ถ้าเกาหลีมี K-pop เป็น Soft Power
ญี่ปุ่นก็มี มังงะ หรือการ์ตูนญี่ปุ่น

ในปี 2020 แม้จะเป็นช่วงปิดเมือง ก็ยังมีหนังฮอลลีวูดหลายเรื่องออกฉายในโรงภาพยนตร์อยู่ดี

แต่ในปีนั้น หนังที่รายได้สูงที่สุดกลับไม่ใช่หนังจากค่ายใหญ่ หรือผู้กำกับชื่อดังที่เราคุ้นเคย

แต่กลับเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันจากญี่ปุ่น “Demon Slayer: Mugen Train” หนังจากมังงะชื่อดังที่หลายคนเคยได้ยินอย่าง ดาบพิฆาตอสูร

วันนี้ มังงะ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสื่อบันเทิงหลักที่เราเห็นคนอ่านกันเป็นเรื่องปกติแล้ว ไม่เกี่ยงเพศ ไม่เกี่ยงวัย 

จากที่แต่ก่อนคนยังมองว่าการ์ตูนคือสื่อมอมเมา ไร้สาระ และคนญี่ปุ่นเองก็เคยถึงขั้นมองกันว่าเป็น​ “สื่อที่เป็นภัยต่อเด็ก” วันนี้กลับสร้างมูลค่าจนนับไม่ได้ และเป็น Soft power แรกๆ ของประเทศญี่ปุ่น ที่หลายคนนึกถึง

และถ้าถามว่าฟันเฟืองที่ใหญ่ที่สุดของวงการนี้คือใคร ชื่อที่หนีไม่พ้นคือนิตยสาร Weekly Shonen Jump จุดเริ่มต้นของมังงะชื่อดังไม่ว่าจะเป็น One Piece, Dragon Ball, Naruto, ดาบพิฆาตอสูร และอีกมากมายนับไม่ถ้วน

ย้อนกลับไปปี 1955 นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นขึ้นพูดในรัฐสภาว่ามังงะอันตรายต่อสังคมไม่ต่างกับยาเสพติด กลุ่มแม่บ้านและสมาคมผู้ปกครองต่างรณรงค์แบนสิ่งนี้ โดยเหมาว่ามังงะกับสื่อลามกอยู่ในหมวดเดียวกัน

ซึ่งไม่แปลกนัก เพราะในเวลานั้นมังงะบางเรื่องพูดถึงเรื่องการต่อสู้ การลุกขึ้นมาสู้กับความไม่ยุติธรรม การถูกกดขี่ จนถูกโยงเกี่ยวกับการเมืองอยู่หลายครั้ง

ในบรรยากาศแบบนั้น Shueisha สำนักพิมพ์เล็กๆ ตัดสินใจเปิดตัวนิตยสารมังงะรายสัปดาห์ในปี 1968 ช้ากว่าคู่แข่งเจ้าอื่นๆ เกือบสิบปี

แต่แทนที่จะวิ่งตามคู่แข่งที่เน้นผู้อ่านอายุมากกว่าด้วยเนื้อหาการเมือง Jump เลือกเดินอีกทาง มุ่งไปที่เด็กวัยเรียนโดยเฉพาะ พร้อมชู 3 คีย์เวิร์ดสำคัญอย่าง

“มิตรภาพ ความพยายาม และชัยชนะ” ถ้าใครอ่านมังงะของ Jump เป็นประจำก็จะสังเกตได้ว่าโดยส่วนใหญ่จะมีองค์ประกอบของสามสิ่งนี้อยู่

ในนิตยสาร Jump จะมีมังงะหลายสิบเรื่องรวมกันอยู่ในหนังสือเล่มเดียว แต่ละเรื่องแบ่งออกเป็นตอนๆ ไป ผู้อ่านคนไหนชอบเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ก็ต้องมาซื้ออ่าน และรอตอนต่อไปในสัปดาห์ถัดไป

ในเล่มไม่มีบทความ ไม่มีเรื่องสั้น ไม่มีภาพถ่าย มีแต่มังงะล้วนๆ ต่างจากนิตยสารเจ้าอื่นๆ ในสมัยก่อน

และแทนที่จะมองผู้อ่านเป็นแค่คนซื้อหนังสือ Jump มองพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมทาง เป็นคนที่ช่วยทำให้มังงะแต่ละเรื่องออกมากลมกล่อม และทางบริษัทมีความเชื่อว่าวันหนึ่งพวกเขา กลุ่มคนอ่านนี้แหละที่อาจกลายเป็นนักเขียนในนิตยสารเล่มนี้เองด้วย

จุดที่ทำให้ Jump ต่างจากที่อื่นจริงๆ คือระบบที่ใช้วัดว่าเรื่องไหนดีพอที่จะอยู่ต่อ

ทุกสัปดาห์หลังตีพิมพ์ ผู้อ่านสามารถส่งความเห็นผ่านไปรษณียบัตรที่แนบมากับนิตยสาร ในแบบสอบถามจะขอให้จัดอันดับทุกซีรีส์ในเล่ม พร้อมคำถามแบบละเอียดว่ารู้สึกอย่างไรกับตัวละคร กับภาพวาด และตามเนื้อเรื่องได้ง่ายหรือเปล่า

คะแนนเหล่านี้จะถูกส่งตรงให้บรรณาธิการและนักวาด เพื่อนำไปปรับงาน ส่วนซีรีส์ที่ได้คะแนนไม่ดีอย่างต่อเนื่องอาจถูกตัดจบ ไม่ได้เขียนต่อในสัปดาห์ถัดๆ ไป

เรื่องไหนที่แฟนคลับชอบก็จะได้ไปต่อ เป็นระบบการแข่งขันแบบทุกสัปดาห์ ทำให้นักเขียนทุกคนต้องเค้นความสนุกออกมาให้ได้ในทุกตอน

ระบบวัดผลจากคนอ่านแบบนี้เกิดขึ้นก่อนที่ Netflix จะมีอัลกอริทึมหลายสิบปี

ด้านการหานักเขียนคนใหม่ Jump มีการจัดประกวดปีละสองครั้ง แยกเป็นประเภทตลกกับดราม่า ไม่ว่าใครก็สามารถส่งสมัครได้ โดยมีรางวัลชนะเลิศอยู่ที่ราว 13,500 ดอลลาร์เท่านั้น

แต่สำหรับหลายคนสิ่งที่อยากได้มากกว่าเงินคือการได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร เพราะการที่ได้เข้ามาตีพิมพ์ในนิตยสารเล่มนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตนักวาดการ์ตูนแล้ว

นับตั้งแต่ปี 1971 เป็นต้นมา มีผลงานส่งเข้าประกวดมากกว่าพันชิ้นต่อปี

บรรณาธิการของ Jump ก็ทำงานต่างจากที่อื่น พวกเขานั่งทำงานข้างๆ นักวาด ช่วยวางพล็อต ให้คำแนะนำ บางทีก็ไปส่งข้าวกล่องเวลาใกล้จะส่งงาน จึงไม่แปลกที่นักวาดหน้าใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์จะพัฒนาได้เร็วกว่าที่อื่น

ยุคแรกเริ่มของนิตยสาร นักวาดดังๆ เซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์อื่นไปหมดแล้ว แทนที่จะไปแย่งตัว Jump เลือกปั้นคนจากศูนย์ หลายคนเป็นนักเขียนไม่มีชื่อมาก่อน เป็นนักเขียนหน้าใหม่ แต่กลับสร้างผลงานชื่อดังออกมาได้

แล้วถ้าถามว่าวันนี้มังงะที่เราเห็นกัน ทำเงินได้ขนาดไหน

ในปี 2020 ภาพยนตร์ Demon Slayer ที่ดัดแปลงจากมังงะใน Jump กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของโลกปีนั้น กวาดรายได้กว่า 500 ล้านดอลลาร์ เอาชนะทุกเรื่องจากฮอลลีวูด และนับตั้งแต่มังงะเรื่องนี้เปิดตัวในปี 2016 จนถึงช่วงปี 2025 จักรวาล Demon Slayer ทั้งหมดทำเงินไปแล้วกว่า 6.8 พันล้านดอลลาร์

ในปี 2024 จากหกในสิบ มังงะและอนิเมะที่ทำรายได้สูงสุดในญี่ปุ่นล้วนมาจาก Jump และหกในสิบนิยายภาพขายดีที่สุดในสหรัฐฯ ก็มาจากที่นี่เหมือนกัน

ทั้งหมดนี้เกิดมาจากระบบที่ส่งเสริมให้นักเขียนได้สร้างผลงานที่ดีที่สุด และระบบการแข่งขันที่คัดเลือกให้เหลือแค่เฉพาะเหล่าคนที่เป็นระดับต้นๆ เท่านั้น

แต่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดนี้ มีคนกลุ่มหนึ่งที่แบกรับทุกอย่างด้วยสองมือ

ลองนึกภาพว่าการวาดมังงะซีรีส์รายสัปดาห์เป็นอย่างไร หมายความว่าต้องส่งต้นฉบับทุกสัปดาห์ ปีแล้วปีเล่า 

One Piece เริ่มวาดมาตั้งแต่ปี 1997 โดยเออิจิโร่ โอดะ ยังวาดอยู่ทุกตอนจนถึงวันนี้ และต้องวาดแบบนี้ไปอีกจนกว่าที่เราจะได้เห็นลูฟี่ได้เจอกับวันพีชสักที

นักวาดหลายคนได้ใช้เวลามากกว่าครึ่งชีวิตไปกับการวาดการ์ตูน โดยแทบไม่มีวันพักเหมือนคนทั่วไป

และมีนักวาดมังงะชั้นนำหลายคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ฮิโรชิ ฟูจิโมโตะ ผู้ร่วมสร้าง Doraemon หมดสติที่โต๊ะทำงานปี 1996 ตอนอายุ 62 ปี 

โอซามุ เทซูกะ ผู้สร้าง Astro Boy เสียชีวิตจากมะเร็งตอนอายุ 60 ปี โดยคำสุดท้ายของเขาที่โรงพยาบาลคือ “ขอร้องล่ะ ปล่อยให้ผมทำงานเถอะ”

เคนทาโร่ มิอุระ ผู้สร้าง Berserk เสียชีวิตปี 2021 จากหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด อายุ 54 ปี

เราเลยเห็นมังงะหลายเรื่องที่หยิบเอาชีวิตของนักวาดการ์ตูนมาเล่า และมักจะมีฉากที่บรรยายถึงความกดดันในการทำงาน ความเครียด และความเหนื่อยในทุกสัปดาห์

เพราะสำหรับนักวาดมังงะซีรีส์ ชีวิตจริงนั้นมีแค่ “ตอนต่อไป ตอนต่อไป ตอนต่อไป”

ทาเคชิ คิคุจิ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมังงะบอกว่าในบรรดานักวาดที่เขาเจอมา คนที่ไปได้ดีส่วนใหญ่ “ไม่ได้ทำเพื่อเงินหรือชื่อเสียง พวกเขาวาดเพราะมันทำให้มีความสุข”

อาจฟังเหมือนเรื่องทั่วไปที่เราต้องทำงานที่มีความสุข แต่ในสายงานนี้ งานที่เส้นตายไม่มีวันหยุด อาจเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้หลายคนอยู่ได้นานพอจะสร้างผลงานที่คนทั่วโลกยังจำชื่อได้อีกหลายสิบปีต่อมา

คนทั่วโลกที่โตมากับ One Piece, Naruto, Dragon Ball หรือ Demon Slayer หลายคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเบื้องหลังมีนิตยสารที่ชื่อ Weekly Shōnen Jump อยู่

และทุกหน้ากระดาษที่เราพลิกอ่านด้วยความตื่นเต้น แลกมาด้วยหยาดเหงื่อของนักเขียนการ์ตูนที่ต้องเค้นสมองและฝีมือเพื่อเอาชนะเดดไลน์รายสัปดาห์ที่วิ่งไล่กวดอยู่ตลอดเวลา

 

ที่มา: https://www.newyorker.com/magazine/2025/09/01/how-weekly-shonen-jump-became-the-worlds-most-popular-manga-factory