ในขณะที่โลกกำลังจับตามองการก้าวกระโดดของ AI ในฐานะกลไกหลัก ทว่าพัฒนาการดังกล่าวกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ
องค์การการค้าโลก (WTO) ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ กับอิสราเอลอาจทำสงครามยืดเยื้อกับอิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตด้านมนุษยธรรมหรือความมั่นคงด้านต่างๆ ในโซนตะวันออกกลางเท่านั้น
แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยลบที่อาจทำให้แนวโน้มการลงทุนใน Data Center (ศูนย์ข้อมูลสำหรับประมวลผล) ของ AI ที่ดูเหมือนจะไร้ขีดจำกัดต้องเผชิญกับภาวะชะงักงัน
เนื่องจากโมเดลทางธุรกิจของเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ผูกติดอยู่กับต้นทุนทรัพยากรพื้นฐานอย่างพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โรเบิร์ต สไตเกอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ WTO ระบุถึงจุดเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างสงครามและนวัตกรรม ว่าหัวใจสำคัญของ AI คือความต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาลเพื่อใช้ในการประมวลผลของ Data Center
เมื่อสงครามในตะวันออกกลางผลักดันให้ราคาพลังงานและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทเทคโนโลยี รวมไปถึงการขยาย Data Center จึงขยับตัวตามอย่างมีนัยสำคัญ
หากวิกฤตนี้ลากยาวไปตลอดทั้งปี ซึ่งสถานการณ์มีทิศทางเป็นเช่นนั้น ความร้อนแรงของการลงทุนที่เคยเป็นแรงส่งหลักของเศรษฐกิจโลกอาจถูกหยุดหรือชะลอตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่แน่นอนยังถูกซ้ำเติมด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า การลงทุนด้าน AI ในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในมือของบริษัทข้ามชาติเพียงไม่กี่แห่ง และตัวเทคโนโลยีเองยังอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ “ความคุ้มค่า” ว่าสามารถสร้างรายได้มหาศาลกลับมาได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางต้นทุนที่ขยับสูงขึ้นทุกวัน

ความสำคัญของ AI ต่อเศรษฐกิจในปัจจุบันมีมากมายจนน่ากังวล โดยข้อมูลจาก WTO เผยว่าในช่วงสามไตรมาสแรกของปี 2025 การเติบโตของการลงทุนทั้งหมดในอเมริกาเหนือนั้น มีที่มาจากสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI ถึง 70% ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์คุณภาพต่ำในสหรัฐฯ (Subprime) ในปี 2008 จะพบว่าในช่วงสามปีก่อนเกิดวิกฤต ภาคอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 30% เท่านั้น
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังวางเดิมพันไว้กับ AI ในสัดส่วนที่สูงมาก ดังนั้นหากอุตสาหกรรมนี้เกิดอาการสะดุดจากพิษราคาพลังงาน แรงสั่นสะเทือนจะแผ่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤต Subprime
แม้ว่าในปี 2025 การค้าโลกจะยังเติบโตได้ถึง 4.6% จากการส่งออกที่แข็งแกร่งของเอเชีย ท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษีที่เข้มงวดของ โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ WTO คาดการณ์ว่าในปี 2026 ตัวเลขการเติบโตจะอยู่ที่ 1.9% เท่านั้น และหากเกิดภาวะช็อกทางพลังงานซ้ำเติมอีก ตัวเลขนี้อาจลดลงไปอีก 0.5%
นอกจากนี้ วิกฤตในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยและเคมีทางการเกษตรรายใหญ่ โดยเมื่อพลังงานแพงและปุ๋ยขาดแคลน ราคาอาหารโลกก็จะพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพของประชากรทั่วโลกอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
ในขณะเดียวกัน บทบาทของ WTO เองก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อสหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจต่างเริ่มเมินเฉยต่อกฎกติกาสากลและคำเตือนของ WTO และหันไปทำข้อตกลงแบบทวิภาคีเพื่อเอาตัวรอดในสงครามการค้าที่ไร้ระเบียบ
เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังยืนอยู่บนความย้อนแย้งระหว่างการก้าวไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย กับการถูกฉุดรั้งด้วยความขัดแย้งที่มีมาตั้งแต่อดีตและกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างสงคราม ซึ่งกำลังต่อเนื่องไปถึงการแย่งชิงทรัพยากร
นี่ทำให้ AI ที่เคยดูเหมือนจะเป็นทางออกเดียวที่สำคัญ เข้าสู่ภาวะเปราะบาง โดยหากรากฐานด้านพลังงานและเสถียรภาพทางการเมืองโลกยังไม่ได้รับการแก้ไข ความท้าทายในปีนี้จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาอัลกอริทึมที่ชาญฉลาดที่สุด
แต่คือการบริหารจัดการความเสี่ยงท่ามกลางโลกที่แบ่งขั้วและเต็มไปด้วยความผันผวนทางต้นทุน ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่า AI จะสามารถเป็นกลไกหลักที่พยุงโลกใบนี้ไว้ได้ตามที่หวังหรือไม่ / theguardian
