ขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกลับมาคึกคักอีกครั้ง ญี่ปุ่นได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ยิ่งค่าเงินเยนอ่อนตัวมากเท่าไหร่ สินค้าและบริการของญี่ปุ่นก็ยิ่งดึงดูดใจนักเดินทางจากทั่วโลกมากขึ้น
แต่ท่ามกลางเสียงเฉลิมฉลองยอดขายสูงลิ่วของร้านค้าและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ รัฐบาลญี่ปุ่นกลับเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของ “ระบบปลอดภาษี” หรือ Tax Free ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่เคยเป็นแรงจูงใจหลักในการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
เหตุผลก็คือสิ่งที่เคยเป็นเครื่องมือส่งเสริมการท่องเที่ยวนั้น กำลังกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจในหลายด้าน
.
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดจากพรรครัฐบาลญี่ปุ่นอย่าง Liberal Democratic Party (LDP) ที่ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเลิกหรือปรับปรุงระบบ Tax Free อย่างจริงจัง โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต
ปัญหาสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการฉ้อโกงภาษี นักท่องเที่ยวบางรายซื้อสินค้าปลอดภาษีจำนวนมากแล้วนำไปขายต่อในประเทศ โดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ต้องนำสินค้าออกนอกญี่ปุ่น ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มในระดับสูง
จากข้อมูลปี 2024 พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายรวมกว่า 2.4 ล้านล้านเยนในการช้อปปิ้ง ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลญี่ปุ่นอาจสูญเสียรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มสูงถึง 240,000 ล้านเยน โดยไม่ได้ผลตอบแทนที่ชัดเจนกลับมา
สมาชิกคณะทำงานมองว่าค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงมีแรงจูงใจเพียงพอในการดึงดูดนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว การใช้ระบบปลอดภาษีจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป และญี่ปุ่นควรเลิกพึ่งพากลยุทธ์ “ราคาถูก” เป็นจุดขายหลัก
ประเด็นสำคัญอีกข้อคือการกระจายผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียม ร้านค้าขนาดใหญ่และห้างหรูในเมืองใหญ่ได้ประโยชน์จากระบบนี้เต็มที่ ขณะที่ธุรกิจท้องถิ่นในต่างจังหวัดแทบไม่ได้รับประโยชน์ จึงยากที่จะบอกว่าระบบนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคหรือสร้างงานอย่างแท้จริง
โดยระบบ Tax Free ในปัจจุบันมีช่องโหว่ที่ง่ายต่อการละเมิดกฎเกณฑ์ เดิมทีนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าปลอดภาษีตั้งแต่ 5,000 เยนขึ้นไปต้องนำสินค้าออกจากญี่ปุ่น และมีระบบดิจิทัลของศุลกากรตรวจสอบ
แต่ข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม 2022 ถึงเมษายน 2024 พบว่ามีนักท่องเที่ยวกว่า 690 คนที่ใช้จ่ายเงินมากกว่า 100 ล้านเยนในการซื้อสินค้าปลอดภาษี และกว่า 90% ของคนกลุ่มนี้เดินทางออกนอกประเทศได้โดยไม่มีการตรวจสอบเพิ่มเติม แม้จะไม่มีสินค้าติดตัวก็ตาม
ที่สำคัญกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังสะท้อนความรู้สึกของประชาชนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่ารัฐบาลให้สิทธิพิเศษแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากเกินไป ในขณะที่ค่าครองชีพของคนในประเทศยังสูงขึ้นเรื่อยๆ และรายได้ไม่ได้เติบโตตามไปด้วย
.
สถานการณ์นี้ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอระบบใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป ภายใต้ระบบใหม่ นักท่องเที่ยวจะต้องจ่ายภาษีเต็มจำนวนก่อน จากนั้นจึงไปขอคืนภาษีที่สนามบินหลังผ่านการตรวจสอบจากศุลกากร คล้ายกับระบบที่ใช้ในยุโรปอย่างอิตาลีหรือฝรั่งเศส
ระบบใหม่นี้ย่อมสร้างความท้าทายใหม่ เช่น การจัดการคิวและปัญหาความแออัดที่สนามบิน ซึ่งอาจส่งผลต่อประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และเพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่และโครงสร้างพื้นฐานในสนามบิน
.
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ถูกใจทุกฝ่าย โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่พึ่งพาระบบ Tax Free อย่างหนัก โดยในปีที่ผ่านมา รายได้จากสินค้าปลอดภาษีของห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่นเพิ่มสูงถึง 86% หรือประมาณ 640,000 ล้านเยน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 11% ของรายได้รวม
การยกเลิกระบบนี้จึงหมายถึงการสูญเสียรายได้ก้อนใหญ่ ในขณะที่การแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้หรือไต้หวันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
Masahiro Ohmoto รองประธานสมาคมร้านค้าปลอดภาษีของญี่ปุ่น เตือนว่าหากญี่ปุ่นยกเลิกระบบนี้ นักท่องเที่ยวก็จะเลือกไปใช้เงินในประเทศอื่นแทน เพราะไม่ว่าอย่างไรนักท่องเที่ยวก็ต้องใช้เงินอยู่ดี เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่เท่านั้น
.
ท้ายที่สุด การเตรียมยกเลิกหรือปรับปรุงระบบ Tax Free ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การตัดสินใจเรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่สะท้อนเป้าหมายระยะยาวของญี่ปุ่น ที่ต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์จากแหล่งท่องเที่ยวราคาประหยัดสู่จุดหมายปลายทางที่โดดเด่นด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรม บริการระดับพรีเมียม และประสบการณ์ที่นักเดินทางจะไม่มีวันลืม
(ที่มา The Japan Times)
