ในอดีต ภัยคุกคามทางการเงินมักอยู่ในรูปแบบของการขโมยข้อมูลบัตรหรือหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว (Phishing) แบบกว้างๆ แต่ปัจจุบัน การที่อาชญากรไซเบอร์ได้นำเอไอ และการปลอมแปลงระดับลึก (Deepfake) มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการโจมตี จึงทำให้ปัญหานี้ทวีความซับซ้อน และเพิ่มความอันตราย โดยหากตกเป็นเหยื่อความเสียหายก็มักจะรุนแรง  

การโจมตีลักษณะนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่กับผู้บริโภครายย่อย แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจ ทั้งในแง่ของความเสียหายทางการเงินโดยตรง และต้นทุนที่มองไม่เห็นอย่างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือที่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจฉุดรั้งการยอมรับเทคโนโลยีการเงิน (Fintech) ใหม่ๆ ในภาพรวม

เมื่อภัยคุกคามใช้เอไอเป็นอาวุธ การป้องกันจึงจำเป็นต้องใชเอไอเช่นกัน และจำเป็นต้องเป็นเอไอที่ “ฉลาด” ด้วย โดยทาง VISA ได้พัฒนาระบบป้องกันเชิงรุกที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันอัจฉริยะแบบหลายชั้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามตลอดวงจรการทำธุรกรรม 

ระบบนี้ของ VISA จะทำงานแบบครอบคลุม ทั้งเป็นด่านหน้าคือการป้องกันเชิงรุก ตรวจจับแบบเรียลไทม์ และใช้เป็นค่าตั้งต้น (Defualt) เพื่อใช้ป้องกันและตรวจจับในอนาคตอีกด้วย 

นอกจากนี้ทาง VISA ยังได้ ร่วมมือกับรัฐบาลและธนาคารกลางในหลายประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือดังกล่าวมีหลายมิติที่สำคัญ เริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ช่วยให้ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถรับมือและออกมาตรการเตือนภัยได้อย่างทันท่วงที

ต่อด้วยการทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อสร้างมาตรฐานกลางสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น QR Code Payment ช่วยให้ทั้งระบบนิเวศมีความปลอดภัยในทิศทางเดียวกัน และการจัดทำแคมเปญรณรงค์ร่วมกัน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคเท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ถือเป็นแนวป้องกันทางสังคมที่สำคัญที่สุด

จากทั้งหมดจึงเป็นการสะท้อนว่า อนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่ปลอดภัยนั้น ขึ้นอยู่กับสองเสาหลัก คือ เทคโนโลยีป้องกันเชิงรุกที่ชาญฉลาด และ นโยบายความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับอาชญากรในยุคดิจิทัล และรักษาความเชื่อมั่นให้ระบบเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

มร. แอ็กเซล บอย-โมลเลอร์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านงานบริการเพิ่มมูลค่า ของวีซ่า ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้ทรรศนะว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่มิจฉาชีพสามารถใช้ AI สร้างอีเมลหลอกลวงที่ดูเหมือนส่งมาจากคนที่เรารู้จักจริง ๆ หรือใช้เทคโนโลยีดีปเฟกปลอมเสียงเป็นผู้บริหารเพื่อสั่งให้พนักงานโอนเงิน

“เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยลำพัง การต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ที่มีเครือข่ายโยงใยข้ามประเทศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่แข็งแกร่ง เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยลำพัง การต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ที่มีเครือข่ายโยงใยข้ามประเทศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่แข็งแกร่ง” มร. แอ็กเซล บอย-โมลเลอร์ กล่าวทิ้งท้าย 

 

 

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer