หลังจากเปิดศึกแข่งขันกันทำอาหารทางทีวีนานกว่า 4 เดือนในที่สุด“เฟิร์ส” ธนภัทร สุยาว ละอ่อนหนุ่มวัย 22 ปี จากอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ผู้มีอายุน้อยที่สุดในการแข่งขัน ก็คว้าเงินรางวัล 1 ล้านบาท และได้ทำตำราอาหาร MasterChef CookBook เป็นของตัวเอง
เขาเป็นใคร เก่งมาจากไหน เตรียมตัวรับมือกับการแข่งขันการทำอาหารที่โจทย์ไม่ธรรมดา และจัดการกับความกดดันในแต่ละเทปได้อย่างไร
เรื่องราวของเขาดราม่าไม่แพ้ รายการเรียลลิตี้โชว์นี้เหมือนกัน
เมื่อไม่มีเงินเรียนโรงเรียนสอนทำอาหารแพงๆ ที่บ้านไม่มีเครื่องครัวหรูๆ ในตู้เย็นมีแต่อาหารธรรมดา สิ่งที่เขาทำได้โดยไม่ต้องลงทุน คือการดูคลิปสอนทำอาหารในยูทูปวนไปอย่างจริงจัง
แต่แค่นั้นคงไม่พอสำหรับการเป็นแชมป์

ซีซั่นแรก เป็นได้แค่ผู้แพ้ ตั้งแต่ไม่ได้เริ่ม
หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าในซีซั่นแรก เฟิร์ส ไม่ผ่านตั้งแต่รอบคัดเลือกวันแรกที่ผู้สมัครกว่า 2 พันคนต้องนำอาหารที่ตัวเองทำมาจากบ้านโชว์ให้คณะกรรมการดู วันนั้นเขาเลือกทำ”หมูตุ่นไวน์แดง” ที่ตัวเองคิดว่ามันเจ๋งสุดๆ กลับถูกคอมเม้นท์ว่า เป็นการทำอาหารที่ไม่ได้มาจากแรงบันดาลใจอะไรเลย และอาหารก็ไม่ได้บ่งบอกตัวตนของความเป็นไทย เลยต้องนั่งรถกลับบ้านแบบผิดหวัง
ซีซั่นที่ 2 เขาเดินเข้าไปใหม่พร้อมกับเมนู “สลัดน้ำพริกอ่อง” อาหารพื้นเมืองของชาวเหนือ เมนูที่คุณแม่ชอบทำและเป็นอาหารจานเด็ดของทุกคนในครอบครัว
อาหารของแม่กลายเป็นจานเบิกทางที่เขาได้รับคัดเลือ และได้เข้ามาจนถึงรอบ 20 คนสุดท้ายจากคนที่เข้ามาสมัคร กว่า 3 พันคน
ดูยูทูปวนไป
ลูกชายคนโตของครอบครัวธรรมดาที่พ่อเป็นตำรวจแม่ขายอาหารพื้นเมืองเช่นข้าวซอย ก๋วยเตี่ยว แน่นอนว่าเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณที่ทันสมัยต่างๆในครัวไม่มี
หลายๆอย่างเขาเพิ่งมาเห็นและได้ลองใช้เป็นครั้งแรกในช่วงการทำเวิร์กชอปฝึกการใช้อุปกรณ์อาหารต่างๆที่ทันสมัยประมาณ 1 อาทิตย์ ก่อนการแข่งขันรอบแรกทางทีวี
ดังนั้นในการเตรียมตัวเพื่อมาแข่งครั้งนี้ สำคัญที่สุดคือการดูคลิบทำอาหารในยูทูปรอบแล้วรอบเล่า ดูแล้วจดเทคนิค เคล็ดลับและสูตรอาหารต่างๆ จดแล้วอ่าน เหมือนท่องตำราสอบ แต่โอกาสทำจริงน้อยมาก
เฟิร์สไม่ได้เพิ่งมาดูคลิปทำอาหารตอนที่เตรียมตัวแข่ง แต่เขาดูรายการพวกนี้ตั้งแต่เด็ก แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้รักในการทำอาหาร และการเข้ามาแข่งขันในรายการนี้ คือ ดูรายการมาสเตอร์เชฟ ต้นฉบับของประเทศอังกฤษ ตั้งแต่สมัยอยู่ม.ต้น
“ผมชอบดูรายการอาหารมากกว่าอ่านหนังสือเรียน เปิดทีวีผมก็เปิดดูรายการทำอาหาร บางทีก็ลองทำอาหารง่ายๆให้ที่บ้าน หรือเพื่อนๆทาน ตอนนั้นรู้สึกว่าคนทำอาหารเป็นเท่มาก”
อีกรายการหนึ่งในยูทูปที่ดูบ่อยๆ คือรายการของเชฟพล ตัณฑเสถียร
“พี่เขามีรายการอาหารแปลกๆที่ดูแล้วเข้าใจง่าย อาหารอย่างเดียวกันจะมีเมนูหลายๆแบบ เช่นเมนูไข่จะมีทั้งไข่ของสะเปน อิตาเลียน ญี่ปุ่น ถ้าสะเต็ก ก็มีหลายๆแบบในแต่ละคลิป”
รายการฟู้ดทราเวล, เชฟกระทะเหล็ก เป็นอีก 2 รายการที่เข้าไปหาความรู้อยู่บ่อยๆ หรือถ้าซื้อตำราอาหารก็จะเป็นเรื่องที่มีอาหารเฉพาะอย่างไปเลย เช่นถ้าเกี่ยวกับแกงก็แกงทั้งเล่มพาสต้าก็พาสต้าทั้งเล่ม ซื้อไม่กี่เล่มเพราะราคาค่อนข้างแพง แต่ซื้อมาแล้วเปิดอ่านบ่อยมาก
พอจบม.ปลายเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ชอบทำอาหารเหมือนกันได้ไปเรียนทำอาหารที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ซึ่งเฟิร์สบอกว่าแพงเกินไปสำหรับเขา เขาอยากทำอาหารเก่งแต่ต้นทุนต้องต่ำกว่านี้

รสชาติที่ขมๆของชีวิต
ชีวิตเด็กจบม.6 ที่ไม่ยอมเรียนต่อมหาวิทยาลัยเพราะอยากเป็นเชฟ สร้างความกลุ้มใจให้กับพ่อแม่แน่นอน เพราะมองไม่เห็นว่าจะเป็นเชฟที่เก่งๆและเลี้ยงตัวเองได้อย่างไร
หลายครั้งที่พ่อแม่บอกว่าไปเรียนให้จบปริญญาตรีก่อนได้มั้ย แต่เขาไม่ยอม ดื้อที่จะไปเรียนอาหารไทยที่โรงแรมดุสิตธานีกรุงเทพฯ เรียนไปประมาณครึ่งเทอม ก็มองว่าไม่ใช่อย่างที่ต้องการ น่าจะมีวิธีการอื่นที่จะทำให้ตัวเองเป็นเชฟเร็วกว่านี้ เลยไปเรียนหลักสูตรทำอาหารไทยสั้นๆที่ครัววันดีอีกประมาณ 2 เดือน จากนั้นกลับน่านช่วยแม่ขายอาหารและไปลงทุนร่วมกับพี่ เปิดร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ บางวันไปขายลูกชิ้นปิ้งบนถนนคนเดิน หลังจากนั้นก็ไปทำงานพาร์ทไทม์ ที่ร้านอาหารในเชียงใหม่รับค่าจ้างเป็นรายวันอีกประมาณ 2 เดือน ก่อนจะมากรุงเทพฯอีกครั้งช่วยพี่ขายส้มตำ และช่วงเวลานั้นเองที่ตัดสินใจมาแข่งมาสเตอร์เชฟซีซั่นแรก
ไม่ว่าชีวิตจะพลิกผันอย่างไร สิ่งที่เฟิร์สไม่ยอมหยุดคือดูรายการอาหาร ในยูทูปทุกวัน ถึงแม้จะเอามาใช้ในชีวิตจริงได้น้อยก็ตาม

สิ่งที่กลัวที่สุดในการแข่งขัน
โจทย์ที่ให้ทำอาหารจากวัตถุดิบที่แปลกๆเช่น ปลิงทะเล หางวัว อัณฑะวัว คือสิ่งที่เฟิร์สยอมรับว่ากลัว และเครียดมาก เพราะไม่รู้จะจัดการอย่างไร และกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เขาต้องเข้าไปดูการทำอาหารในยูทูปมากขึ้น รวมทั้งดูการทำอาหารต่างชาติที่แปลกๆ เพื่อเตรียมมาใช้ในวันแข่ง อย่างครั้งหนึ่งต้องเจอกับการทำอาหารอินเดีย ซึ่งโชคดีเป็นเรื่องที่เขาเก็งไว้แล้วว่าน่าจะต้องมี
สิ่งที่กดดันอีกอย่างคือในรอบตัดสินซึ่งต้องแข่งกับ “ลัท” ซึ่งเป็นคนลำปาง เก่งมาก และเป็นชาวเหนือเหมือนกัน ถ้าโจทย์เป็นอาหารพื้นบ้านจากภาคเหนือ อะไรที่จะทำให้อาหารของเขาแตกต่างจากคู่แข่ง คือสิ่งที่เขาต้องคิดหนัก
“ผมมองหาเมนูอาหารเหนือเป็นหลักก็จริงแต่ต้องคิดเฉพาะลงไปอีก อาจจะเป็นสูตรดั้งเดิมจริงๆที่ทำกันในจังหวัดของผม แม่หรือยายเคยทำให้ทานตั้งแต่ตอนเป็นเด็กๆ”
เมนู “ไก่ทอดมะแขว่น มูสน้ำพริกมะเขือ” และ “แกงกระด้างหูหมูดอกอัญชัน” ที่หน้าตา Modern Thai มากๆแต่ยังคงรสชาติ ของความเป็นล้านนา เป็นเมนูตัวอย่างที่ทำให้เขาชนะไปได้ในวันที่น่าระทึกใจสุดๆ

รางวัลเงิน1ล้าน จะเอาไปทำอะไร
ผ่านรอบยืนบนปากเหวมา 2 รอบ จากโจทย์การทำขนมเบื้อง ที่ใช้เวลามากเกินไปกว่าจะทำแป้งให้กรอบได้ แถมทำไส้พัง เพราะเอามะพร้าวไปคั่ว จนทำให้ไส้แห้งแล้วไม่ได้กลิ่นกุ้ง และรอบทำเค้กสังขยาใบเตยที่พอผ่าออกมาแล้วไส้ไม่ไหล ทำให้เฟิร์ส เกือบสิ้นชื่อ แต่ก็ผ่านมาได้
วันหน้าเป้าหมายสูงสุดของเขาคือการได้ไปเป็นเจ้าของร้านอาหารดีๆสักร้านหนึ่งในจังหวัดน่าน
แต่วันนี้ เขายังไม่พร้อม ตำแหน่ง MasterChef Thailand ยังไม่เพียงพอ ประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการเรื่องภายในร้านยังอ่อนด้อยนัก
เงินรางวัลที่ได้มาต้องการเอาไปใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนทำอาหารฝรั่งเศส เพราะต้องการมีความรู้ทางด้านพื้นฐานในเรื่องนี้ให้มากที่สุด
“ผมชอบอาหารทางยุโรปซึ่งสามารถมาฟิวชั่นกับอาหารไทยได้สวยงามและได้รสชาติที่ลงตัวแต่ตอนนี้ยังหาข้อมูลอยู่ครับว่าจะเรียนที่ไหนดี ”
ช่วงนี้นอกจากเดินสายให้สัมภาษณ์แล้ว ยังต้องเตรียมตัวทำตำราอาหารของตนเอง ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นเมนูอาหารยุโรปฟิวชั่นกับอาหารเหนือ รวมทั้งอาหารภาคต่างๆที่ถูกรังสรรค์ออกไป ไม่เหมือนเดิมแต่รสชาติต้องดี รวมทั้งหมดประมาณ 40 เมนูด้วย

หลังเรียนจบม.ปลายเฟิร์สได้เข้ามหาวิทยาลัยชีวิต เรียนรู้และหาประสบการณ์ต่างๆเรื่องอาหารด้วยตัวเองมาตลอดระยะเวลา 4ปี
การได้เป็นแชมป์ มาสเตอร์เชฟ เหมือนเรียนจบได้รับปริญญา แต่…ชีวิตจริงบทใหม่ของเขาเพิ่งเริ่มต้น
ก่อนลาจากกันวันนั้น MARKETEER บอกไว้ว่าจะขอนัดสัมภาษณ์เขาอีกครั้งในวันที่ ได้เป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดน่าน ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่นั้น “โชคดีนะ เฟิร์ส สู้ๆ”
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
