มาม่า ถือเป็น Generic Name ที่ใครๆ ต่างเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

เห็นได้จากเวลาเพื่อนชวนกินมาม่า แต่มีบ่อยครั้งที่ในมือถือไวไว ยำยำ นิชชิน และอื่นๆ ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านยำ มีเมนูมาม่า แต่ในร้านกลับเป็นแบรนด์อื่นด้วยเช่นกัน

แม้มาม่าจะไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์เดียวที่คนไทยซื้อทาน

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาม่าคือแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในตลาดรวม จนเกิดการสื่อสารขายขิงในเฟซบุ๊กเพจ MamaLover ของตัวเองผ่าน #แวะกินยี่ห้ออื่นบ้างนะงับ พร้อมเปลี่ยนรูปโพไฟล์เพจตัวเองเป็นโลโก้ไวไว ด้วยเหตุผลอยากให้เกิดสีสัน กระตุ้นตลาด ผ่านความคิดสร้างสรรค์

จากข้อมูลรายงานประจำปี บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพบว่า ในแต่ละปีมาม่าครองส่วนแบ่งตลาดรวมเกือบครึ่งของตลาดทั้งหมด

 

ปี 2564 ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย (ไม่รวมเส้นหมี่ วุ้นเส้น และอื่นๆ) มูลค่ารวม 15,720 ล้านบาท ลดลง มาม่ามีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 47.1%

ปี 2565 มูลค่า 16,104 ล้านบาท มาม่ามีส่วนแบ่งตลาด 47.9%

ปี 2566 มูลค่า 19,754 ล้านบาท มาม่ามีส่วนแบ่งตลาด 48.8%

ปี 2567 มูลค่า 21,388 ล้านบาท มาม่ามีส่วนแบ่งตลาด 48.6%

 

ซึ่งถ้ามองไปที่ตลาด Instant Noodles ทั้งหมด ที่ประกอบด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูปอื่นๆ ข้อมูลจาก บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ไม่มีการเปิดเผยถึงส่วนแบ่งตลาดรวมทั้งหมด

ส่วนตลาดรวม Instant Noodles มีการเติบโตดังนี้

ปี 2563  มูลค่าตลาด 17,241 ล้านบาท

ปี 2564  มูลค่าตลาด 16,637 ล้านบาท

ปี 2565  มูลค่าตลาด 17,106 ล้านบาท

ปี 2566  มูลค่าตลาด 21,045 ล้านบาท

ปี 2567  มูลค่าตลาด 22,778 ล้านบาท

 

และการเติบโตของตลาด Instant Noodles เป็นการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี อ้างอิงจาก World Instant Noodles Association พบว่า

ปี 2563  ไทยบริโภค Instant Noodles ต่อปี 3,713 ล้านเสิร์ฟ

ปี 2564  บริโภค 3,630 ล้านเสิร์ฟ

ปี 2565  บริโภค 3,866 ล้านเสิร์ฟ

ปี 2566  บริโภค 3,952 ล้านเสิร์ฟ

ปี 2567  บริโภค 4,080 ล้านเสิร์ฟ

ซึ่งการบริโภค Instant Noodles ของไทยติดอันดับที่ 9 ของประเทศทั่วโลกที่มีการบริโภคสูงสุดต่อเนื่องหลายปี และในปีที่ผ่านมา อัตราการบริโภคของไทยเริ่มไล่ตามเกาหลีใต้ ประเทศอันดับที่ 8 เพียงแค่ 18 ล้านซอง เท่านั้น โดยเกาหลีใต้มีการบริโภคที่ 4,098 ล้านเสิร์ฟ

ส่วนการบริโภคเฉลี่ยต่อคนต่อปีในปีที่ผ่านมาไทยติดอันดับ 3 ของโลก ด้วยอัตราเฉลี่ย 58 เสิร์ฟ ต่อคนต่อปี เป็นรองเพียงเวียดนาม และเกาหลีใต้ ที่บริโภคเฉลี่ย 81 และ 79 ต่อคนต่อปี ตามลำดับ

และการบริโภคของคนไทย เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มีการบริโภคเฉลี่ยต่อคนต่อปี 55 เสิร์ฟ

ทำให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีโอกาสการเติบโตอีกมากที่เกิดจากอัตราการบริโภคที่สูงอย่างต่อเนื่อง และเป็นตลาดที่มีความท้าทายในการแข่งขันจากคู่แข่งในประเทศไทย และแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น เกาหลี เวียดนาม  ที่ต่างลงเล่นตลาดผ่านกลยุทธ์ในแบบฉบับของตัวเอง

อย่างเช่นในปีนี้ มาม่า เน้นการออกรสชาติใหม่ ในส่วนของมาม่า OK ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ในกลุ่มพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง เพราะเซ็กเมนต์พรีเมียมเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งแตกต่างจากเซ็กเมนต์แมสที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่มที่มีเงินในกระเป๋าไม่เพียงพอ

นอกจากนี้กลุ่มพรีเมียมยังเป็นกลุ่มที่สร้างสีสันให้กับแบรนด์ผ่านรสชาติและการสื่อสารเข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z  และเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์แย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลี ที่มีราคาจำหน่ายต่อเสิร์ฟสูงกว่าให้กลับมาเป็นลูกค้ามาม่าอีกทางหนึ่ง

 

ยำยำ เน้นการตลาดผลักดันยอดจำหน่าย และภาพลักษณ์แบรนด์ผ่านกิจกรรม T-Pop ซึ่งเป็นหนึ่งในการดึงอารมณ์ร่วมของแฟน T-Pop ไปกับแบรนด์ เช่นการเป็นผู้สนับสนุนงาน Love Fest Thailand BOY ALOHA, Gotcha Pop Concert ครั้งที่ 3, มหกรรมกีฬาสี OLYMPOP

รวมถึงเข้าร่วมสนับสนุนโครงการสำหรับเหล่าเยาวชนนักบิด เพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ไวไว มีแผนออกรสชาติใหม่ในกลุ่มพรีเมียม พร้อมทำตลาดผ่านแคมเปญไวไว Wow ที่จะเปิดตัวในอนาคต และการเปิดตัวของไวไว Wow โดย Marketeer มองว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งที่มาม่า เลือกเปลี่ยนรูปโพไฟล์เพจตัวเองเป็นรูปไวไวเพื่อช่วยโปรโมทแบรนด์อีกทางหนึ่ง

นงชิม กรุ๊ป แบรนด์รามยอนจากเกาหลี วางแผนบุกตลาดไทยอย่างจริงจัง จากการมองเห็นโอกาสที่คนรุ่นใหม่เปิดรับอาหารและซีรีส์เกาหลี และมองหาสินค้าที่มีคุณภาพ

ในปีที่ผ่านมานงชิม กรุ๊ป มีการเติบโตในประเทศไทยมากกว่า 10% โดยมีกลุ่ม Shin Ramyun และ Jay Fai SHIN Ramyun Stir Fry Tom Yum Flavour ที่จับมือร่วมกับเจ้ใฝ เป็นสินค้าหลักที่ช่วยผลักดันยอดจำหน่าย

ส่วนในปีนี้นงชิม เปิดตัว SHIN Ramyun Toomba รามยอนครีมชีสรสเผ็ด ที่ทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคไทย

และคาดหวังว่า SHIN Ramyun Toomba จะประสบความสำเร็จด้วยยอดขายได้กว่า 1,200 ล้านบาท จากยอดขายรวมของนงชิมในประเทศไทยที่คาดการณ์ว่าจะสามารถปิดรายได้ 12,000 ล้านบาท ในปีนี้

 

แล้วคุณล่ะเลือก แบรนด์ไหน


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer