Work/ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปตามเลขบนหน้าปัดนาฬิกาและวันเดือนปีบนปฏิทิน โดยในโลกการทำงานหลายอย่างก็เปลี่ยนไป

กระตุ้นให้ทุกคนตลาดในแรงงานต้องปรับตัว เช่น ต้องมีทักษะติดต่อสื่อสารกับคนร่วมบริษัท (Soft skill) มากขึ้น

เพราะมีคนถึง 4 รุ่นไล่ตั้งแต่ Babyboom ที่ไม่ยอมเกษียณ ไปจนถึง Gen Z ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ทำงานอยู่ด้วยกัน

โดยมีพัฒนาการก้าวกระโดดของเอไอบีบให้พนักงานทุกรุ่นในบริษัทต้องหมั่นเพิ่มพูนความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยี (Hard skill)

กลับมาที่ช่วงวัยของคนวัยทำงาน โดยแม้ Gen Z เป็นสมาชิกใหม่ในออฟฟิศ แต่ก็มีสัดส่วนมากพอสมควร

จนสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งที่เห็นได้ชัดคือรูปแบบและลักษณะการทำงาน

Gen Z อาจไม่มาเช้าก่อนใคร ๆ ในบริษัท แล้วทำงานต่อไป และกลับบ้านหลังจากที่หัวหน้าเลิกงานกลับบ้านไปแล้ว ตรงข้ามกับคนรุ่นพี่ ๆ ในองค์กรที่เห็นว่า

การมาก่อนกลับหลังถือเป็นการแสดงความขยัน ความทุ่มเท โดยถ้าไปเข้าตาหัวหน้าก็ช่วยเรื่องการเลื่อนขั้น

สาเหตุที่ Gen Z คิดต่างจากรุ่นพี่ ๆ ในเรื่องนี้ เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างการทำงานกับให้เวลากับเรื่องอื่น ๆ ในชีวิต (Work-Life Balance)

และมองว่างานจะสำเร็จลุล่วงเป็นที่น่าพอใจ ถ้าลำดับความสำคัญอยู่เสมอ (Reprioritize) โดยสตาซี่ ฮาลเลอร์ เห็นด้วยกับเรื่องนี้

หัวเรือใหญ่ของ เรซูเม่ บิลเดอร์ บริษัทที่ปรึกษาด้านอาชีพการงานในสหรัฐฯ กล่าวว่า แนวคิด Reprioritize ของ Gen Z ถือเป็นความเปลี่ยนสำคัญในโลกการทำงาน ช่วง 30 ปีมานี้

สตาซี่ ฮาลเลอร์ ให้ทัศนะต่อว่า ในมุมมองของ Gen Z นั้น คนที่อยู่ที่โต๊ะทำงานเกือบตลอด 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือมาก่อนกลับหลัง ไม่ได้ยืนยันว่าจะทำงานดีเสมอไป

เพราะอาจเป็นแค่คนที่อยู่เป็นเท่านั้น เคล็ดลับการทำงานเรื่องนี้ Babyboom, Gen X และ Gen Y ก็สามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน

มองภาพใหญ่: เคล็ดข้อแรกของแนวคิด Reprioritize คือ การมองภาพใหญ่หลังได้รับมอบหมายงานเสมอ เพื่อให้รู้ว่าต้องทำอะไร ใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรบ้าง หรือกำลังคนกี่มากน้อย และกำหนดส่งเมื่อไหร่ 

วางแผนก่อนเสมอ: ถัดมาคือการลำดับความสำคัญของงานแต่ละอย่าง และสิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้ทุ่มเวลาทำงานได้เต็มที่ แต่ก็ไม่มองข้าม Work Life Balance และต้องเผื่อเวลาพัก กันไม่ให้ล้ามากเกินไป

จนส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพงาน โดยการวางแผนยังรวมไปถึงเลือกเข้าประชุมเฉพาะที่สำคัญ พร้อมเหตุผลสมควร เพื่อไม่ให้กวนเวลาทำงานอีกด้วย

กล้าเขียนตอนใหม่ให้ชีวิต: หลังทำงานเสร็จ และผ่อนเกียร์ความคิดให้ว่างเพื่อสมองได้พักผ่อนแล้ว สิ่งที่ควรทำคือการเข้าไปของานใหม่ ๆ จากหัวหน้า และควรเป็นงานที่ท้าทายความสามารถ

หรือยากกว่าเดิมสักเล็กน้อย เพื่อพิสูจน์ฝีมือ และเป็นการส่งสัญญาณให้หัวหน้าได้รู้ว่า คุณเป็นคนที่ทำงานอย่างฉลาด พร้อมลุย พร้อมทำงาน 

ไม่ใช่แค่นั่งให้ครบชั่วโมง ซึ่งหากทำได้ก็จะดีต่อองค์กรด้วย เพราะจะทำให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่พิจารณาเลื่อนขั้นจากผลงาน ไม่ใช่มาก่อน-กลับหลังนาย

แต่จริง ๆ แล้วอาจแค่ปล่อยเวลาให้หมดไป หรือยึดติดกับระบบอาวุโสมากเกินไป จนปิดกั้นไม่ให้คนเก่งรุ่นใหม่ได้ก้าวหน้า

และได้ขึ้นไปเป็นผู้บริหารเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้องค์กรอย่างแท้จริง/cnbc


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer