เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เจาะเกมผู้นำตลาดอสังหาฯ ที่ยืนแกร่งท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตด้วย Multi-Asset Class Portfolio เป็นรายแรกของไทย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในไทย หลายคนอาจคุ้นกับภาพของบริษัทที่ “ถนัดบางอย่างเป็นหลัก” บางรายเก่งคอนโด บางรายถนัดบ้าน บางรายแข็งแรงในออฟฟิศหรือรีเทล
สิ่งที่น่าสนใจคือ ขณะที่หลายบริษัทกำลังค่อย ๆ ขยับตัวออกจากกรอบนั้น และพยายามเปลี่ยนตัวเองจาก “ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์” ที่ทำธุรกิจอสังหาฯ เพียงอย่างหนึ่งอย่างเดียว เพื่อปรับตัวเองให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์ตลาดและสภาวะเศรษฐกิจผันผวน แต่ “บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)” คือบริษัทแรก ๆ ที่เดินเกมนี้ไปตั้งแต่ปี 2562 และเป็น “แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกของประเทศไทย”
จากธุรกิจคลังสินค้า สู่ “แพลตฟอร์มอสังหาฯ ครบวงจร”
ย้อนกลับไปจุดตั้งต้นของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เดิมเป็นที่รู้จักในชื่อ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจ “โรงงานและคลังสินค้า” ตั้งแต่ปี 2533 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” ในปี 2562
โดยเป็นหนึ่งในบริษัทย่อยของกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ และในปีเดียวกัน ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GOLD บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย (Residential) และโครงการเชิงพาณิชย์ (Commercial)
ส่งผลให้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย กลายเป็น “แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกในประเทศไทย” โดยมีธุรกิจ 3 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ คือ ที่อยู่อาศัย (Residential), อุตสาหกรรม (Industrial) และพาณิชยกรรม (Commercial Mixed-Use )
Multi-Asset Class Portfolio คือคำตอบท่ามกลางโลกที่คาดเดาไม่ได้
ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทได้บริหารความหลากหลายของพอร์ตให้มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น เพื่อเป็นขุมพลังที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้แข็งแกร่งมากกว่าเดิม
แต่ละกลุ่มธุรกิจของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ถูกออกแบบให้ “ทำงานร่วมกัน” โดยสัดส่วนพอร์ตล่าสุดสะท้อนภาพที่ชัดขึ้น คือ สินทรัพย์ฝั่ง Industrial ขึ้นมาเป็น 50% Residential 40% และ Commercial Mixed-use 10%
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ “บทบาท” ของแต่ละธุรกิจเริ่มชัดขึ้น
กลุ่ม Residential ทำหน้าที่เป็นฐานสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ผ่านพอร์ตสินค้าที่ครอบคลุมหลายเซกเมนต์
ขณะที่กลุ่ม Industrial กลายเป็นแกนหลักของการเติบโตระยะยาว จากภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้ประจำ แต่ยังสะท้อนศักยภาพของธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์การลงทุนด้านอุตสาหกรรมได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ส่วนกลุ่ม Commercial Mixed-Use คือการต่อยอดมูลค่าของทำเลและสินทรัพย์ในระยะยาว ผ่านพอร์ตอาคารสำนักงาน และรีเทล ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสระดับพรีเมียม ที่ช่วยสร้างความมั่นคงของรายได้ และเสริมความแข็งแรงให้ทั้งพอร์ตในวันที่ตลาดผันผวน
นี่ไม่ใช่แค่การ “กระจายความเสี่ยง” แบบทั่วไป แต่คือการออกแบบให้แต่ละธุรกิจ “ช่วยซัพพอร์ตกัน” วันที่อสังหาฯ กลุ่มที่อยู่อาศัยมียอดขายชะลอ รายได้จากโรงงานและคลังสินค้า และนิคมอุตสาหกรรมยังเติบโต วันที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ประจำจากอาคารสำนักงานและรีเทลยังคงอยู่
เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนจาก Diversification ไปสู่ Portfolio Strategy และที่สำคัญกว่านั้น โมเดลนี้ทำให้ผลประกอบการของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ยังคงเติบโตท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย โดยในปี 2568 ที่ผ่านมามีรายได้รวม 14,686 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,455 ล้านบาท

เมื่อ “Industrial” เป็นแกนหลักของการเติบโตระยะยาว
หนึ่งในภาพที่ชัดที่สุดของการเปลี่ยนเกม คือการเติบโตของธุรกิจ Industrial & Logistics พื้นที่ภายใต้การบริหารแตะ 3.8 ล้านตารางเมตร และกำลังจะขยายสู่ 4 ล้านตารางเมตร จาก pipeline เพิ่มอีกหลายโครงการ
คำถามคือ ทำไมธุรกิจนี้ถึงถูกดันขึ้นมาเป็น “แกนหลัก” คำตอบอยู่ที่เพราะเล็งเห็นถึงดีมานด์ตลาดอสังหาฯ อุตสาหกรรมมากขึ้นจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นผลจากการปรับโครงสร้าง Supply Chain ด้วยประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันการลงทุนเข้ามาในอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศไทย
ที่น่าสนใจคือเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ไม่ได้มีแค่ธุรกิจโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า แต่ได้ขยับไปสู่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ผ่านโปรเจกต์ ARAYA-The Eastern Gateway บนพื้นที่กว่า 4,600 ไร่ ซึ่งถูกวางให้เป็นมากกว่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม แต่เป็น ระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจร
โดยสิ่งที่ต่างจากนิคมอุตสาหกรรมแบบเดิมคือ ไม่ได้ขายแค่ที่ดินหรือโรงงาน แต่ขาย “ความพร้อมในการเติบโต” ผ่านการผสานการบริหารจัดการพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน รองรับกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve

เกมใหญ่ของ CBD เมื่อ “ทำเล” ต้องถูกออกแบบใหม่
อีกหนึ่งการเปลี่ยนสำคัญ คือฝั่ง Commercial mixed-use ที่เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ได้อัปเกรดสเกลผ่านการผสานการดำเนินงานกับ One Bangkok และ The PARQ ซึ่งไม่ได้แค่เพิ่ม Asset แต่เปลี่ยน “ขนาดของเกม” จากการบริหารอาคารสู่การบริหาร “ย่านเศรษฐกิจ”
ปัจจุบันออฟฟิศและรีเทลของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทยมีพื้นที่รวมกว่า 1.846 ล้านตร.ม. ซึ่งเป็นพอร์ตโฟลิโออสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “ขนาด” แต่คือ “ตำแหน่ง” โครงการส่วนใหญ่อยู่บนแกน CBD ที่เชื่อมต่อระบบขนส่งหลัก BTS และ MRT ทั้ง Park Ventures, Sathorn Square,FYI Center, Samyan Mitrtown, Silom Edge และล่าสุดกับ One Bangkok รวมถึง The PARQ นั่นทำให้สามารถ “ครอง flow ของคน” ได้

Residential ธุรกิจที่ต้อง “นิ่งให้ได้” ในวันที่ตลาดไม่นิ่ง
ธุรกิจที่อยู่อาศัยของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ ประเทศไทย ครอบคลุมทั้งแนวราบและแนวสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า
กลุ่มแนวราบมีทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกระดับราคา
โดยมี แกรนดิโอ (Grandio) เป็นแบรนด์เรือธง พร้อมด้วยแบรนด์ใหม่ โกลดีน่า (Goldina), กูธ์เธ่ (Gute’), แกรมเมอร์ (Gramour) ที่เปิดตัวเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา
ปี 2569 มีเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย มีแผนเปิด 4 โครงการใหม่ เป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมพรีเมียมรวมมูลค่า 7,300 ล้านบาท
ขณะที่กลุ่มแนวสูง ได้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมอย่างแบรนด์ ONE89 wireless, EI8HTEEN SEVEN และ KLOS
จาก “Developer” สู่ “Real Estate Platform” ตัวจริง
ถ้ามองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า สิ่งที่ทำให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย แตกต่าง ไม่ได้อยู่แค่การมีพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลาย แต่คือการเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มองเห็นความสำคัญของการสร้าง Multi-Asset Class Portfolio มาตั้งแต่ช่วงที่ตลาดอสังหาฯ ไทยยังแข่งขันกันเป็นรายเซกเมนต์
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ค่อย ๆ สะสมทั้งประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และการต่อยอดธุรกิจจากอุตสาหกรรมหนึ่งสู่อีกอุตสาหกรรมหนึ่ง จนเกิดเป็นพอร์ตที่ครอบคลุมทั้งที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน และรีเทล ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถรักษาสมดุลของรายได้ และรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ดีกว่าธุรกิจที่พึ่งพารายได้เพียงด้านเดียว
ขณะเดียวกัน การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย Frasers Property Limited ยังทำให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ไม่ได้เติบโตเพียงในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ แต่เป็นแบรนด์ระดับสากลที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมาตรฐานการพัฒนาโครงการอสังหา จากตลาดต่างประเทศ ทั้งเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป และจีน ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถมองเกมอสังหาฯ ได้ไกลกว่า “การพัฒนาโครงการ” แบบเดิม
ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เต็มไปด้วยความผันผวน สิ่งที่พิสูจน์ความแข็งแกร่งของธุรกิจ อาจไม่ใช่การเติบโตเร็วที่สุดในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คือการวางพอร์ตให้พร้อมรับทุกวัฏจักรของเศรษฐกิจ และสามารถยืนระยะได้ในระยะยาว
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ “มาก่อนกาล” ของเกม Multi-Asset Class Portfolio ในตลาดอสังหาฯ ไทย และยังคงรักษาความแข็งแกร่งของพอร์ตได้ แม้ในวันที่ตลาดไม่ง่ายเหมือนเดิม
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
