หลายคนคงคุ้นตากับหุ่นตัวละครน่ารัก หัวโต ตากลมสีดำ อันเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นก็ต้องรู้ว่านี้คือ Funko Pop! หนึ่งในคอลเล็กชั่นที่ขายดีที่สุดของบริษัท Funko
ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ดีไซน์ไม่เหมือนใคร และตัวละครที่หลากหลายจากการ์ตูน หนัง วิดีโอเกม ไปจนถึงตัวคนในชีวิตจริง Funko Pop! จึงได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย
หากแต่ถ้าไปดูราคาหุ้นของ Funko ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าราคาหุ้นร่วงจากจุดสูงสุดที่ 26.9 ดอลลาร์ ลงมาถึงจุดต่ำสุดที่ 2.2 ดอลลาร์ต่อหุ้น ในเวลาเพียง 3 ปี มูลค่าหายไปกว่า 90%
เกิดอะไรขึ้นกับ Funko? แล้วเราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากสิ่งนี้?
หาคำตอบได้ที่นี่
.
จุดเริ่มต้นของ Funko
Funko ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 โดย Mike Becker ในสหรัฐอเมริกา ด้วยเงินทุนเพียง 700 ดอลลาร์ สินค้าชิ้นแรกคือฟิกเกอร์ตัวละครสำหรับมาสคอตร้านอาหารที่ชื่อ Wacky Wobblers ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มนักสะสมเฉพาะทางเท่านั้น
จุดเปลี่ยนใหญ่เกิดขึ้นในปี 2005 เมื่อ Becker ขายกิจการให้กับ Brian Mariotti ซึ่งเป็นนักสะสมตัวยง
Mariotti ขยายไลน์สินค้าด้วยการซื้อลิขสิทธิ์จากค่ายการ์ตูนใหญ่อย่าง Marvel, DC Comics และ Disney ทำให้ Funko มีตัวละครที่หลากหลายและกลายเป็นที่รู้จักของคนจำนวนมาก
กระแสของ Funko เริ่มขึ้นจริงในช่วงปี 2010-2011 หลังเปิดตัวคอลเล็กชั่น Pop! Vinyl ฟิกเกอร์ตัวละครขนาด 10 เซนติเมตร ที่มีหัวโตสี่เหลี่ยม ตากลมดำ ที่กลายเป็นภาพจำของแบรนด์ไปในที่สุด
ชุดแรกเปิดตัวด้วยตัวละครจาก DC Comics อย่าง Batman และ Superman ทำให้ได้รับความนิยมถล่มทลายในทันที
ฟิกเกอร์ Pop! กลายเป็นของประดับและของสะสมที่พบเห็นได้ทั่วไป ตั้งแต่โต๊ะทำงานไปจนถึงของตกแต่งในบ้าน ด้วยราคาเพียง 8-15 ดอลลาร์ต่อชิ้น
บริษัทมีสโลแกนว่า “Everyone is a fan of something” หรือ “ทุกคนย่อมเป็นแฟนอะไรสักอย่าง” จึงเลือกใช้กลยุทธ์ซื้อลิขสิทธิ์ตัวละครจำนวนมาก ตั้งแต่ซูเปอร์ฮีโร่ไปจนถึงบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าได้ทุกเพศทุกวัย จนทุกคนต้องเคยมีตัวละครที่ชอบเป็นตัว Funko Pop! อย่างแน่นอน
จนท้ายสุด Funko ได้จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ในปี 2017 ด้วยตัวย่อ FNKO ในราคา 8 ดอลลาร์ต่อหุ้น (รวมการแตก Par ในปัจจุบันแล้ว)
โดยบริษัทได้ทำราคาแตะจุดสูงสุดในที่ 27 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2022
แต่เพียงระยะเวลาเพียง 3 ปี ราคาก็กลับลดลงเหลือเพียง 2.2 ดอลลาร์ต่อหุ้นในกลางปี 2025
.
ช่วงปิดเมือง จาก Tail Wind to Head Wind
วิกฤตปิดเมืองในปี 2020 ทำให้กระแสของสะสมกลับมาเป็นที่นิยม โดย Funko เป็นหนึ่งในของเล่นที่ได้อานิสงส์ไปกับกระแสความนิยมนี้ด้วย
บริษัทมียอดขายในแต่ละไตรมาสเติบโตมากกว่า 100% YoY แบรนด์กลับมาเป็นที่พูดถึงในโซเชียลมีเดีย
และกำไรก็เติบโตอย่างมากจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่ายอดขาย
พร้อมกับช่วงนั้นบริษัทมีการประกาศที่จะทำสินค้า NFT ออกมาขาย และได้จับมือกับ eBay ที่จะเป็น Platform ในการขายสินค้ามือสองให้กับ Funko
ยิ่งเป็นข่าวหนุนให้กระแสของหุ้นโด่งดังขึ้นไปอีก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
แต่แล้วการเติบโตก็กลับเจอสะดุด เมื่อลมส่งเริ่มแผ่วลง
หากไปดูงบการเงินของบริษัทในช่วงปี 2020-2022 จะพบว่านั้นเป็นช่วงที่รายได้ของบริษัทเติบโตอย่างมาก
ปี 2020 รายได้ 652 ล้านเหรียญ
ปี 2021 รายได้ 1,029 ล้านเหรียญ
ปี 2022 รายได้ 1,322 ล้านเหรียญ
แต่กำไรกลับสะดุดและพลิกเป็นขาดทุนในปี 2022
ปี 2020 กำไร 4 ล้านเหรียญ
ปี 2021 กำไร 43.9 ล้านเหรียญ
ปี 2022 ขาดทุน 8 ล้านเหรียญ
การเติบโตของยอดขายเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 จากที่ก่อนหน้าเห็นการเติบโตระดับ 60-100% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ลดลงเหลือเพียง 30%
ปัญหาคือบริษัทได้ลงทุนเพิ่มต้นทุนการจัดการเอาไว้แล้วเพื่อรองรับการเติบโตสูง พอยอดขายไม่เติบโตในระดับเดิม แต่ต้นทุนยังเพิ่มอยู่ ทำให้กำไรก็ปรับตัวลดลง
ยิ่งไปกว่านั้น Funko เป็นสินค้าที่ต้องผลิตไว้ล่วงหน้าก่อนขาย เมื่อยอดขายไม่เป็นไปตามคาด ทำให้สินค้าคงคลังหรือ Inventory ก็บวมขึ้นมา เป็นตัวกดดันกำไรของบริษัทเพิ่มเติมเข้าไปอีก
ซึ่งนั้นเป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นของกระแสที่หายไป เพราะยอดขายที่เคยเติบโตกลับกลายเป็นลดลง
ในปี 2023 ยอดขายลดลง 17% เหลือเพียง 1,096 ล้านเหรียญ ยิ่งไปกดดันอัตราการทำกำไร ทำให้ปีนั้นบริษัทขาดทุนสูงถึง 154 ล้านเหรียญ
เมื่อผลประกอบการที่เคยเติบโตดีมาตลอดหลายไตรมาส กลับพลิกมาเป็นขาดทุน เราจึงเห็นนักลงทุนจำนวนมากเทขายหุ้นลงมาเป็นจำนวนมาก
.
เมื่อข้ามเวลามาถึงปัจจุบันยอดขายของ Funko ก็ยังไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้
ยอดขาย 9 เดือนแรกของปี 2025 อยู่ที่ 635 ล้านเหรียญ ลดลง 16% และขาดทุนอยู่ที่ 67 ล้านเหรียญ
Funko ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของธุรกิจที่รับประโยชน์จากช่วงของการปิดเมือง ทำให้ทั้งรายได้และกำไรเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ
แต่เมื่อลมหนุนเริ่มหายไป ความนิยมไม่เหมือนเดิม ผลประกอบการของธุรกิจก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
