Pre-sales และพัฒนาช่องทางดิจิทัลเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
พร้อมเพิ่มจำนวนศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีอยู่ 182 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมี 140 แห่งที่สามารถให้บริการ onsite service เข้าไปให้บริการกับลูกค้าธุรกิจอย่างรวดเร็ว

– Solution Center ปีนี้เอปสันเปิดศูนย์ Solution Center แห่งใหม่บนพื้นที่มากกว่า 600 ตารางเมตร ที่ประกอบด้วยโซนเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ซึ่งมีเครื่องพิมพ์สิ่งทอ เครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา และเครื่องพิมพ์ภาพ ทั้งยังมีเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสำหรับองค์กร โปรเจกเตอร์ และหุ่นยนต์แขนกล
Solution Center แห่งนี้ใช้งบลงทุน 30 ล้านบาท อยู่บนอาคารปัน พระราม 4 เพื่อใช้เป็นที่จัดแสดงและสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่มของเอปสัน เพื่อสร้างประสบการณ์จริงให้กับลูกค้าก่อนตัดสินใจซื้อ และเป็นพื้นที่จัดอบรมเทคโนโลยีและโซลูชันที่ให้กับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
– Sustainable Value สานดีเอ็นเอของไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่น ที่ได้ดำเนินธุรกิจบนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมระยะยาว ‘Environmental Vision 2050’ อย่างจริงจัง โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นศูนย์ในปี 2593 และหยุดการใช้พลังงานจากใต้ดิน
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา เอปสัน (ประเทศไทย) มีผลประกอบการรายงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดังนี้
2019 รายได้รวม 3,862.58 ล้านบาท กำไร 52.63 ล้านบาท
2020 รายได้รวม 3,531.10 ล้านบาท กำไร 34.28 ล้านบาท
2021 รายได้รวม 2,896.03 ล้านบาท กำไร 60.42 ล้านบาท
2022 รายได้รวม 3,155.56 ล้านบาท กำไร 63.17 ล้านบาท
2023 รายได้รวม 3,481.12 ล้านบาท กำไร 91.70 ล้านบาท
และเอปสันจะทำได้ตามเป้าหรือไม่ ดูกันสิ้นปีปฏิทินเอปสัน
–
