Haribo ทำความรู้จักเจลลี่หมีแสนอร่อย ผู้ครองตลาดเจลลี่อันดับ 1
ถ้ากล่าวถึงแบรนด์เจลลี่หลายคนจะต้องนึกถึงแบรนด์ Haribo (ฮาริโบ) แน่นอน เพราะแบรนด์นี้ถือเป็นผู้ครองสัดส่วนในตลาดเจลลี่อันดับต้น ๆ โดยตลาดเจลลี่ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 1.87 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023 และภายในปี 2033 คาดว่าขนาดตลาดจะเกิน 3.16 พันล้านดอลลาร์
เรียกได้ว่าHariboกลายเป็นเจลลี่ที่ขายดีที่สุดในโลก ในปี 2023 ทำยอดขายสุทธิทั่วโลกได้ประมาณ 28.8 ล้านดอลลาร์ปัจจุบันเป็นหนึ่งแบรนด์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปี ผลิตภัณฑ์ถูกส่งออกไปขายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลกและยังมีฐานการผลิตอยู่ในอีก 10 ประเทศ
จากแรกเริ่มที่แบรนด์เริ่มต้นขึ้นด้วย 2 สามีภรรยา จนในตอนนี้กลายเป็นแบรนด์ใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 7,000 คนทั่วโลก เป็นที่เห็นได้ชัดว่ากว่าแบรนด์Hariboจะประสบความสำเร็จอย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้นั้น จะต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากนั่นเอง
มารู้จักกับเรื่องราวการก่อตั้งแบรนด์ที่ต้องผ่านอุปสรรคมากมายจนเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่กันเถอะ
จุดเริ่มต้นของHariboเกิดขึ้นที่เมือง Bonn (บอนน์) ประเทศเยอรมนีในปี 1922 โดย Hans Riegel Sr. (ฮันส์ รีเกิล ซีเนียร์) เป็นผู้เริ่มต้นตำนานเจลลี่หมีที่โด่งดังไปทั่วโลก

Haribo Jetix Golf Challenge 2008 am 18/19.10.2008 im Golfclub Jakobsberg in Boppard mit anschlie§endem Haribo Charity Dinner zu Gunsten der KIO (Kinderhilfe Organtransplantation e.V.)
ภาพ Hans Riegel Sr.
เขารู้สึกท้อแท้กับงานประจำที่ทำอยู่ จึงลาออกมาเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเอง โดยก่อตั้งแบรนด์Haribo ซึ่งเป็นตัวย่อที่นำชื่อของเขามาผสมกับบ้านเกิดของเขาในเมือง Bonn เขาได้เริ่มต้นแบรนด์จากร้านขายขนมขนาดเล็ก
ในช่วงแรก Hans Riegel Sr. ทำลูกกวาดในห้องครัวของที่บ้าน และภรรยาของเขา Gertrud Riegel (เกอร์ทรูด รีเกล) จะเป็นผู้ขี่จักรยานนำลูกกวาดไปเร่ขายตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งลูกกวาดของเขาค่อนข้างขายดี แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าที่เขาหวังไว้เท่าไรนัก เพราะยังไม่มีความแตกต่างจากร้านขายลูกกวาดอื่น ๆ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี จุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง เมื่อพวกเขาคิดค้น Dancing Bear เจลลี่ผลไม้รูปหมี หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ เจลลี่แบร์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากหมีเต้นรำที่เคยให้ความบันเทิงแก่เด็ก ๆ ในงานเทศกาลต่าง ๆ ทั่วยุโรป
โดย Dancing Bear เจลลี่แบร์ในยุคนั้น จะมีขนาดใหญ่และบางกว่าปัจจุบัน และหลังจากเปิดตัวขนมชนิดนี้ ร้านของเขาก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ยอดขายพุ่งทะยานจนเขาต้องเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น รวมไปถึงรถสำหรับบรรทุกขนม เพื่อไปส่งตามสถานที่ต่าง ๆ นอกจากนี้ พวกเขายังได้ติดป้ายชื่อร้านไว้บนรถส่งของ เพื่อเป็นการโฆษณาHariboให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกด้วย
ในไม่นานจากธุรกิจครอบครัวที่ทำกันอยู่สองคนสามีภรรยา กลายเป็นว่าในปี 1930 บริษัทของเขามีพนักงานเพิ่มขึ้นมากกว่า 400 คน และในปีเดียวกันนี้เขาก็เปิดตัวสโลแกนใหม่ว่าHaribo makes children happy แบรนด์ของพวกเขาได้เติบโตขึ้นจนสามารถส่งผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่ายได้ทั่วเยอรมนี
ภาพHaribo makes children happy
ทว่าจากธุรกิจที่กำลังเดินหน้าไปด้วยดี แต่เมื่อต้องเผชิญกับสงครามโลกครั้งที่ 2 แบรนด์Hariboก็ต้องหยุดชะงัก สินค้าไม่สามารถผลิตออกมาได้ วัตถุดิบขาดแคลนอย่างหนัก และพนักงานที่คงอยู่ก็เหลือเพียงหลักสิบเท่านั้น
ที่สำคัญ Hans Riegel Sr. ผู้ก่อตั้งแบรนด์ก็เสียชีวิตในช่วงเวลานี้อีกด้วย อีกทั้งลูกชายของเขาทั้งสองคน Paul (พอล) และ Hans Jr. (ฮันส์ จูเนียร์) ก็ยังถูกจับไปขังในค่ายเชลยศึกของกองกำลังพันธมิตร ซึ่งในระหว่างนี้มีเพียงภรรยาของเขาเท่านั้นที่คอยประคับประคองธุรกิจอยู่
ทันทีที่สงครามโลกสิ้นสุด ลูกชายของเขาได้รับการปล่อยตัวและกลับมาฟื้นฟูบริษัท โดย Paul ดูแลการผลิตและ Hans Jr. ดูแลด้านการบริหารและการตลาดจนประสบความสำเร็จในปี 1950 ซึ่งสองพี่น้องตระกูล Riegel ได้เปลี่ยนบริษัทของพ่อให้กลายเป็นมหาอำนาจด้านขนม ขยายสายผลิตภัณฑ์และเพิ่มจำนวนพนักงานจาก 30 คนหลังสงครามเป็น 1,000 คน และมีการเปิดโรงงานอีกหลายแห่งทั่วยุโรปส่งออกสินค้าของบริษัทไปขายทั่วโลก พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลง Dancing Bear ให้เป็นหมีสีทองแบบที่เราเห็นในปัจจุบัน หรือเรียกกันว่า Gold Bear
ในขณะเดียวกันHariboยังเป็นบริษัทแรก ๆ ที่ให้ความสำคัญของการโฆษณาในทีวีอีกด้วย เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทีวีเพิ่งจะถูกผลิตและวางขายในวงกว้างได้ไม่นาน จึงได้ตัดสินใจซื้อโฆษณาในทีวีตั้งแต่ปี 1962 และได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี
Hariboไม่ได้หยุดกับความสำเร็จเพียงเท่านี้ ทางแบรนด์ได้เริ่มขยายธุรกิจด้วยการเข้าซื้อบริษัทขนมอื่น ๆ อย่าง Edmund Münster GmbH & Co. KG หรือบริษัทขนมจากเบลเยียม Dulcia ที่ขึ้นชื่อเรื่องมาร์ชแมลโลว์
แม้ว่าจะได้รับความนิยมไปทั่วยุโรป แต่เมื่อขยายธุรกิจไปยังสหรัฐอเมริกาในปี 1982 บริษัทก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหม่ เนื่องจากในขณะนั้นตลาดเจลลี่เป็นที่นิยมและมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด บริษัทหลายแห่งในอเมริกาต่างก็ทำขนมประเภทเดียวกันกับHariboขายทั้งนั้น
Hariboจึงสร้างความแตกต่างด้วยการเพิ่มรสชาติ เพิ่มสี ด้วยการนำผลไม้ต่าง ๆ มาทดลอง ไม่ว่าจะเป็นราสเบอร์รี ส้ม มะนาว สับปะรด หรือสตรอว์เบอร์รี ทำให้สามารถผลิตเจลลี่แบร์ได้หลากหลายสีสันมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้เริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในซูเปอร์มาร์เก็ตและผู้ค้าปลีกรายใหญ่อื่น ๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขากลายเป็นที่ต้องการในตลาด
ความเป็นที่นิยมในอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงขนาด Walt Disney (วอลล์ ดิสนีย์) ได้นำเจลลี่แบร์มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างแอนิเมชันเรื่อง Adventures of the Gummi Bears ในปี 1985 และเมื่อแอนิเมชันเรื่องนี้เริ่มฉายความนิยมของเจลลี่แบร์ก็พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก
ภาพ Adventures of the Gummi Bears
กุญแจสู่ความสำเร็จ
เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่เปิดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ Hariboยังถือว่าเป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้คนมาได้อย่างยาวนาน ซึ่งความสำเร็จไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในตลาดเยอรมันเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายจนถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้นำตลาดระดับโลกในด้านเจลลี่เลยทีเดียว
ปัจจุบันHariboมีจำหน่ายในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ผลิตในโรงงานของตนเอง 16 แห่งใน 10 ประเทศ และมีพนักงานมากกว่า 7,000 คน ซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้ Haribo ประสบความสำเร็จ คือ การปรับรสชาติให้เข้ากับความชอบในประเทศต่าง ๆ อย่างในสหราชอาณาจักรจะมีเจลลี่แบร์รสมิลค์เชค รสสตรอว์เบอร์รี กล้วย และครีมวานิลลา
นอกจากนี้ อีกหนึ่งเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของ Haribo คือความสม่ำเสมอในด้านคุณภาพและการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงจุดแข็งที่ทุกวันนี้ธุรกิจยังคงเป็นของตระกูล Riegel ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ดูแลโดยทายาทรุ่นที่ 3 นั่นก็คือ Hans-Guido หลานชายของ Hans Riegel Sr. เป็นผู้ดูแลบริษัท

รวมไปถึงการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ครอบคลุมขึ้น อย่างในปี 2018 ได้เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์กูมมี่ Z!NG รสเปรี้ยว
และปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์กูมมี่ 3 รูปแบบยอดนิยม ได้แก่ Sour Streamers, Sour S’Ghetti และ Sour Bites
หรือเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 100 ปีในปี 2020 ก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เจลลี่แบร์รุ่นลิมิเต็ดที่เรียกว่า Passport Mix โดยจะมีเจลลี่แบร์ยอดนิยมที่ผลิตทั่วโลก ได้แก่ Crocs (ฝรั่งเศส) Balla (สเปน) Brixx (โปรตุเกส) Cherries (เยอรมนี) Goldbears (เยอรมนี) Happy Cola (เยอรมนี) Rings (สหราชอาณาจักร/ไอร์แลนด์) และเครื่องบิน ซึ่งเป็นรูปทรงพิเศษสำหรับ Passport Mix โดยเฉพาะ
เรียกได้ว่าเพราะความตั้งใจและความพยายามในการดูแลแบรนด์ จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมHariboถึงเป็นแบรนด์ที่มีอายุมากกว่า 100 ปีที่ได้รับความชื่นชอบเสมอมาตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งจนมาถึงปัจจุบัน
เรื่อง: ภริดา มุทิตาภรณ์
ที่มา:
https://en.wikipedia.org/wiki/Haribo
https://www.haribo.com/en/about-us/history
https://www.theceomagazine.com/business/innovation-technology/haribo-gummy-bears/
–
Website : Marketeeronline.co /




