ปัจจุบันทั้งนักลงทุน นักท่องเที่ยว หนุ่มสาวที่กำลังมองหางานดี ๆ ทำ แม้แต่นักคิดนักเขียน คนทำงานเชิงสร้างสรรค์ ต่างพากันหลั่งไหลไปอาศัยและทำมาหากิน กระจุกตัวกันอยู่ในเมืองใหญ่ 4 เมือง ได้แก่ ปักกิ่ง ที่เป็นทั้งเมืองหลวง และศูนย์กลางความเจริญของจีน  เซี่ยงไฮ้ เส้นเลือดใหญ่ศูนย์กลางทางการเงิน เซินเจิ้น ที่มาพร้อมกับฉายา ซิลิคอน วัลเลย์แห่งเมืองจีน คลาคล่ำไปด้วยบริษัทเทคฯ ระดับโลกมากมาย และกว่างโจวที่เป็นศูนย์กลางการส่งออกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

4 เมืองนี้ได้รับการขนานนามจากรัฐบาลจีนว่าเป็น “เมืองชั้นหนึ่ง” หรือ First Tier City  ด้วยปัจจัยด้านจำนวนประชากร บริการสาธารณะที่เหนือกว่าเมืองอื่น ๆ โครงสร้างพื้นฐานอันทันสมัย แต่ทว่าในปีหน้า 2025 เริ่มมีข่าวว่ารัฐบาลจีนต้องการผลักดันให้เมืองระดับเทียร์ 2, 3 หรือเมืองเล็ก ๆ อื่น ๆ ของจีนกลายเป็นศูนย์กลางในหลาย ๆ ด้านเพื่อผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศที่เริ่มจะเจอทางตัน ซึ่งก็เป็นที่น่าสนใจว่า ในลิสต์ที่รัฐบาลเตรียมผลักดันจะมีเมืองอะไรบ้าง แล้วแต่ละเมืองมีจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างไร พอจะทำให้จีนมีโอกาสดัน GDP ให้โตไปมากกว่านี้หรือไม่ ติดตามจากบทความนี้

ระบบการจัดเทียร์ (ระดับ) เมืองของจีนคืออะไร?

ระบบระดับเมืองของจีน เป็นการจำแนกเมืองในประเทศจีน 613 เมือง ออกเป็นลำดับชั้น นักวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดเกรดเมืองแต่ละเมือง จะใช้ระบบนี้เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ระดับรายได้ การเมืองท้องถิ่น และแนวโน้มการเติบโตภายในท้องที่นั้น ๆ เพื่อช่วยปรับกลยุทธ์และนโยบายให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทสภาพสังคมของแต่ละเมือง

ระบบการจัดระดับเมืองถูกกำหนดโดยปัจจัยหลายปัจจัย ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ (GDP) โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และขนาดประชากร อย่างไรก็ตาม ระบบการจัดระดับเมืองไม่ใช่จัดแล้วจัดเลย แต่ละเมืองมีสิทธิ์ไต่อันดับขึ้นไปหรือร่วงลงมาได้เมื่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

โดยระบบการจัดระดับเมืองในประเทศจีนมีทั้งหมดด้วยกัน 4 ระดับ โดย “1” คือระดับสูงสุด และ “3” คือระดับต่ำสุด ได้แก่

ระดับ 1 (เทียร์ 1)

ระดับ 1 ใหม่ (เทียร์ 1 ที่เพิ่งได้รับการยกระดับเข้ามาใหม่)

ระดับ 2 (เทียร์ 2)

ระดับ 3 (เทียร์ 3)

ตัวอย่างการจัดอันดับเมืองต่าง ๆ ของจีนที่เกิดขึ้นในปี 2022: Bluente

เมืองชั้น 1

การที่เมืองใดในจีนจะได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองชั้น 1 ของประเทศจีน จะต้องมีคาแรกเตอร์ คือ ต้องเป็นศูนย์กลางเมืองที่มีการพัฒนามากที่สุดในประเทศ มีลักษณะเด่นที่ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ มีความสำคัญทางการเมือง และมาตรฐานการครองชีพที่สูง ซึ่ง ณ ปี 2024 เมืองที่ได้รับการจัดให้อยู่ในระดับ มืองชั้นหนึ่ง มีด้วยกัน 4 เมือง ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และกว่างโจว โดยจุดเด่นและความสำคัญของแต่ละเมือง มีดังต่อไปนี้

ปักกิ่ง (Beijing)

มหานครปักกิ่งเมืองหลวงของจีน: Wikipedia

 

นอกจากจะเป็นเมืองหลวงของประเทศจีนแล้ว ปักกิ่งยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการศึกษาที่สำคัญ (มหาวิทยาลัยชิงหัว รั้งอันดับ 14 จากทั้งหมด 1,000 การจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก) โดยมีส่วนสนับสนุนต่อ GDP ของจีนอย่างมาก และเป็นที่ตั้งของบริษัทข้ามชาติและสถาบันของรัฐจำนวนมาก

เซี่ยงไฮ้ (Shanghai)

ภาพสิ่งก่อสร้างของเมืองเซี่ยงไฮ้ แสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองและการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของจีน: Global Times

 

เซี่ยงไฮ้มักถูกมองว่าเป็นเมืองหลวงทางการเงินของจีน เพราะเป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และธนาคารจำนวนมาก เศรษฐกิจของเซี่ยงไฮ้มีความหลากหลาย โดยมีจุดแข็งในด้านการเงิน การค้า การขนส่ง และเทคโนโลยี

ไม่เพียงเท่านั้น เซี่ยงไฮ้ยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและชาวต่างชาติ และตึกรามบ้านช่องและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ของเซี่ยงไฮ้ยังแสดงให้เห็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ควบคู่ไปกับอาคารประวัติศาสตร์ และที่เซี่ยงไฮ้ก็มีระบบรถไฟใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และพร้อมทั้งสนามบินที่มีการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นระบบสามารถอำนวยความสะดวกในการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ นับว่าเซี่ยงไฮ้มีความพร้อมในทุก ๆ ด้านสำหรับการเป็นเมืองเทียร์ 1 จริง ๆ

เซินเจิ้น (Shenzhen)

เซินเจิ้น ได้ชื่อว่าเป็น เมืองหลวงแห่งเทคโนโลยี และรู้จักกันในอีกชื่อ คือ ซิลิคอนวัลเลย์ของจีน เป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ อย่าง Alibaba Group  Huawei Tencent Baidu  Bytedance

 

เดิมทีเซินเจิ้นเป็นหมู่บ้านชาวประมง ต่อมาได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นมหานครที่คึกคักในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ เนื่องจากมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ เซินเจิ้นเป็นตัวอย่างที่ดีของการขยายตัวของเมืองและการใช้ชีวิตที่ทันสมัย

 

บริษัทเทคฯ ระดับโลกที่มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซินเจิ้น: Exactimo

 

จุดที่ทำให้เซินเจิ้นได้รับสมญานามว่าเป็น ซิลิคอนวัลเลย์ของจีน ก็เพราะเซินเจิ้นมีระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการเติบโตของผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บ่มเพาะสตาร์ตอัป (Startup Incubator) บริษัทเงินทุน (Venture Capital) นโยบายจากภาครัฐ สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ทำให้ เซินเจิ้น เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ดึงดูดคนเก่ง ๆ เข้ามาทำงานและอยู่อาศัย ส่งผลให้เศรษฐกิจของเซินเจิ้นถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

กวางโจว (Guangzhou)

ความสวยงามของเมืองกวางโจวในฐานะประตูการค้าที่สำคัญของจีน:  Metalocus

 

กวางโจว เป็นที่รู้จักในฐานะ ประตูการแห่งการค้า กวางโจวเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของจีน กวางโจวมีบทบาทสำคัญในการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Canton Fair ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลัก ๆ เศรษฐกิจของกว่างโจวเติบโตจากภาคการผลิต การเงิน และโลจิสติกส์ โดยยังคงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น

ปัญหาของเมืองชั้น 1

ถึงแม้ว่าปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งให้ทั้ง 4 เมืองเป็นเมืองชั้น 1 จะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่ทว่ามันก็ยังมีปัญหาที่เกิดกับเมืองชั้นหนึ่งอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงประชาชนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถซื้อได้ โดยราคาบ้านใน 4 เมืองเอก เฉลี่ยมักจะสูงกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรถึงกว่า 30-40 เท่า

นอกจากนี้ ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองเหล่านี้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ เหตุมาจากที่ว่าบริษัทหลายแห่งให้พนักงานทำงานแบบ “9.00-21.00 น.จำนวน  6 วันต่อสัปดาห์”

ไม่เพียงเท่านั้นเมืองชั้นหนึ่งของประเทศจีน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว ต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อความน่าอยู่อาศัย ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว แรงกดดันทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ไม่ว่าจะเป็น

ค่าครองชีพที่สูง ค่าครองชีพในเมืองชั้นหนึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก บวกกับราคาอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างสูงเกินเอื้อม ทำให้ไม่น่าดึงดูดใจทั้งสำหรับผู้อยู่อาศัยในปัจจุบันและผู้ที่อาจย้ายถิ่นฐานเข้ามา ตัวอย่างเช่น อพาร์ตเมนต์ในใจกลางเซี่ยงไฮ้อาจมีราคาสูงกว่าอพาร์ตเมนต์ในเมืองชั้นรองใกล้เคียง เช่น อู๋ซีถึง 3 เท่า ความตึงเครียดทางการเงินเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดกระแสการย้ายถิ่นฐานย้อนกลับ ซึ่งผู้คนย้ายจากมหานครเหล่านี้ไปยังเมืองชั้นรองที่ราคาไม่แพง

ความไม่มั่นคงของตลาดงาน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเลิกจ้างจำนวนมากและการเติบโตของงานที่หยุดชะงัก ส่งผลให้ประชากรในเมืองเหล่านี้ลดลง การระบาดของโควิดทำให้แนวโน้มการลดลงของตำแหน่งงานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้อยู่อาศัยจำนวนมากแสวงหาโอกาสการจ้างงานที่มั่นคงกว่าในที่อื่น

จำนวนประชากรที่มากเกินจนบริการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานเริ่มรองรับไม่ไหว  เมืองชั้นหนึ่งกำลังประสบกับความหนาแน่นของประชากรอย่างมาก นำไปสู่ความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ จำนวนประชากรที่มากขึ้นจนเกือบจะล้นส่งผลให้มีความต้องการที่อยู่อาศัย การขนส่ง และบริการด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามักจะไม่เพียงพอ แม้ว่าเมืองเหล่านี้จะดึงดูดผู้มีความสามารถเนื่องจากโอกาสในการทำงานและบริการที่ดีกว่า แต่ประชากรที่มากเกินไปอาจทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ตึงตัวได้

ข้อจำกัดของระบบทะเบียนบ้าน ระบบทะเบียนบ้าน (Hukou System) จำกัดการเข้าถึงบริการสาธารณะสำหรับผู้ย้ายถิ่นฐานในเมืองชั้นหนึ่ง คนงานจำนวนมากที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเมืองเหล่านี้อาจไม่สามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพหรือการศึกษาสำหรับบุตรหลานของตนได้ ซึ่งจำกัดคุณภาพชีวิตของพวกเขา และกระตุ้นให้พวกเขาพิจารณาย้ายไปยังเมืองเล็ก ๆ ที่มีข้อจำกัดด้านทะเบียนบ้านที่เข้มงวดน้อยกว่า

ความแตกต่างในภูมิภาคที่กว้างขึ้น  ช่องว่างระหว่างเมืองชั้นหนึ่งและเมืองชั้นรองกำลังเพิ่มขึ้น ในขณะที่เมืองชั้นหนึ่งยังคงดึงดูดประขากรที่มีความรู้ความสามารถในระดับสูง ซึ่งต่างจากเมืองรองเกิดเป็นช่องว่างที่รัฐบาลกำลังพยายามส่งเสริมการพัฒนาในเมืองชั้นสองและชั้นสามผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ความพยายามนี้มุ่งหวังที่จะบรรเทาความกดดันบางส่วนในศูนย์กลางเมืองใหญ่ แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเนื่องจากความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ

เมืองรองที่น่าจับตามอง

เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองรอง หรือ เมืองเทียร์ 2 ในประเทศจีนโดยทั่วไปจะมีประชากรตั้งแต่ 3 ถึง 15 ล้านคน และมี GDP อยู่ระหว่าง 68,000 ถึง 300,000 ล้านดอลลาร์ และส่วนใหญ่เมืองเหล่านี้จะเป็นเมืองหลวงของมณฑลหรือเขตย่อย และมักเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค การที่เมืองเหล่านี้กลายเป็นทางเลือกที่น่าดึงดูดสำหรับเมืองชั้นหนึ่งเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ชนชั้นกลางที่ขยายตัว และโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการปรับปรุง

ส่วนเมืองเทียร์ 3  ส่วนใหญ่จะเป็นเมืองขนาดเล็กที่มีประชากรน้อยกว่า 3 ล้านคน มีลักษณะเฉพาะคือมีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเมืองระดับสูงกว่า แต่ก็มีศักยภาพที่จะเติบโตได้ในอนาคตถ้าได้รับการส่งเสริม (พูดง่ายว่า มีความพร้อมที่จะโตแล้ว รอเพียงการส่งเสริมอย่างเหมาะสม)

เมืองรองหลาย ๆ เมืองที่อยู่ในระดับ 2 หรือระดับ 3 หลาย ๆ เมือง กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ทัดเทียมกับเมืองชั้น 1  จุดเด่นของเมืองรองคือ ราคาที่อยู่อาศัยที่ค่อนข้างถูกกว่าเมืองชั้น 1 หลายเท่าตัว แถมเรื่องสวัสดิภาพแรงงานก็ดีกว่า ด้วยจำนวนชั่วโมงการทำงานที่น้อยกว่า ค่าครองชีพที่ถูกกว่าไม่ได้เป็นตัวกดดันแรงงาน เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องสำคัญที่คนทำงานให้ความสำคัญ

ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองรองระดับ 2 และ 3 ส่วนใหญ่ก็จะมีค่าเฉลี่ยดีกว่าเมืองอื่น ๆ ของประเทศ (ที่อยู่ระดับต่ำลงไป) และเมื่อพิจารณาตามมาตรฐานประเทศตะวันตกแล้ว เมืองเหล่านี้หลาย ๆ เมืองมีมาตรฐานดีกว่าเมืองในชาติตะวันตกเสียอีก หลาย ๆ เมืองมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน และยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม เมืองชั้น 1 อย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ จำนวนประชากรกลับกำลังหดตัวลง

ในปี 2025 ผู้บริโภคในเมืองเล็ก ๆ จะเป็นผู้ที่สามารถทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากค่าครองชีพที่ต่ำลง ผู้บริโภคจึงสามารถจ่ายเงินซื้อของได้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ร้านกาแฟและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจะผุดขึ้นตามท้องถนนในเมืองเล็ก ๆ บริษัท Yum China ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิ์ดำเนินการเครือร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง KFC วางแผนที่จะเปิดสาขาใหม่อีกหลายพันสาขาภายในปี 2026 โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งจะอยู่ในเมืองเล็กๆ

ในปี 2025  เมืองเล็ก ๆ จะดึงดูดคนหนุ่มสาวได้มากขึ้น จากผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าพนักงานออฟฟิศชาวจีนเริ่มเบื่อหน่ายกับงานประจำมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงฤดูร้อน นักศึกษา 12 ล้านคนจะสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของจีน หลายคนจะมองหางาน แต่ไม่ใช่ในเมืองเทียร์ 1 อย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ แต่กลับเป็นเมืองรองอย่าง ฉางซา และหนานจิง

เยาวชนที่มีความสามารถจะช่วยให้เมืองเล็ก ๆ ของจีนพัฒนาเทคโนโลยีได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เมืองเหอเฟย ซึ่งเคยเป็นเมืองเล็ก ๆ ในมณฑลอานฮุยทางตะวันออกของจีน ซึ่งในปัจจุบันเมืองเหอเฟยมีภาคส่วนเทคโนโลยีที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก โดยมีอุตสาหกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น การผลิตขั้นสูง เทคโนโลยีชีวภาพ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเงินลงทุนจากรัฐบาลและบริษัทเอกชน นอกจากนี้ ในปี 2025 รัฐบาลจีนมีแผนที่จะมุ่งเน้นการพัฒนา “เศรษฐกิจระดับต่ำ” หรือ “low-altitude economy” มากขึ้น  ซึ่งคำว่า low-altitude economy เป็นคำที่จีนนิยมใช้เรียกโดรนส่งของและแท็กซี่บินได้

นอกจากข้อดีในแง่เศรษฐกิจและการพัฒนาปัจจัยด้านวัตถุแล้ว เมืองเล็ก ๆ ยังมีข้อได้เปรียบเมืองใหญ่ในแง่บรรยากาศและความสบายกว่า  ยกตัวอย่าง เฉิงตู เมืองทางตะวันตกเฉียงใต้มีชื่อเสียงในเรื่องร้านน้ำชา วิถีชีวิตสบาย ๆ และดนตรีที่ต่อต้านวัฒนธรรม เมืองนี้ดึงดูดคนหนุ่มสาวที่มีแนวคิดเสรีนิยมจากเมืองระดับบนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เบื้องหลังประตูที่ปิดสนิท บางคนอาจระบายความคับข้องใจเกี่ยวกับการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นพื้นที่หนึ่งที่อำนาจสูงสุดของเมืองหลวงอย่างปักกิ่งยังคงไม่มีใครท้าทาย

สาเหตุที่รัฐบาลจีนต้องการที่จะส่งเสริมเมืองเล็ก ๆ เพื่อบรรเทาแรงกดดันในการที่ต้องเติบโตของเมืองชั้นหนึ่งและส่งเสริมการพัฒนาภูมิภาคที่สมดุล และลดช่องว่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเมืองใหญ่และเมืองเล็ก ส่วนเมืองรองที่คาดว่ารัฐบาลจีนจะทำการโปรโมตให้กลายเป็นเมือง New First-Tier ได้แก่

1. หนานจิง (Nanjing)

เมืองหนานจิง: Jumeirah

 

หนานจิง เมืองหลวงของมณฑลเจียงซู เป็นเมืองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางสำคัญในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี เมืองนี้จึงมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และยานยนต์ ด้วยประชากรประมาณ 9.3 ล้านคน เมืองนี้จึงเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากมาย หนานจิงมีชื่อเสียงในด้านมรดกทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่า โดยเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์จีนหลายราชวงศ์ และมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่น่าประทับใจ เช่น สุสานราชวงศ์หมิงและหอรำลึกการสังหารหมู่หนานจิง ที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างดีทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่สำคัญในจีนตะวันออก

จุดเด่นของเมืองหนานจิง

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจ หนานจิงมี GDP ต่อหัวเกิน 18,000 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าเมืองชั้นหนึ่งหลาย ๆ เมือง
  • ศูนย์กลางการศึกษา เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง อาทิ Nanjing University , Nanjing Medical University, Nanjing University of Science and Technology ดึงดูดผู้มีความสามารถและส่งเสริมนวัตกรรม
  • การขนส่ง เชื่อมต่อได้ดีด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้สามารถเดินทางจากเซี่ยงไฮ้และเมืองใหญ่ ๆ อื่น ๆ ได้

 

2. ซูโจว (Suzhou)

เมืองซูโจว: Wikipedia

 

ซูโจวตั้งอยู่ในมณฑลเจียงซู มีชื่อเสียงด้านสวนคลาสสิกและมักถูกเรียกว่า “เวนิสแห่งตะวันออก” ในด้านเศรษฐกิจ เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรที่มีความแม่นยำ เมืองนี้มีประชากรประมาณ 10.7 ล้านคน และเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีที่เจริญรุ่งเรือง สวนอุตสาหกรรมซูโจวเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญที่ดึงดูดบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก เมืองนี้มีความสมดุลระหว่างวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม สวนคลาสสิกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก และการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้อย่างไม่เหมือนใคร ความใกล้ชิดกับเซี่ยงไฮ้และโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่ยอดเยี่ยมทำให้เมืองเติบโตอย่างรวดเร็วและมีความสำคัญในระดับนานาชาติ

จุดเด่นของซูโจว

  • การพัฒนาอุตสาหกรรม ซูโจวเป็นเมืองที่มีภาคการผลิตที่แข็งแกร่งและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
  • มรดกทางวัฒนธรรม อุดมไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดใจสำหรับการท่องเที่ยว
  • มาตรฐานการครองชีพ มีคุณภาพชีวิตที่ดีพร้อมที่อยู่อาศัยราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับเมืองชั้นหนึ่ง

 

3. เมืองอู๋ซี (Wuxi)

เมืองอู๋ซี: CGTN

 

เมืองอู๋ซีตั้งอยู่ในมณฑลเจียงซูทางตอนใต้ เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาและเป็นที่รู้จักในด้านการผลิตและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ด้วยประชากรประมาณ 6.5 ล้านคน เมืองนี้ได้เปลี่ยนจากฐานอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมมาเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) คลาวด์คอมพิวติ้ง และการผลิตอัจฉริยะ เมืองนี้เป็นที่ตั้งของเขตเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งชาติอู๋ซี ซึ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก อู๋ซีโดดเด่นเป็นพิเศษในด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของจีน เมืองนี้ยังมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม รวมทั้งทะเลสาบไท่หู ซึ่งทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์ดึงดูดทั้งในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว

จุดเด่นของเมืองอู๋ซี

  • ค่าครองชีพ ราคาอสังหาริมทรัพย์ต่ำกว่าเซี่ยงไฮ้อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ดึงดูดผู้อยู่อาศัยใหม่ได้
  • โอกาสในการจ้างงาน การเติบโตของอุตสาหกรรมในช่วงไม่นานมานี้ส่งผลให้มีโอกาสในการจ้างงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและการผลิต
  • สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับครอบครัว สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษาที่ได้รับการปรับปรุงดึงดูดครอบครัวที่แสวงหาโอกาสที่ดีกว่าสำหรับบุตรหลานของตน

 

4. ซีอาน (Xi’an)

เมืองซีอาน: Wild Great Wall Adventure

 

ซีอาน เมืองหลวงของมณฑลส่านซี เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของจีน และเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญ เป็นที่ตั้งของกองทัพทหารดินเผาที่มีชื่อเสียงระดับโลก และเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางสายไหมโบราณ ด้วยประชากรประมาณ 12.9 ล้านคน ซีอานได้พัฒนาภาคส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมอย่างรวดเร็ว เมืองนี้มีอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง มีสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยจำนวนมาก การเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองได้รับแรงผลักดันจากความคิดริเริ่มของรัฐบาลในการพัฒนาเมืองให้เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและการศึกษา ซีอานผสมผสานมรดกทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่าเข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป็นการผสมผสานที่น่าสนใจระหว่างวัฒนธรรมโบราณและนวัตกรรมร่วมสมัย

จุดเด่นของเมืองซีอาน

  • ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นเมืองหลวงโบราณแห่งหนึ่งของจีน จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักวิชาการ
  • การลงทุนทางวัฒนธรรม รัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น
  • ภาคเทคโนโลยีเกิดใหม่ เน้นที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสตาร์ตอัปมากขึ้น

 

5. เหอเฟย (Hefei)

เมืองเหอเฟย: South China Morning Post

 

เมืองเหอเฟย เป็นเมืองหลวงของมณฑลอานฮุย เหอเฟยได้กลายมาเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่สำคัญ ด้วยประชากรราว 8 ล้านคน เมืองนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ และการผลิตขั้นสูง เหอเฟยเป็นที่ตั้งของเขตพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคแห่งชาติเหอเฟย และดึงดูดบริษัทใหญ่ ๆ เช่น Nio (ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า) และบริษัทเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ เมืองนี้ได้พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างแข็งขัน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและการมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมไฮเทคทำให้เหอเฟยโดดเด่นในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์ด้านเทคโนโลยีของจีน

จุดเด่นของเมืองเหอเฟย

  • การวิจัยและนวัตกรรม เป็นที่ตั้งของสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
  • การสนับสนุนจากรัฐบาล ได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่สำคัญในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมือง
  • การใช้ชีวิตที่เอื้อมถึง ค่าครองชีพต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเขตมหานครขนาดใหญ่

 

6. ฉางชา (Changsha)

เมืองฉางชา: CGTN

 

ฉางซา เมืองหลวงของมณฑลหูหนาน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สำคัญในภาคกลางของจีน เมืองแห่งนี้มีประชากรประมาณ 8 ล้านคน และมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในด้านการผลิต โดยเฉพาะในด้านอุปกรณ์โทรคมนาคม การผลิตยานยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เมืองแห่งนี้เป็นบ้านเกิดของเหมาเจ๋อตุง และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก เมืองฉางซาได้ลงทุนอย่างหนักในด้านนวัตกรรม โดยเน้นไปที่ปัญญาประดิษฐ์ การผลิตอัจฉริยะ และเทคโนโลยีชีวภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เมืองแห่งนี้ยังกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญ โดยมีมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยสำคัญหลายแห่ง ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในภาคกลางของจีนและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการปรับปรุงทำให้เมืองนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดใจสำหรับการลงทุนและการพัฒนาด้านเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ

จุดเด่นของเมืองฉางชา

  • การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลที่เอื้ออำนวย
  • ความมีชีวิตชีวาทางวัฒนธรรม มีชื่อเสียงในด้านศิลปะที่มีชีวิตชีวาและอาหารรสเลิศ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดใจให้กับเมืองแห่งนี้ในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการอยู่อาศัย
  • ความหลากหลายทางเศรษฐกิจ การผสมผสานระหว่างอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมกับบริการสมัยใหม่ช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ

 

7. ตงกวน (Dongguan)

เมืองตงกวน: South China Morning Post

 

เมืองตงกวนตั้งอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง เป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญ มักเรียกกันว่า “โรงงานของโลก” ด้วยประชากรประมาณ 8.4 ล้านคน เมืองแห่งนี้ได้เปลี่ยนจากฐานการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปเป็นศูนย์กลางการผลิตที่มีเทคโนโลยีสูงและก้าวหน้ามากขึ้น เมืองนี้มีบทบาทสำคัญในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงและมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออกของจีน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองตงกวนมุ่งเน้นไปที่การยกระดับความสามารถทางอุตสาหกรรม การลงทุนด้านหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เมืองนี้มีตำแหน่งที่ไม่เหมือนใครในฐานะสะพานเชื่อมระหว่างการผลิตแบบดั้งเดิมและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในอนาคต โดยปรับตัวให้เข้ากับพลวัตทางเศรษฐกิจระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

จุดเด่นของเมืองตงกวน

  • แหล่งผลิตที่สำคัญ เป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางการผลิตหลักที่มีฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย
  • ที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ความใกล้ชิดกับเมืองกว่างโจวและเซินเจิ้นช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจและการขนส่ง
  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน  การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในการขนส่งและสิ่งอำนวยความสะดวกในเมืองช่วยสนับสนุนการเติบโต

 

รัฐบาลเริ่มดันเมืองรอง

รัฐบาลจีนได้ดำเนินการตามมาตรการส่งเสริมหลายประการเพื่อส่งเสริมการขยายตัวของเมืองและสนับสนุนการพัฒนาเมืองขนาดเล็ก มาตรการเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ กระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น และอำนวยความสะดวกในการบูรณาการประชากรในชนบทเข้ากับเขตเมือง ต่อไปนี้คือมาตรการส่งเสริมที่สำคัญที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยมาตรการโปรโมตเมืองรองให้มีศักยภาพเติบโตเป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจ เบื้องต้น ประกอบไปด้วย

การขยายตัวของเมืองที่เน้นที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราการขยายตัวของเมืองของผู้อยู่อาศัยถาวรให้เกือบ 70% ภายในห้าปี โดยเน้นที่การสนับสนุนแรงงานอพยพจากชนบทในการตั้งถิ่นฐานในเขตเมือง 1

การพัฒนาการจ้างงานและทักษะ

มาตรการต่าง ๆ ได้แก่ การขยายช่องทางการจ้างงานและเพิ่มประสิทธิภาพบริการการจ้างงาน ซึ่งมีความสำคัญต่อการบูรณาการแรงงานอพยพจากชนบทเข้ากับตลาดงานในเขตเมือง นอกจากนี้ รัฐบาลยังกำลังปรับปรุงการฝึกอบรมทักษะเพื่อปรับปรุงการจ้างงาน

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

มีการจัดสรรเงินทุนจำนวนมากสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการก่อสร้าง “เมืองฟองน้ำ” ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการน้ำฝนและปรับปรุงความสามารถในการฟื้นตัวของเมือง ตัวอย่างเช่น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 (2021-2025) จะมีการลงทุน 60,000 ล้านหยวน (ประมาณ 8,410 ล้านดอลลาร์) ในโครงการเหล่านี้

การสนับสนุนทางการเงิน

รัฐบาลกลางได้จัดสรรพันธบัตรแห่งชาติจำนวนมาก (140,000 ล้านหยวน) เพื่อสนับสนุนเมืองสำคัญในการปรับปรุงความสามารถในการระบายน้ำและควบคุมน้ำท่วมในเขตเมือง ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

การส่งเสริมกลยุทธ์การพัฒนาภูมิภาค

รัฐบาลจีนกำลังดำเนินการตามกลยุทธ์การพัฒนาภูมิภาคที่สำคัญซึ่งมุ่งเป้าไปที่การสร้างสมดุลให้กับการเติบโตในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการบูรณาการการขนส่งระหว่างเมืองและการเพิ่มการเชื่อมต่อภายในกลุ่มเมือง

การสนับสนุนรัฐบาลท้องถิ่น

รัฐบาลท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนให้เร่งออกพันธบัตรเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษเพื่อระดมทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและปรับปรุงบริการสาธารณะ

เน้นที่ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม

กำลังมีความพยายามเพิ่มมาตรการป้องกันและควบคุมมลพิษ เพื่อให้แน่ใจว่าการขยายตัวของเมืองจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม

โครงการริเริ่มการสื่อสารระหว่างประเทศ

เมืองต่าง ๆ กำลังได้รับการสนับสนุนให้ปรับปรุงโพรไฟล์ระหว่างประเทศของตนผ่านศูนย์การสื่อสารที่ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นและดึงดูดผู้มีความสามารถจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกในต่างประเทศ


เรื่อง: ณัฐศกรณ์ แสงลับ


อ้างอิง

https://www.economist.com/china/2024/06/06/watch-out-beijing-chinas-second-tier-cities-are-on-the-up

https://www.economist.com/the-world-ahead/2024/11/20/which-are-chinas-cities-of-the-future

https://www.4icu.org/cn/beijing/

https://foreignpolicy.com/2023/01/22/china-xi-xiongan-future-city/

https://www.bluente.com/post/introduction-to-city-tiers-in-china

https://www.smartcitiesdive.com/ex/sustainablecitiescollective/shrinking-gap-between-china-s-first-tier-cities-and-other-cities/211151/

https://english.ckgsb.edu.cn/knowledge/article/the-rise-of-chinas-smaller-cities/

https://english.www.gov.cn/policies/policywatch/202408/03/content_WS66ad8acfc6d0868f4e8e9b66.html


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer