ในแวดวงอุตสาหกรรมการบินระดับโลกที่เคยถูกผูกขาดโดยยักษ์ใหญ่เพียงสองรายจากตะวันตกมาอย่างยาวนาน วันนี้ภาพของน่านฟ้ากำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน กลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่ COMAC (Commercial Aircraft Corporation of China) รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตเครื่องบินของจีน เลือกใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการแจ้งเกิดบนเวทีโลก
การที่ COMAC ส่งเครื่องบินรุ่น C919 ไป “โชว์ตัว” ใน Singapore Airshow ระหว่างวันที่ 3-6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คือการส่งสัญญาณเตือนอย่างเป็นทางการว่า จีนพร้อมแล้วที่จะเข้ามาเป็น “ทางเลือกที่สาม” เพื่อแก้ไขวิกฤตความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทานการบิน และเตรียมก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่ประมาทไม่ได้ของ Airbus และ Boeing อย่างเต็มตัวในตลาดการบินประเทศแถบอาเซียน ซึ่งเติบโตเร็วสุดในโลก

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ COMAC มุ่งเป้ามาที่ตลาดอาเซียนนั้น มาจากสายการบินในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับทางตันจากการส่งมอบเครื่องบินที่ล่าช้าของเจ้าตลาดเดิม อย่าง Airbus และ Boeing
ข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ระบุว่าสายการบินในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีอาเซียนอยู่ด้วยนั้น ต้องรอเครื่องบินลำใหม่ที่ซื้อไปนานเฉลี่ยถึง 7 ปี จึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวในการเดินทางและท่องเที่ยว ต่อเนื่องไปถึงการขนส่งสินค้าหลังพ้นยุคล็อกดาวน์
นอกจากนี้ปัญหาการขาดแคลนเครื่องยนต์และคอขวดในห่วงโซ่อุปทานก็ทำให้สายการบินในแถบนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทนใช้เครื่องบินเก่าซึ่งมีค่าบำรุงรักษาสูงและกินน้ำมันมากกว่าต่อไป
ด้วยสาเหตุเหล่านี้ การเข้ามาของ COMAC พร้อมข้อเสนอเรื่องราคาที่เข้าถึงง่ายและการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลจีน จึงกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดสายการบินในตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการขยายฝูงบินอย่างรวดเร็ว
ความสำเร็จของ COMAC ในอาเซียนเริ่มปรากฏให้เห็นจนจับต้องได้มากขึ้น จากการที่เครื่องบินในตระกูล C909 และ C919 เริ่มเข้าไปอยู่ในสายการบินของอินโดนีเซีย ลาว และเวียดนามแล้ว
ขณะที่สายการบิน GallopAir ของบรูไนก็สั่งซื้อล็อตใหญ่ และสายการบินของกัมพูชากับสายการบินราคาประหยัดในฟิลิปปินส์อย่าง Cebu Pacific ก็เล็งที่จะซื้อเครื่องบิน COMAC เช่นกัน
นี่จึงทำให้อาเซียนไม่ใช่แค่ลูกค้า แต่คือพื้นที่พิสูจน์มาตรฐาน (Proving Ground) ก่อนที่จะขยายตัวไปสู่ตลาดยุโรปและทวีปอเมริกาในอนาคต
อย่างไรก็ตามเส้นทางสู่การครองน่านฟ้าอาเซียนของ COMAC ยังมีความท้าทายรออยู่อีกพอสมควร เริ่มจากเรื่องความเชื่อมั่นและใบรับรอง โดยปัจจุบัน COMAC กำลังเร่งดำเนินการขอการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลการบินของยุโรป (EASA) เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล
ประเด็นต่อมาคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการซ่อมบำรุง (MRO) ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ Airbus และ Boeing วางรากฐานไว้อย่างแน่นหนาทั่วอาเซียนมานานหลายสิบปี
ดังนั้นการที่ COMAC จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนในภูมิภาคนี้ จำเป็นต้องเร่งสร้างศูนย์ซ่อมบำรุง คลังอะไหล่ และศูนย์ฝึกอบรมนักบินในประเทศสมาชิกอาเซียนให้ครอบคลุม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเครื่องบินจะสามารถทำการบินได้ต่อเนื่องโดยไม่สะดุด
นอกจากปัจจัยด้านเทคนิคแล้ว ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของข้อตกลงทางการค้ายังมีส่วนสำคัญที่ทำให้หลายประเทศในอาเซียนต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบด้วยเช่นกัน
แต่นักวิเคราะห์ก็มองว่าด้วยศักยภาพทางการผลิตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของจีน และความต้องการเครื่องบินที่พุ่งสูงจนกำลังการผลิตของบริษัทประเทศตะวันตกไม่เพียงพอ จะเป็นแรงผลักดันมหาศาลที่ทำให้เครื่องบินจากจีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝูงบินของสายการบินหลักๆในอาเซียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า การตัดสินใจขยายตลาดอาเซียนของ COMAC คือความพยายามครั้งสำคัญนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2008 โดยแม้ว่าการก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่ทัดเทียมกับ Airbus และ Boeing จะต้องใช้เวลาอีกนับสิบปีเพื่อพิสูจน์มาตรฐานความปลอดภัยและการซ่อมบำรุง
แต่ความกระหายในการเติบโตของภูมิภาคนี้ก็ได้เปิดประตูบานใหญ่ให้ COMAC เข้ามามีบทบาทสำคัญ ถ้าสามารถก้าวข้ามข้อจำกัด รวมถึงพัฒนาระบบต่างๆ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ดังนั้นสิ่งที่อาจจะได้เห็นในอนาคตอีกไม่นานจากนี้คือภาพของเครื่องบิน COMAC ทยานขึ้นแชร์ส่วนแบ่งตลาดเครื่องบินของแต่ละสายการบิน ทั้งในแถบอาเซียนและโซนการบินอื่นๆ ทั่วโลก จน Boeing และ Airbus มองข้ามหรือประมาท COMAC ไม่ได้อีกต่อไป
นี่ก็ไม่ต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่แบรนด์จีนก้าวหน้าไปมากจนสามารถเข้ามาชิงส่วนแบ่งในตลาดสินค้าที่เคยเป็นของแบรนด์ชาติตะวันตกมาอย่างยาวนานนั่นเอง / bbc
