Mark & Spencer เปิดประวัติทำความรู้จักห้างสรรพสินค้าชื่อดังของอังกฤษ
เชื่อได้เลยว่าหลายคนต้องเคยได้ยินชื่อ Mark & Spencer (มาร์คส์แอนด์สเปนเซอร์) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ M&S แน่นอน เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้ M&S ได้เปิดร้านอย่างยิ่งใหญ่ในเซ็นทรัลเวิลด์ แต่รู้หรือไม่ว่า M&S เป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่สัญชาติอังกฤษที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1884 โดย Michael Marks (ไมเคิล มาร์คส์) และ Thomas Spencer (โทมัส สเปนเซอร์)
โดยในปี 2023 M&S สร้างรายได้ 364.5 ล้านปอนด์ กำไร 18.5 ล้านปอนด์
ปี 2022 M&S สร้างรายได้ 309 ล้านปอนด์ กำไร 15.7 ล้านปอนด์
และปี 2021 M&S สร้างรายได้ 201.2 ล้านปอนด์ กำไร 10.1 ล้านปอนด์
เรียกได้ว่า M&S เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะโด่งดังแค่ในสหราชอาณาจักรก็ตาม เนื่องจาก M&S เป็นผู้ค้าปลีกข้ามชาติรายใหญ่ของอังกฤษ ซึ่งถึงแม้จะโดดเด่นด้านการขายเสื้อผ้า แต่พวกผลิตภัณฑ์ความงาม ผลิตภัณฑ์บ้าน และผลิตภัณฑ์อาหารต่างก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน
โดย M&S มักให้ความสำคัญกับความสดใหม่และความหรูหราของอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังมีบริการจัดส่งอาหารออนไลน์ผ่านกิจการร่วมค้ากับ Ocado แบรนด์เทคโนโลยีร้านขายของชำ ซึ่งนอกจาก M&S จะขายสินค้าของตัวเองแล้ว ยังมีสินค้าแบรนด์อื่น ๆ อย่างเช่นคอร์นเฟลกของ Kellogg ขายในร้านอีกด้วย
จุดเริ่มต้นของ Mark & Spencer ห้างสรรพสินค้าชื่อดังของอังกฤษ
M&S ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Michael Marks ชาวโปแลนด์ผู้อพยพไปยัง Leed (ลีดส์) ประเทศอังกฤษในช่วงต้นทศวรรษ 1880 และ Thomas Spencer แคชเชียร์ชาวอังกฤษใน Yorkshire (ยอร์กเชียร์)
เริ่มแรก Michael Marks ทำงานให้กับ Barran บริษัทแห่งหนึ่งใน Leed ซึ่งจ้างผู้อพยพชาวยิว ก่อนที่เขาจะได้เจอกับ Isaac Jowitt Dewhirst (ไอแซ็ก โจวิตต์ ดิวเฮิร์สต์) ในปี 1884 และได้ยืมเงิน 5 ปอนด์ในการเปิดร้านแผงลอยเล็ก ๆ ในตลาดเคิร์กเกต หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้เจอกับ Thomas Spencer แคชเชียร์ของ Isaac
หลังจากนั้นในปี 1894 พวกเขาก็ตกลงเป็นหุ้นส่วนกันหลังจาก Michael ได้ซื้อแผงขายของถาวรในตลาดลีดส์ หลังจากนั้นไม่นาน Michael ก็ได้ย้ายกิจการไปที่ตลาดเปิด Birkenhead ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ โดยรวมธุรกิจของเขาเข้ากับ Thomas
ในยุคแรกกิจการของพวกเขามักจะมีป้ายด้านนอกว่าฟรี เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาดูสินค้า และเน้นขายสินค้าในราคาเพนนี จนสามารถดึงดูดลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก
เรียกได้ว่าพวกเขาเริ่มต้นจากการเปิดแผงขายในตลาดไปเรื่อย ๆ จนกิจการมาถึงรุ่นลูก Simon ลูกชายของ Michael Marks ได้วางแผนให้ธุรกิจเติบโตมากยิ่งขึ้นโดยซื้อกิจการตลาดเพนนีในเครืออื่น ๆ เติบโตเป็นอาณาจักรค้าปลีก จากนั้นก็เริ่มมีสินค้าที่หลายหลากมากยิ่งขึ้นจากแค่ของใช้ธรรมดาก็เพิ่มเสื้อผ้าในปี 1926 และอาหารถูกขายตั้งแต่ปี 1931
M&S สร้างชื่อเสียงด้วยนโยบายการขายสินค้าที่ผลิตในอังกฤษ 99% ซึ่งทำให้เข้าสู่ความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ผลิตชาวอังกฤษ นอกจากนี้ M&S ยังยอมรับการคืนสินค้าที่ไม่ต้องการ โดยให้เงินคืนเต็มจำนวนหากแสดงใบเสร็จ ไม่ว่าสินค้าจะถูกซื้อมานานแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับช่วงเวลานั้นอีกด้วย
ส่งผลให้ธุรกิจ M&S ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถเปิดร้านในยุโรปในปี 1975 และ 4 ปีต่อมาก็สามารถเปิดในไอร์แลนด์ได้อย่างรวดเร็ว
แม้จะประสบความสำเร็จแล้ว M&S ก็ยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นหลัก ทั้งได้จัดตั้งแผนกเทคโนโลยีอาหารขึ้น และพนักงานในโรงอาหารจะต้องได้รับการฝึกอบรมด้านสุขอนามัยอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังพัฒนาปรับปรุงคุณภาพอาหารอยู่เสมอ อย่างตอนที่ M&S เริ่มขายเค้กคริสต์มาสและพุดดิ้งคริสต์มาสในปี 1958 ทางแบรนด์ก็ได้จ้าง Nat Goldberg (แนท โกลด์เบิร์ก) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ส่งผลให้เค้กของ M&S ได้ปรับปรุงสูตรใหม่จนได้รับความนิยม
และในช่วงต้นปี 1980 M&S กลายเป็นเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกของอังกฤษที่ขายแซนด์วิชแบบพร้อมรับประทาน ซึ่งได้รับเสียงต้อนรับเป็นอย่างดี และความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจน M&S ต้องหาซัปพลายเออร์เพิ่ม เรียกได้ว่า M&S มีส่วนสำคัญในการทำให้อุตสาหกรรมแซนด์วิชของอังกฤษมีมูลค่า 1 พันล้านปอนด์ภายในปี 1990
นอกจากประเทศบ้านเกิดแล้ว M&S ยังได้ขยายกิจการไปยังต่างประเทศอีกด้วย อย่างเช่นในปี 1973 ที่ M&S ได้ขยายกิจการไปยังแคนาดา ทว่าไม่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ นอกเหนือจากผู้สูงอายุและชาวต่างชาติชาวอังกฤษเป็นหลักได้ ทำให้ M&S ต้องปิดสาขาทั้งหมดของแคนาดาในปี 1999 ลงอย่างน่าเสียดาย
หรือในปี 1988 บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Brooks Brothers ซึ่งเป็นบริษัทเสื้อผ้าสัญชาติอเมริกัน และ Kings Food Markets ซึ่งเป็นเครือข่ายอาหารของสหรัฐอเมริกา ทำให้สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกาได้อย่างไม่ยาก
M&S Food อีกหนึ่งธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม
ธุรกิจอาหารของ M&S เป็นที่รู้จักในด้านคุณภาพที่ยอดเยี่ยมและมีรสชาติอร่อยที่เป็นเอกลักษณ์ จนสามารถครองส่วนแบ่งในตลาดได้มากถึง 3.6%
โดย M&S ได้พัฒนาและปรับปรุงให้อาหารน่าสนใจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของรูปลักษณ์หรือรสชาติก็ตาม และยังร่วมมือ Ocado (โอคาโด) หนึ่งในผู้ค้าปลีกร้านขายของชําออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 2019 เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดส่งให้กับลูกค้ามากกว่า 830,000 รายในสหราชอาณาจักร
ส่วนเหตุผลที่ทำให้ผู้คนชื่นชอบอาหารของ M&S นั่นมาจากคุณภาพและความสดใหม่ เนื่องจาก M&S เป็นที่รู้จักในด้านส่วนผสมคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์มีความสดใหม่อยู่เสมอ รวมไปถึงมีรายการอาหารให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารพร้อมรับประทาน ของว่าง อาหารสด หรืออาหารพิเศษตามฤดูกาล
นอกจากนี้ Mark & Spencer ยังให้ความสำคัญในด้านประสบการณ์ภายในร้านของลูกค้าอีกด้วย โดย M&S มักจะให้สภาพแวดล้อมการช้อปปิ้งเป็นที่น่าพอใจ ด้วยการจัดหมวดหมู่ของผลิตภัณฑ์ให้เป็นระเบียบและเทรนพนักงานให้มีความรู้พร้อมช่วยเหลืออยู่เสมอ
เพราะการพัฒนาและปรับปรุงแบรนด์ให้ก้าวหน้าอยู่เสนอของ M&S จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม M&S ถึงได้รับความนิยมและสามารถครองใจผู้คนมาได้อย่างยาวนาน
เรื่อง: ภริดา มุทิตาภรณ์
อ่านเพิ่มเติม: Marks & Spencer: แบรนด์ค้าปลีกดังอังกฤษพ้นวิกฤต ลุยคัมแบ็กหุ้นทอป 100
ที่มา:
https://corporate.marksandspencer.com/about-us/our-history
https://en.wikipedia.org/wiki/Marks_%26_Spencer
https://www.accountancydaily.co/analysis-retail-ms-crossroads
https://corporate.marksandspencer.com/about-us/our-businesses/food
–
Website : Marketeeronline.co /






