Work / ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และผู้คนอายุยืนขึ้น ส่งผลต่อเนื่องในหลาย ๆ เรื่อง ต่อชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นทำให้สังคมการทำงานในบริษัทต่าง ๆ เต็มไปด้วยคนหลายรุ่น ไล่ตั้งแต่ Gen Z ที่เพิ่งเริ่มทำงาน จนถึง Gen B หรือ Babyboomer ที่ยังไม่ยอมเกษียณ
ผลสืบเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว คือ การบริหารความสัมพันธ์เพื่อให้คนต่างรุ่นอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น เป็น Soft Skill ที่สำคัญมากในโลกการทำงานยุคนี้ เพราะเมื่ออยากรู้เรื่องอดีต Gen Z ก็อาจต้องขอความช่วยเหลือจาก Gen B หรือในทางตรงกันข้าม เมื่อต้องการได้ข้อมูลเทคโนโลยีสมัยใหม่ Gen B ก็อาจต้องพึ่ง Gen Z
หนึ่งในวิธีที่สามารถใช้ได้ในคนทุกรุ่น คือ การปรับเปลี่ยนนิสัยให้เป็นนิสัยดี เพราะเมื่อเป็นคนนิสัยดีทุกคนในบริษัทก็ย่อมยินดีให้ความช่วยเหลือ

อยู่กับปัจจุบัน: คนนิสัยดีประเภทแรกที่สามารถครองใจเพื่อนร่วมออฟฟิศได้ทุกรุ่นคือ คือคนที่อยู่กับปัจจุบัน ไม่ผูกใจเจ็บหรือยึดติดกับเรื่องในอดีต ขณะเดียวกันก็ไม่กังวลต่ออนาคตจนไม่เป็นอันทำอะไร
คนที่อยู่กับปัจจุบันจะอยู่กับบทสนทนาเสมอ และพร้อมช่วยเหลือเท่าที่ตนทำได้ คู่สนทนาจึงอุ่นใจว่าตัวเองมีค่า และเมื่อเขาหรือเธอเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอความช่วยเหลือขึ้นมาบ้าง อีกฝ่ายก็ย่อมตอบรับและช่วยเหลืออย่างเต็มใจ
แบ่งปันความดีความชอบเรื่องงาน: คนนิสัยดีประเภทที่ 2 ซึ่งคนทุกรุ่นในบริษัท ตั้งแต่รุ่นใหม่อย่าง Gen Z ไปจนถึงรุ่นใหญ่อย่าง Gen B ยินดีช่วยเหลือเรื่องงานคือ คนที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ยึดแต่เอาดีเข้าตัว
หรือยินดียกเครคิตให้เพื่อนในทีมเมื่องานออกมาดี ในทางตรงกันข้ามก็กล้ายอมรับความผิดแทนคนในกลุ่มเมื่อพลาดขึ้นมา โดยนี่ถือเป็นคุณสมบัติที่ควรมีอย่างยิ่งกับพนักงานทุกระดับของบริษัท เพราะช่วยให้ความสัมพันธ์ในทีมดี
ขณะเดียวกันยังเป็นเหตุผลว่าทำไม หัวหน้าที่ยกความดีความชอบให้ลูกน้องหรือคนในทีมอยู่เสมอ และยืดอกรับความผิดพลาดแทน จึงทั้งได้ใจลูกน้องและขยับเลื่อนตำแหน่งได้เร็วอีกด้วย
ตอบรับสัญญาณขอความช่วยเหลือ: บริษัทถือเป็นสังคมรูปแบบหนึ่ง เพราะคนหลายประเภทอยู่ร่วมกัน ดังนั้น เมื่อคนที่เก็บตัว ไม่ค่อยมีปากมีเสียง หรือ Introvert จึงไม่พูดออกมาให้เห็น และเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา
นี่จึงทำให้คนในบริษัทต้องสังเกตเอาเองว่า Introvert คนนั้นกำลังเหงื่อตกกับปัญหาและต้องได้รับความช่วยเหลือ โดยคนจับสัญญาณเอสโอเอสดังกล่าวได้ และยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจึงถือเป็นคนนิสัยดีในองค์กรเช่นกัน
ไม่เบื่อเมื่อต้องรับบทผู้ฟัง: คนนิสัยดีประเภทต่อมาที่จะเป็นคนโปรดของเพื่อน ๆ ร่วมองค์กร คือคนที่เป็นผู้ฟังที่ดี ด้วยการฟังอย่างตั้งใจ ไม่แสดงอาการเบื่อหน่ายให้เห็น รู้ว่าเมื่อใดควรถามกลับ และมีมารยาทในการตัดบทสนทนา
แม้พูดกลับไปน้อย แต่แสดงออกให้รู้ว่าได้ยินผู้พูดอย่างแท้จริง ก็เพียงพอแล้ว เพราะบางครั้งผู้พูดอาจต้องการแค่ระบาย
หากคุณเป็นผู้ฟังที่ดี ก็อุ่นใจได้เลยว่า คนอื่นจะตอบรับสัญญาณเอสโอเอสของคุณเช่นกัน ไม่ว่าเป้าหมายของเอสโอเอสนั้น จะเป็นแค่การระบายเพื่อลดความเครียด หรือถึงขั้นเป็นรหัสแดงที่ต้องการความช่วยเหลือโดยด่วน
ไม่เอาแต่นั่งนิ่งยามเกิดดราม่า: คนนิสัยดีอีกประเภทที่ได้ใจคนในบริษัทไม่ว่าเป็นรุ่นไหน คือ คนที่กล้าลุกขึ้นยืนพูดความจริงเมื่อเกิดดราม่า แม้ความจริงดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่กระทบใจบางฝ่ายก็ตาม
เพราะความกล้าแบบนี้ถือเป็นการเตือนสติสังคม ไม่ให้โอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งเกินไป ลดอคติแบบเหมารวม และสะกิดให้คู่ขัดแย้งกลับมามองอีกฝ่ายด้วยใจที่เป็นธรรมหรือเห็นอกเห็นใจ ซึ่งที่สุดอาจทำให้สามารถเคลียร์ใจจนคลายความขัดแย้งได้
แม้การเป็นคนนิสัยดีด้วยการกล้าเตือนสติคนในองค์กร อาจต้องแลกมากับที่คนบางกลุ่มไม่ชอบหน้า หรือถึงขั้นประกาศตั้งเป็นศัตรู แต่ก็อุ่นใจได้เลยว่าคนที่อยู่ข้างเดียวกันก็พร้อมช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และช่วยอย่างเต็มใจด้วย หากคนนิสัยดีคนนี้เกิดปัญหา
กล้าเปิดเผยตัวตน: คนนิสัยดีประเภทสุดท้ายในออฟฟิศ คือคนที่กล้าเปิดเผยตัวตน ไม่ว่าเพศสภาพ ภูมิหลังทางครอบครัว เชื้อชาติ หรือแม้กระทั่งจุดยืนทางการเมือง
เจ วิคเตอร์ แมคไกวร์ ผู้ก่อตั้ง Coaching for Everyone บริษัทที่ปรึกษาให้กับคนผิวดำ ชนกลุ่มน้อย และผู้มีผิวสีต่าง ๆ ในสหรัฐฯ หรือ BIPOC กล่าวว่า ผู้ที่กล้าเปิดเผยตัวตนจะได้รับการยอมรับมากขึ้น เพราะคนในองค์กรจะมองว่าเป็นคนเปิดเผย โปร่งใส และกล้ายืนหยัดเพื่อคนในกลุ่มเดียวกัน
อันจะช่วยให้การขอความร่วมมือในการงานต่าง ๆ และความช่วยเหลือใดก็ตาม เป็นได้ง่ายขึ้น ♦/ fastcompany
–
