Trend/มีขึ้นก็ย่อมมีลง มีรุ่งก็ต้องมีร่วง เป็นวงจรปกติในทุกธุรกิจ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นย่อมมีที่มาให้ศึกษาเป็นบทเรียน และยิ่งถ้าเป็นขาลงของทั้งธุรกิจก็ยิ่งเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เช่นที่กำลังเกิดกับธุรกิจแอปหาคู่

เมื่อกลางสิงหาคมที่ผ่านมา Bumble แอปหาคู่สำหรับผู้หญิง เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ของปี 2024 โดยปรากฏว่าลดลงไป 30% จากไตรมาสเดียวกันของปี 2023
ส่วน Match Group เครือบริษัทแอปหาคู่เจ้าของหลายแอป รวมไปถึงแอปดังสุดของวงการอย่าง Tinder เผยว่า จำนวนผู้ใช้ที่จ่ายเงินลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาส 7
เรื่องนี้มีที่มา พร้อมสะท้อนถึงปัญหาลักษณะเดียวกันที่นำมาสู่วิกฤตของธุรกิจนี้อีกด้วย

Bumble เป็นผลมาจากความไม่พอใจหนังโฆษณาที่เล่าถึงหญิงคนหนึ่งที่ผิดหวังในรักและผันตัวไปเป็นแม่ชี แต่สุดท้ายกลับไปพบรักกับชายคนสวนในโบสถ์ สื่อให้เห็นที่สุดไม่ว่าใครต่างก็อยากมีใครสักคน
และการใช้แอป Bumble ทำให้การหาคู่ง่ายขึ้น ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ผู้ที่อยากครองตัวเป็นโสด โดยแกนนำผู้ที่ไม่เห็นด้วยวิจารณ์ว่า นี่เป็นการชี้นำว่า การครองตัวเป็นโสดนั้นเป็นเรื่องผิดแปลก
ทั้งที่ปัจจุบันคนทั่วไปและคนดังอย่าง เลนนี่ คราวิซ แคต ฮีดสัน และ โคลอี้ คาดาเชียน ก็ครองตัวเป็นโสดกันมากขึ้น แม้ในอดีตเป็นคนมีเสน่ห์และมีคนมาสนใจมากก็ตาม

ส่วนในกรณีของ Match Group เกิดจากผลการสำรวจผ่านกลุ่มตัวอย่างที่ว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ที่ไม่ดีในการใช้แอป ไล่ตั้งแต่ไปเจอพวกมิจฉาชีพแฝงตัวมา
รู้สึกไม่ปลอดภัย ไปจนถึงถูกติดตามรบกวนแม้กระทั่งคุกคาม ทั้งที่ตัดสัมพันธ์ผ่านแอปกันไปแล้ว
อีกสาเหตุที่ทำให้ยอดการใช้แอปหาคู่ลดลงจนกระทบผลประกอบการและรายได้ของบรรดาบริษัทแอปหาคู่ เกิดจากผู้ที่เป็นวัยรุ่นหรือ Gen Z หันไปออกเดตแบบเห็นหน้าค่าตากันมากขึ้น
เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสในการเข้าสังคมที่จะนำไปสู่การสานสัมพันธ์ต่อไป ไม่ว่าจะยืดยาวถึงการแต่งงานหรือไม่ และยังสามารถตัดจบความสัมพันธ์ได้เลย

หลังไม่สามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ เนื่องจากแอปหาคู่เป็นช่องทางเดียวการหาคู่ในช่วงโลกติดล็อกดาวน์
สื่ออังกฤษที่นำเรื่องนี้มาตีแผ่รายงานต่ออีกว่า บรรดาคนที่ใช้แอปหาคู่ โดยเฉพาะ Gen Z ต่างเห็นว่า แม้แอปหาคู่จะเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็อยากลองหาคู่ผ่านการพบหน้าค่าตาเช่นกัน
เพราะรู้สึกว่าสามารถกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ได้มากกว่า ไม่ต้องมัวรอว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมาหรือไม่ สามารถตัดความรำคาญเรื่องการแจ้งเตือนของแอป และหมดห่วงเรื่องข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลไปถึงมิจฉาชีพได้อีกด้วย

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นการชี้ว่าแอปหาคู่อยู่ในช่วงขาลง ทั้ง ๆ ที่เมื่อไม่กี่ปีก่อน รุ่งสุด ๆ ยืนยันได้จากตัวเลขรายได้ 1,519 ล้านดอลลาร์ (ราว 51,600 ล้านบาท) ของ Tinder เมื่อปี 2019 คิดเป็นครึ่งหนึ่งของ Match Group ตลอดทั้งปีนั้น

สวนทางกับความซบเซาของธุรกิจทั่วโลก ณ เวลาดังกล่าว และในปี 2021 Bumble เคยเป็นข่าวดัง ด้วยการทำ IPO ได้มากถึง 2,200 ล้านดอลลาร์ (ราว 74,700 ล้านบาท) พร้อมข้อมูลน่าสนใจ ย้ำความสำเร็จของผู้หญิงในแวดวงธุรกิจ
วิตนี่ย์ วูล์ฟเฟ่
และการฟันฝ่าอุปสรรค เพราะ Bumble ที่ก่อตั้งโดย วิตนี่ย์ วูล์ฟเฟ่ ที่เคยถูกเหยียดเพศ และ Bumble เป็นการแยกตัวออกมาจาก Tinder แอปที่ร่วมทำกับอดีตแฟนหนุ่มอีกด้วย
รายงานของสื่ออังกฤษสรุปทิ้งท้ายผ่านทัศนะของกูรูในวงการแพลตฟอร์มว่า แอปหาคู่ยังคงจะอยู่ต่อไป และคงมีแตกแยกย่อยออกไปอีกเรื่อย ๆ ตามรสนิยม ไลฟ์สไตล์ และความสนใจของผู้ใช้
เพราะการหาคู่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเรื่องปกติมานานแล้ว และเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถคัดกรองคนที่อยากสานสัมพันธ์ด้วยได้ดีพอสมควร แต่บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มต้องทำให้ผู้ใช้ใช้ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย
ผ่านประสบการณ์ในการใช้ที่ดีมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะแอปหาคู่ก็สามารถถูกมิจฉาชีพนำไปใช้ล่อลวงและหลอกเอาเงิน ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง และที่เห็นในซีรีส์ The Tinder Swindler ใน Netflix
พร้อมกันนี้ก็ควรเพิ่มคำถามที่จะช่วยตัดสินใจและคัดกรองอย่างวางแผนแต่งงานหรือไม่ ผ่านการแต่งงานมาแล้ว หรือมีลูกหรือไม่ และสูบบุหรี่หรือไม่ เข้าไปด้วยให้มากขึ้น
เพราะที่สุดแล้วการคบหากันของผู้คนก็เป็นเรื่องการเข้ากันได้มากสุด มีหลาย ๆ อย่างเหมือนหรือลงตัวกัน ที่เรียกกันว่าเคมีเข้ากันได้นั่นเอง
ซึ่งหากทำได้ก็ช่วยให้ความสัมพันธ์ยาวนานและแอปหาคู่อันเป็นประตูบานแรกนั้นเป็นประโยชน์ต่อการหาคู่มากที่สุดนั่นเอง/theguardian
–
