สิ้นปีเหมือนเวลาของหนังม้วนหนึ่งกำลังเดินทางมาถึงตอนจบ ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่รู้สึกเครียด วิตกกังวล เพราะรู้สึกว่าเวลาช่างเดินไว ยังไม่ทำจะได้เริ่มต้นทำอะไรก็หมดไปอีกปีแล้ว หลายสิ่งที่ตั้งใจไว้กลับยังไม่ทันได้ลงมือ จนรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้แพ้อีกปี
แล้วจะรับมือกับความรู้สึกนี้อย่างไรดี เพื่อรักษาหัวใจของเราไม่ให้ดิ่ง จบบทชีวิตในปีนี้ไปด้วยความรู้สึกขี้แพ้อีกเช่นเคย
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตของ Lyra Health ได้ออกมาแนะแนวทางสำหรับให้คุณจบปีได้อย่างแข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพลังงานที่ดี
#1 มองเป้าหมายให้เหมือนการเดินทาง
เป้าหมายที่เราลิสต์ไว้ถึงมันจะยังไม่บรรลุ แต่ไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว ให้ไตร่ตรองถึงเป้าหมายเหล่านั้นด้วยความเมตตาและเห็นอกเห็นใจตนเอง ตัวอย่างเช่น คุณตั้งใจไว้ว่าจะออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4 ครั้ง แต่ทำไม่ได้ครบตามนั้น แต่แทนที่จะโฟกัสการไม่ได้ทำ ให้ลองเปลี่ยนมุมมองว่า เมื่อก่อนคุณอาจจะไม่เคยไปยิมเลยสักวัน แต่ครั้งนี้ไปเพิ่มขึ้นตั้ง 2 วันต่อสัปดาห์ ถือว่าคุณมีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นแล้ว
#2 อย่ามองว่าปีใหม่เป็นเส้นตาย
หลายคนมักทึกทักเอาเองว่าปีใหม่เราจะต้องเริ่มทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการเริ่มต้นใหม่ ทั้งที่จริงแล้วการเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองทำได้ทุกวัน วันไหนก็ได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นวันแรกของเดือน สัปดาห์แรกของปี
การมองแบบนี้จะช่วยบรรเทาความรู้สึกว่าคุณไม่มีเวลาเหลือให้ทำอะไรทันหมดปี จำไว้ว่าเวลาที่ดีคือเวลาที่เหมาะสม
#3 เช็กลิสต์สิ่งที่ตั้งใจจะทำอีกครั้ง
แทนที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไม่ได้ทำ ให้หันไปมองว่าเราใช้เวลาไปทำประโยชน์กับเรื่องไหน นั่นก็ยังถือว่าเป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าเช่นกัน ตัวอย่างเช่น คุณอาจไม่บรรลุเป้าหมายในอาชีพการงาน แต่ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่าทุกปี จึงอาจต้องลองประเมินเป้าหมายอีกครั้งว่าถึงไม่ได้ทำข้อนี้ แต่เราได้ทำอะไรทดแทนไป
ในทางกลับกัน ถ้าเราประเมินลิสต์เป้าหมายแล้ว พบว่าตัวเองใช้เวลาหมดไปกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ จนทำให้ไม่มีเวลาไปทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ เป็นเวลาที่ดีที่จะไตร่ตรอง แล้วหาทางแก้ไข ปรับโฟกัส
#4 ติ๊กถูกรายการ “สิ่งที่ทำเสร็จแล้ว”
แทนที่จะโฟกัสแต่สิ่งที่คุณไม่ได้ทำ ให้ลองสร้าง ‘รายการสิ่งที่ทำสำเร็จแล้ว’ เพื่อให้เห็นถึงความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ของตัวเอง
พึงระลึกไว้ว่า ‘ความสมบูรณ์แบบ’ มักหลอกล่อให้เราตั้งมาตรฐานที่สูงเกินจริง พอไปไม่ถึงจุดนั้นก็จะหงุดหงิด เครียด จนสั่งสมเป็นปัญหาสุขภาพ การให้เครดิตกับตัวเองบ้าง จะช่วยให้คุณมีแรงบันดาลใจในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อไป ไม่จำเป็นว่าชีวิตจะต้องเป็นกราฟที่พุ่งสูงชัน ขอแค่เราก้าวหน้าจากวันก่อนก็พอ
#5 เฉลิมฉลองการเติบโต
ลองถามคำถามกับตัวเอง เช่น ‘ตัวเราในตอนนี้แตกต่างจากตอนต้นปีอย่างไร’ เข้มแข็งขึ้น อดทนเก่งขึ้น คิดก่อนพูดมากขึ้น
หรือ ‘ปีนี้เราเจออุปสรรคอะไรไปบ้าง แล้วตอนนั้นเราจัดการกับมันอย่างไร’ ชื่นชมตัวเองที่รับมือได้เก่งขึ้น สุขุมขึ้นกว่าเดิม
การชื่นชมตัวเองเช่นนี้จะทำให้เราสังเกตเห็นสิ่งดี ๆ ในตัวเอง แล้วคุณจะรักตนเองมากขึ้น
#6 เดินหน้าต่อไป
Keep calm and Carry on คำนี้ใช้ได้ทุกโอกาส ไม่ว่าปีนี้คุณจะพลาดอะไรไป ก็ขอให้เดินหน้าต่อไป ทิ้งทุกความรู้สึกผิด เสียใจ เสียดาย ไว้ข้างหลัง แล้วเดินหน้าต่อ
#7 Say No กับสิ่งที่ทำให้เสียเวลา
หัดปฏิเสธสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์กับเรา ในเมื่อเรารู้แล้วว่าปีหนึ่งกะพริบตาแวบเดียวก็หมดปีแล้ว ดังนั้น จึงควรใช้เวลาทุกวันให้คุ้มค่าที่สุด หากต้องเจอสถานการณ์ที่ Toxic ก็ให้รีบพาตัวเองออกมาโดยไว อย่าไปฝืนทน ชีวิตเราสั้นเกินกว่าจะทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ
ตัวอย่าง ขีดเส้นให้ชัดว่างานใดอยู่นอกขอบเขตความรับผิดชอบของเรา ก็ไม่ต้องรับมาทำ เพราะจะแย่งเวลาชีวิตเรา
#8 ถอดปลั๊กตัวเอง ตั้งค่ากลับสู่โรงงาน
สมองกับหัวใจที่ต้องรับเรื่องราวนานามาตลอดทั้งปี ก็ไม่ต่างจากเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ที่ควรมีการล้างความจำ เซตอัประบบใหม่ เพื่อให้เครื่องพร้อมรับสิ่งใหม่ในปีต่อไป ลองถอดปลั๊กตัวคุณออก ถอยห่างจากงานบ้าง อยู่กับตัวเองสักวัน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจที่เราใช้งานมาจนบอบช้ำได้หยุดพัก
#9 ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง
การดูแลตัวเองโดยไม่รู้สึกผิดเป็นสิ่งสำคัญ คนส่วนใหญ่มีงานให้ต้องจัดการหลายอย่างพร้อมกัน จึงมองว่าการแบ่งเวลาไปดูแลตัวเองนั้นเป็นการใช้เวลาอย่างฟุ่มเฟือย จะทำเล็บก็ดี ทำสีผม ช้อปปิ้งเสื้อผ้าใหม่ก็ดี ล้วนเป็นสิ่งเสียเวลาทำมาหากิน ทั้งที่จริงแล้วการบำรุงสุขภาพกาย อารมณ์ จิตใจ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะล้วนแล้วแต่อาศัยสิ่งนี้ในการหาเงิน
อาจไม่ได้มีเพียงแค่ด้านเสริมความงาม แต่การกลับมาให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารมีประโยชน์ ทำสมาธิออกกำลังกาย ก็ถือเป็นการดูแลตัวเองที่ควรทำ
ใจดีกับตัวเองเช่นเดียวกับที่ใจดีกับผู้อื่น และให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมาเป็นอันดับแรก แม้ว่าตลอดปีมานี้เราจะหลงทางไปบ้าง แต่จำไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่เคยมีคำว่าสายและเวลาที่เหมาะสมที่สุด คือ ตอนนี้
–
