งานเปิดตัวคอร์สเรียน “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ผ่านความร่วมมือของ 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ AIS

ได้มีการเปิดมุมมองใหม่ในการรับมือและใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ผ่านการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Share Case – Show Course : AI Literacy ทักษะจำเป็นของคนยุคใหม่” 

โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการสื่อสาร นำโดย รศ. ดร. อติวงศ์ สุชาโต รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ จุฬาฯ, ดร. วรรษยุต คงจันทร์ รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ด้านบริการวิชาการและเชื่อมโยงสังคม จุฬาฯ และ ทนพ. ภาคภูมิ เดชหัสดิน รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลศุขเวช และเจ้าของเพจหมอแล็บแพนด้า 

ได้มาร่วมเจาะลึกทิศทางของการสร้างทักษะ AI Literacy หรือ ความฉลาดรู้ด้าน AI ที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนยุคใหม่และองค์กรธุรกิจ

1. AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่คือปัจจุบันที่แฝงอยู่ในทุกไลฟ์สไตล์อย่างไร้รอยต่อ

ผู้คนมักมองภาพ AI เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่จับต้องได้ยาก แต่ในความเป็นจริง AI ได้แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันของเราอย่างแนบเนียนและกลมกลืน ตั้งแต่การเช็กเส้นทางจราจรผ่าน Google Maps ที่ใช้ AI คำนวณเวลาแบบเรียลไทม์ การไถฟีดโซเชียลมีเดียที่มีอัลกอริทึมคอยคัดกรองคอนเทนต์ให้ตรงใจ ไปจนถึงการช้อปปิ้งออนไลน์ที่ AI คอยแนะนำสินค้า

การทำความเข้าใจ AI จึงไม่ใช่ทักษะทางเลือกของสายเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็น ‘ทักษะพื้นฐานในการดำรงชีวิต’ ที่ทุกคนตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุต้องมี เพื่อให้สามารถใช้งาน AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

2. ทักษะการตั้งคำถาม (Prompt) คือ ‘ภาษาที่สาม’ ของคนยุคใหม่

ศักยภาพของ AI จะแสดงออกมาได้สูงสุดหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดของตัวระบบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘ผู้ใช้งาน’ ว่าสามารถสื่อสารความต้องการได้ชัดเจนแค่ไหน ทักษะการเขียนคำสั่งหรือ Prompt จึงเปรียบเสมือนภาษาที่สามที่เราใช้สื่อสารกับปัญญาประดิษฐ์

การป้อนบริบท (Context) การกำหนดบทบาท (Persona) และการระบุผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างละเอียด จะช่วยพลิกโฉมจากคำตอบธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นผลงานระดับมืออาชีพที่นำไปใช้งานต่อได้ทันที ทักษะนี้จึงเป็นตัวชี้วัดความได้เปรียบในการทำงานในอนาคต

3. เปลี่ยนมายด์เซ็ตจากภัยคุกคาม สู่การสร้าง ‘AI Buddy’ เพื่อนคู่คิดในการทำงาน

ความกลัวที่ว่า ‘AI จะมาแย่งงานมนุษย์’ เป็นกำแพงสกัดกั้นการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุด อินไซต์สำคัญคือ การเปลี่ยน Mindset ให้มอง AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัว หรือ ‘AI Buddy’ ที่สามารถช่วยรับมือกับงานรูทีน งานจัดการข้อมูลมหาศาล หรืองานที่ต้องใช้เวลาทำซ้ำ ๆ

เมื่อ AI เข้ามาจัดการส่วนนี้ มนุษย์จะถูกปลดล็อกให้มีเวลาและพื้นที่ว่างในสมองมากขึ้น เพื่อไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้กลยุทธ์ ความคิดสร้างสรรค์ระดับสูง และการบริหารความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทำแทนได้

4. การสื่อสารและการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในยุค AI: รวดเร็วแต่ต้องระวัง ‘ข้อมูลลวง’

การเปลี่ยนแปลงในโลกของนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชน แม้ว่า Generative AI จะช่วยลดต้นทุนและเวลาในการผลิตเนื้อหาได้อย่างมหาศาล ทั้งการดราฟต์บทความ สร้างภาพประกอบ หรือทำสคริปต์วิดีโอ แต่สิ่งที่ตามมาคือปรากฏการณ์ AI Hallucination หรือการที่ AI สร้างข้อมูลที่ผิดพลาดแต่ดูน่าเชื่อถือ

ผู้ใช้งานจึงต้องสวมหมวก ‘บรรณาธิการ’ เสมอ ต้องมีทักษะในการทำ Fact-check ตรวจทานความถูกต้อง และใส่เอกลักษณ์หรือ Brand Voice ของมนุษย์เข้าไป เพื่อไม่ให้ผลงานดูแห้งแล้งหรือผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง

5. ภัยเงียบไซเบอร์: เมื่อมิจฉาชีพก็ ‘อัปสกิล’ ใช้ AI ในการหลอกลวง

สถานการณ์จริงที่น่าเป็นห่วง มิจฉาชีพในปัจจุบันไม่ได้มาในรูปแบบของการส่งข้อความหลอกลวงแบบเดิม ๆ แต่มีการนำ AI มาใช้สร้าง Deepfake ปลอมแปลงใบหน้าและเสียงของคนในครอบครัว หรือใช้ภาพบุคคลมีชื่อเสียงมาตัดต่อเพื่อหลอกให้ลงทุน

การมีทักษะ AI Literacy จึงเปรียบเสมือน ‘วัคซีนดิจิทัล’ ที่ช่วยให้ประชาชนมีสติ สังเกตความผิดปกติของภาพและเสียง ไม่หลงเชื่อและไม่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงรูปแบบใหม่

6. จริยธรรมและลิขสิทธิ์ (AI Ethics & Copyright): ระเบิดเวลาที่ธุรกิจต้องระวัง

อินไซต์สำคัญที่องค์กรและผู้ประกอบการต้องตระหนัก คือเส้นแบ่งที่คลุมเครือด้านลิขสิทธิ์ของผลงานที่สร้างจาก AI การนำภาพหรือข้อความจาก AI ไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ตรวจสอบ อาจนำมาซึ่งการฟ้องร้องทางกฎหมาย

การใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ การตั้งขอบเขตการใช้งานในองค์กร จึงเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทุกธุรกิจต้องร่างขึ้นมาอย่างเร่งด่วน

7. Data Privacy คือเส้นแบ่งความปลอดภัยขั้นสูงสุดในการใช้ AI

การใช้ประโยชน์จาก AI แลกมาด้วยการป้อนข้อมูล ซึ่งหลายครั้งผู้ใช้งานมักเผลอป้อนข้อมูลความลับขององค์กร หรือแผนธุรกิจลงไปในแพลตฟอร์ม AI สาธารณะ เพื่อให้ช่วยประมวลผล ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงขั้นวิกฤต

ทักษะสำคัญคือ ผู้ใช้งานต้องแยกแยะได้ว่า ข้อมูลระดับไหนสามารถใช้งานบน AI สาธารณะได้ และข้อมูลใดที่จำเป็นต้องใช้บนระบบ AI ภายในองค์กรที่มีความปลอดภัยสูงเท่านั้น

8. ทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้ คือ ‘วิจารณญาณแบบมนุษย์’ (Critical Thinking & Empathy)

แม้เทคโนโลยี AI จะสามารถประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วกว่ามนุษย์นับล้านเท่า แต่สิ่งที่ AI ยังขาดหายคือ ความเห็นอกเห็นใจและการตัดสินใจเชิงศีลธรรมในบริบทที่ซับซ้อน

เช่น การให้คำปรึกษาทางการแพทย์ การเจรจาต่อรองทางธุรกิจ หรือการบริหารงานบุคคล การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงต้องพึ่งพาวิจารณญาณแบบมนุษย์ที่เข้าใจบริบททางอารมณ์และสังคม ทักษะ Soft Skills เหล่านี้จึงมีมูลค่าสูงขึ้นในยุคที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วย AI

9. โอกาสในการอัปสกิลแบบไร้รอยต่อ ตอบโจทย์ Lifelong Learning

การมาถึงของหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy” ที่ออกแบบเนื้อหาถึง 10 โมดูล ครอบคลุมตั้งแต่ระดับเบื้องต้นไปจนถึงการประยุกต์ใช้ ถือเป็นการทลายกำแพงด้านการเข้าถึงการศึกษา

การเปิดให้ประชาชนเรียนฟรีผ่านแพลตฟอร์มอย่าง LearnDi, Thai MOOC และแอปพลิเคชัน อุ่นใจ CYBER สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทุกภาคส่วน ในการผลักดันแนวคิด Lifelong Learning ให้เกิดขึ้นจริง ทุกคนสามารถเรียนรู้และอัปสกิลตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่มีข้อจำกัดด้านต้นทุน

10. ปูทางสู่ระบบสะสมหน่วยกิต เปลี่ยนทักษะให้เป็นโอกาสแห่งอนาคต

นอกเหนือจากการได้ความรู้และวุฒิบัตรรับรองแล้ว อินไซต์ที่น่าสนใจที่สุดของหลักสูตรนี้คือ การเชื่อมโยงเข้ากับระบบคลังหน่วยกิต (Credit Bank) ของสถาบันอุดมศึกษาในอนาคต ผู้เรียนจะสามารถนำชั่วโมงการเรียนรู้นี้ไปเทียบโอนเป็นหน่วยกิตได้ ซึ่งเป็นการพลิกโฉมวงการการศึกษาไทย ที่ทำให้การเรียนรู้นอกห้องเรียนมีคุณค่าและสามารถนำไปต่อยอดได้จริง ทั้งในระบบการศึกษาตามระบบและการนำไปใส่ในเรซูเม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน