เมื่อตอนที่ “วิว-กุลวุฒิ วิทิตศานต์” คว้าเหรียญเงินประวัติศาสตร์ในโอลิมปิก 2024 ชื่อของ “บ้านทองหยอด” ก็กลับมาเป็นไวรัลอีกครั้ง ควบคู่ทั้งคอร์ตแบดฯ และธุรกิจขนมไทย ที่บ้านทองหยอดเป็นหนึ่งในเจ้าใหญ่ของสายหวานในเมืองไทย
การทำธุรกิจขนมไทยกับธุรกิจคอร์ตแบดฯ ที่ดูเหมือนจะไปคนละเส้นทาง แต่ครอบครัว “เงินศรีสุข” กลับสามารถบริหารทั้ง 2 ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้อย่างน่าชื่นชม ทั้ง ๆ ที่พื้นฐาน 2 ธุรกิจนี้แทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย เคล็ดลับที่ครอบครัวนี้สามารถขึ้นแป้นเป็นที่หนึ่งในสนามแข่งขันทั้ง 2 แห่งได้คือ ความขยัน อดทน และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค สิ่งเหล่านี้ได้มาจากการที่พ่อแม่ที่ปลูกฝังให้ลูกเล่นกีฬามาแต่เด็กนั่นเอง
เพราะพ่อแม่ทำธุรกิจ 2 ขาคู่ขนานกันไป คือ โรงงานขนมไทยบ้านทองหยอด และคอร์ตแบดมินตันบ้านทองหยอด เป๊ก ภานุวัฒก์ เงินศรีสุข ลูกชายคนที่ 2 จึงถูกกำหนดให้ต้องรับช่วงดูแลโรงงานขนมไทยจากคุณพ่อ ขณะที่ เป้ ภัททพล เงินศรีสุข พี่ชายต้องดูแลคอร์ตแบดฯ จากคุณแม่
“บ้านผมมีลูก 3 คน พ่อแม่จับเล่นแบดฯ มาตั้งแต่เล็ก พี่เป้และผมเล่นแบดฯ จนติดทีมชาติ แต่พี่เป้ไปทางกีฬาแบดฯ ได้ดีกว่าผม คุณพ่อคุณแม่ดูความเหมาะสมจึงวางตัวให้ผมมาดูแลโรงงานขนมหวานต่อจากท่าน” เป๊ก ภานุวัฒก์ เปรยถึงเหตุผลการตัดสินใจของพ่อแม่ซึ่งเขารับรู้และยอมรับเรื่องนี้มาตลอด
ตระกูลขนมไทย
เป๊ก ภานุวัฒก์ เงินศรีสุข ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีทีวาย ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมไทยในชื่อแบรนด์บ้านทองหยอด เล่าว่า ขนมไทยนั้นซึมซับอยู่ในสายเลือดของเขาฝังแน่นไปถึง DNA เพราะต้นตระกูลตั้งแต่คุณยายก็ทำขนมหวานประเภททองหยิบทองหยอด ฝอยทองและเม็ดขนุน ขายอยู่ย่านวุฒากาศ 53 ส่วนคุณแม่ปุก กมลา ทองกร เป็นลูกคนหนึ่งใน 7 คน แต่ต้องลาออกจากการเรียนตั้งแต่เล็กเพื่อมาช่วยคุณยายทำขนมขาย พอมีครอบครัวคุณแม่ปุกจึงแยกออกมาตั้งโรงงานทำขนมหวานเองในหมู่บ้านเศรษฐกิจ
“ผมเกิดมาก็เห็นคุณพ่อคุณแม่โรยฝอยทองแล้ว พออายุได้ 5-6 ขวบตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนผมมีหน้าที่ตอกไข่แยกไข่ขาวกับไข่แดง หมายความว่าธุรกิจทำขนมไทยนั้นมันซึมซับอยู่ในสายเลือดของผมมาตั้งแต่เด็ก ๆ พอตอนช่วงเทศกาลต่าง ๆ โรงงานเราก็ต้องทำขนมออกมาขายเยอะมากจนทำไม่ทัน ผมก็ต้องมาช่วย”
เพราะรู้หน้าที่ของตัวเองมาตั้งแต่เล็กแล้วว่าเขาจะต้องมารับผิดชอบโรงงานทำขนมหวาน ดังนั้น เป๊ก ภานุวัฒก์ จึงใส่ใจทุกเรื่องของโรงงานขนมหวานเป็นพิเศษ แม้กระทั่งช่วงที่เขาต้องเก็บตัวตอนเป็นนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติ แต่เมื่อถึงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เขาจะรีบกลับบ้านเพื่อมาดูโรงงาน มาดูการผลิต และเช็กยอดขาย อยู่เป็นประจำ
ช่องว่างระหว่าง GEN
จุดเปลี่ยนที่ทำให้เป๊ก ภานุวัฒก์ตัดสินใจวางไม้แบดมินตันลงเพื่อเข้ามาดูแลโรงงานขนมหวานอย่างเต็มตัวเกิดขึ้นในช่วงที่ครอบครัวเขาเริ่มมาจับธุรกิจทั้งทำคอร์ตแบดฯ กับโรงงานขนมไทย และมีปัญหาจนเริ่มไปต่อไม่ไหว
“ตอนนั้นยอดขายขนมหวานเริ่มลดลงไปเรื่อย ๆ คุณพ่อก็เครียดเพราะดูแลโรงงานอยู่คนเดียว ผมเห็นแล้วก็ไม่สบายใจ จำได้วันนั้นกลับมาจากการแข่งที่ประเทศอินเดีย ถึงบ้าน 7 โมงเช้า เห็นคุณพ่อเครียดเรื่องคนงาน ผมก็เลยบอกกับคุณพ่อว่าผมไม่ตีแบดฯ แล้ว จะกลับมาดูแลโรงงานขนม นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้จากนั้นผมก็วางไม้แบดฯ แล้วหันกลับมาช่วยคุณพ่อดูโรงงานอย่างจริงจัง”
เป๊ก ภานุวัฒก์ เข้ามาดูแลโรงงานขนมหวานอย่างเต็มตัวเมื่อตอนอายุ 23 ปี ถึงแม้จะอยู่คลุกคลีกับการทำขนมหวานมาตั้งแต่เด็ก แต่บทเรียนแรกที่เขาต้องรู้ คือ ขนมไทยตระกูลทองนั้นเล่นยากมาก แม้ในสูตรมีเพียง แป้ง ไข่ และน้ำตาล แต่เมื่ออยู่บนไลน์เครื่องจักรการผลิตทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามที่อยากจะให้เป็น แต่เป๊ก ภานุวัฒก์ก็มีคุณพ่อที่อยู่เคียงข้างและพร้อมจะถ่ายทอดความรู้ด้านขนมหวานให้แก่เขาทุกอย่าง
หลังจากเรียนรู้งานกับคุณพ่อมาได้ปีกว่า เขาก็เริ่มมีความคิดอยากจะบินเดี่ยวด้วยตัวเองแล้ว
“ตอนนั้นผมมีไอเดียหลายอย่างที่อยากจะทำแต่ก็ทำไม่ได้ ก็เลยเดินไปบอกคุณพ่อว่าผมขอทำเองทั้งหมดได้ไหม ผมขอเวลาครึ่งปีถ้าผมทำไม่สำเร็จผมจะเลิกทำ ตั้งแต่นั้นคุณพ่อก็ไม่เข้ามาโรงงานอีกเลย แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาแอบมาดูตอนผมนั่งทำงานกับลูกน้องจนถึงตี 2 เมื่อเขาเห็นว่าผมตั้งใจทำงานมาก จากนั้นก็ไม่ได้เข้ามายุ่งอีกเลย”
ต่อจากนั้นมาโรงงานบ้านทองหยอดในการดูแลของผู้บริหารหนุ่มไฟแรง มีการปรับเปลี่ยนมากมาย เขาบอกว่าเป็นการทลายกำแพงเก่าออกแล้วสร้างขึ้นใหม่ตามความคิดของเขา ตั้งแต่การบริหารคน การซื้อวัตถุดิบ ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนสูตรขนมที่เป็นหัวใจของโปรดักส์
แต่นั่นยังไม่ยากเท่ากับอุปสรรคสำคัญคือ “ช่องว่างระหว่าง GEN”
“สิ่งที่ยากก็คือช่องว่างระหว่างวัย คุณพ่อกับผมคนละ GEN ผมก็มีความคิดเป็นของตัวเอง เลยทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน บางครั้งทะเลาะกันจนเราร้องไห้เลย ว่าทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้ เราตั้งใจทำงาน ไม่ใช่เถียงไปเพื่ออยากจะเอาชนะ แต่เราอยากทำให้ดีขึ้นจริง ๆ”
เมื่อความไม่เข้าใจเกิดขึ้นเพราะอยู่กันคนละยุค แต่ความรักของพ่อลูกยังเป็นสายใยที่ทำให้ทุกเรื่องกลับจบลงด้วยดี
“แต่สุดท้ายแล้วเรามาคิดว่าถ้าไม่มีเขาเราจะเดินมาถึงตรงนี้ไม่ได้ ดังนั้น บรรทัดสุดท้ายที่ผมมาถึงตรงนี้ได้ก็เพราะคุณพ่อ พอเราลดกำแพงลง ยอมถอยออกมาก้าวหนึ่ง ตรงนั้นเราก็เห็นคุณพ่อก็ยอมถอยไปก้าวหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือจุดเปลี่ยนที่เรากลับมาทำงานร่วมกันได้”
จุดเปลี่ยนที่โรงงานเกือบไปต่อไม่ได้
หลังจากที่เป๊ก ภานุวัฒก์ เข้ามาบริหารงานเต็มตัวแล้ว กิจการบ้านขนมไทยก็เจริญรุ่งเรืองจนต้องขยายกำลังการผลิตและย้ายไปสร้างโรงงานขนาดใหญ่ที่นครปฐม อยู่มาได้ 4-5 ปีก็เกิดไฟไหม้โรงงานครั้งใหญ่จนแทบจะไม่เหลืออะไรเลย
“ที่บอกว่าเราแน่ เราเก่งเรื่องการบริหาร เราเก่งเรื่องการตลาด เราเก่งเรื่องการผลิต แต่สุดท้ายเราไปตายเรื่องวิศวกรรม เพราะผมขยายโรงงานโดยไม่ได้วางแผนระยะยาวเรื่องความปลอดภัย” เป๊ก ภานุวัฒก์วิเคราะห์สาเหตุของไฟไหม่ที่เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรให้ฟัง
ในวันที่แทบจะล้มลงนั้น เพราะถูกฝึกให้เล่นกีฬามาตั้งแต่เล็ก เขาจึงไม่ยอมแพ้กลับลุกขึ้นมาสู้ใหม่ รวมทั้งคนรอบข้างที่พร้อมจะยื่นมือมาช่วยเหลือเขา
“ณ วันนั้นถ้าพูดตรง ๆ ผมต้องมาทำงานที่ใต้ถุนโรงงาน เอากาละมังที่ไม่โดนไฟไหม้มาล้างทำความสะอาดเอามาใช้งาน คุณพ่อที่เก่งเรื่องงานช่างก็มาช่วยต่อมอเตอร์ทีละเครื่องเพื่อโรยฝอยทอง ส่วนลูกค้าก็น่ารัก ไม่มีใครทิ้งเราเลย”
จากมูลค่าความเสียหายจากไฟไหม้ครั้งนั้นสูงถึง 70-80 ล้านบาท แต่บ้านทองหยอดกลับลุกขึ้นมายืนหยัดได้อย่างรวดเร็วเพราะเป๊ก ภานุวัฒก์เป็นคนมีวินัยในการใช้เงินนั่นเอง
“เหตุการณ์นี้ให้ข้อคิดกับผมคือ วินัยทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญ ผมเห็นคุณแม่กู้เงินมาทำคอร์ตแบดฯ พอเป็นหนี้ก็เครียด ดังนั้น ผมเลยมาคิดว่าถ้าไม่กู้ได้ก็พยายามจะไม่กู้ ขยายเท่าที่ทำได้ ไม่ก้าวกระโดดเกินไป ไม่ใช้เงินเกินตัว ตอนมีรายได้ดีต้องรู้จักเก็บ ดังนั้น พอเจอภาวะอย่างนี้ผมสามารถฟื้นกลับมาได้เร็วเพราะผมมีวินัยในการออม”
“เมย์-วิว บ้านทองหยอด” โมเดลแห่งความสำเร็จ
เมื่อถามถึงธุรกิจโรงเรียนสอนแบดมินตันบ้านทองหยอดที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ณ วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เป๊ก ภาณุวัฒก์ เอ่ยสั้น ๆ ว่า “เคสน้องเมย์เป็นเรื่องดวง แต่จากนั้นมาถึงวิวเป็นเรื่องที่บ้านทองหยอดสร้างขึ้นมาเอง”
โรงเรียนบ้านทองหยอดเริ่มจากกู้เงินสร้างคอร์ตแบดมินตันมาเกือบ 100 ล้าน แต่มีรายได้เพียงเดือนละ 4 แสนบาท จึงทำให้อยู่ในสถานะที่ลำบากมาตลอด บางครั้งเงินขาดมือก็ได้เงินจากโรงงานขนมหวานมาช่วย แต่เหมือนโชคดี เมื่อปี 2013 น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันสังกัดบ้านทองหยอดสามารถคว้าแชมป์โลกมาครอง ทำให้มีสปอนเซอร์มาสนับสนุนจำนวนมาก
“ชัยชนะของน้องเมย์คือจุดเปลี่ยน ทำให้มีเม็ดเงินจากสปอนเซอร์เข้ามาลงทุนมากขึ้น เราเริ่มสร้างนักกีฬาอย่างมีการวางแผนที่เป็นระบบ และในที่สุดก็สามารถร่อนกรวดเพื่อหาเพชรอย่างวิวได้ในเวลาต่อมา”
ในวันนี้ใครที่คิดจะทำธุรกิจโรงเรียนแบดมินตันก็คงต้องคิดหนัก เพราะอาจต้องใช้เงินลงทุนสร้างคอร์ตแบดฯ ถึง 200 ล้านบาท และเพื่อสร้างนักกีฬาให้ก้าวไปสู่แชมป์โลก ยังต้องลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทในการส่งนักกีฬาไปแข่งต่างประเทศเพื่อหาประสบการณ์ สรุปสั้น ๆ ว่าธุรกิจโรงเรียนสอนแบดมินตันนั้นไม่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้
สร้างความยั่งยืนให้บ้านทองหยอด
ในวันที่เป๊ก ภานุวัฒก์เข้ามาบริหารโรงงานบ้านทองหยอดต่อจากคุณพ่อนั้น เขาบอกว่ามีคนงาน 20 คน ผลิตฝอยทองได้วันละ 30 กก. ยอดขายเดือนละ 2 ล้านบาท ปัจจุบันมีคนงาน 300 คน กำลังการผลิตต่อวัน ฝอยทอง 5-7 ตัน, ทองหยอด 7 แสน-1 ล้านเม็ด, เม็ดขนุนวันละ 2 ตัน และทองหยิบวันละ 5 หมื่นดอก ยอดขายปี 2566 อยู่ที่ 200 ล้านบาท คาดการณ์ว่าปีนี้น่าจะมีรายได้ประมาณ 250 ล้านบาท
เคล็ดลับที่ทำให้บ้านทองหยอดเติบโตมาได้ถึงวันนี้เขาบอกว่า “เนื่องจากผมไม่ได้พอใจกับสิ่งที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน เพราะผมมองว่าทุกอย่างยังสามารถพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่องแทบจะไม่มีที่สิ้นสุด”
เริ่มตั้งแต่การหาตลาดใหม่ ๆ มาป้อนโรงงานที่มีกำลังการผลิตสูง จากเดิมที่อาศัยตลาดสดเป็นหลัก ปัจจุบันขนมบ้านทองหยอดผลิตส่งขายให้กับ 3 ตลาดใหญ่ คือ ตลาดสดทั่วประเทศ ร้านอุปกรณ์เบเกอรี่ และ B2B
ซึ่งเป๊ก ภานุวัฒก์มั่นใจว่าขนมหวาน 4 ตัวของเขานั้นทั้งการผลิตและยอดขายอยู่ตัวแล้ว ตอนนี้เขาจึงมุ่งพัฒนา Product Line โดยกำลังพัฒนาสินค้าตัวใหม่ร่วมกับร้าน 7-Eleven ซึ่งเขามองว่าเป็นตลาดใหญ่ที่จะเติบโตไปได้ในอนาคต
และก้าวต่อไปที่เป๊ก ภานุวัฒก์กำลังคิดการใหญ่ คือการเข้าไปพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ “ทุกวันนี้ที่โรงงานใช้ไข่ไก่และไข่เป็ดจำนวนมาก แต่ราคาวัตถุดิบนี้ไม่นิ่ง ตอนนี้ราคาไข่ขึ้นไปสูงมากทำให้กำไรเราหายไปถึง 40%”
ตอนนี้เขาเริ่มทดลองทำฟาร์มเลี้ยงเป็ดจำนวน 7 พันตัว และจะขยายเป็นแสนตัวเพื่อผลิตไข่ป้อนให้กับโรงงานบ้านทองหยอด ถ้าเขาทำสำเร็จจะทำให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน “บ้านทองหยอด” ถือเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากทั้งด้านแบดมินตันที่โด่งดังไกลไปทั่วโลก ส่วนขนมหวานก็มียอดขายทะลุ 200 ล้านบาทไปแล้ว ความสำเร็จทั้งหมดนี้เป๊ก ภานุวัฒก์ บอกว่า “ครอบครัวผมเป็นนักสู้ ด้วยพื้นฐานของการเล่นกีฬา ประกอบกับคุณพ่อกับคุณแม่เป็นตัวอย่างของความขยัน อดทน ไม่มีคำว่ายอมแพ้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมผ่านทุกอุปสรรคไปได้” ♦
–



