วิจัยกรุงศรีเผย 41% ของคนเมืองเป็นโสด เที่ยวต่างประเทศและดูคอนเสิร์ตบ่อยกว่าคนมีคู่ และ 4 ใน 10 ของผู้หญิงยุคใหม่ “ไม่คิดจะมีลูก”
ภาพครอบครัวพ่อ-แม่-ลูก ที่เคยเป็นเป้าหมายในชีวิตของคนไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลัง วิจัยกรุงศรี เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปจำนวน 2,202 คน พบว่า “คนโสด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด และกำลังสร้างปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่ธุรกิจไทยไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
โสดเพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ ไม่ใช่เพราะปฏิเสธความรัก
ผู้ตอบแบบสำรวจถึง 41% ระบุว่าตนเองเป็นโสด โดยในจำนวนนี้เกือบครึ่งหรือ 41.1% บอกว่า “ยังไม่เจอคนที่ใช่” สะท้อนว่า คนโสดส่วนใหญ่ยังเปิดรับความสัมพันธ์ ขณะที่อีก 28.8% เลือกโสดเพราะ “รักอิสระและไม่ชอบผูกมัด” อย่างแท้จริง
เมื่อถามถึง ข้อดีของชีวิตโสด ผู้ตอบแบบสำรวจทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะโสดหรือมีคู่ เห็นตรงกันว่าชีวิตโสดให้ อิสระในการใช้ชีวิตตามใจ ตัดสินใจง่ายกว่า และจัดการเวลาได้คล่องตัวกว่า โดยมีเพียง 1% เท่านั้นที่มองว่าชีวิตโสดไม่มีข้อดีเลยสักอย่าง
แต่อีกแง่มุมหนึ่ง ข้อเสียที่คนโสดกังวลมากที่สุด คือการไม่มีคนดูแลยามป่วย (44%) ขาดที่ปรึกษาส่วนตัว (37%) และความเหงา (33%) นอกจากนี้ กว่า 1 ใน 5 ของผู้ตอบฯ มองว่าการไม่มีคนคอย “ดูแลเทคแคร์” เป็นอีกข้อเสียหนึ่งของความโสดด้วย

คนโสดใช้เงินต่างจากคนมีครอบครัวอย่างไร?
ผลสำรวจเผยภาพที่ชัดเจนว่า คนโสดใช้จ่ายเพื่อตัวเองมากกว่า ทั้งในด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์
- ท่องเที่ยวต่างประเทศ: คนโสดที่ไปต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง มีสูงถึง 21% ในขณะที่คนมีครอบครัวมีเพียง 9%
- คอนเสิร์ต: 28% ของกลุ่มคนโสดดูคอนเสิร์ตอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยมีโอกาสมากกว่าคนมีครอบครัวถึง 2.7 เท่า
- ชอปปิงให้รางวัลตัวเอง: เกือบครึ่ง (47%) ของคนโสดชอปปิงเพื่อตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยมีโอกาสมากกว่า
คนมีครอบครัวถึง 2 เท่า - ดูแลสุขภาพและความงาม: คนโสดใช้จ่ายด้านฟิตเนส อาหารเสริม และสปาราว 8% ของรายได้ เทียบกับคนมีครอบครัวที่ใช้เพียง 5% เท่านั้น นอกจากนี้ คนโสดยังจ่ายค่าหัตถการความงาม ราว 4% ของรายได้ เฉลี่ยปีละ 20,156 บาท
ซึ่งสูงกว่าคนมีครอบครัวเช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจอีกข้อ คือเมื่อได้เงินรางวัล 1 ล้านบาท คนโสดกลุ่มใหญ่จะเลือกนำเงินไปลงทุน ขณะที่ คนมีครอบครัวกลุ่มใหญ่จะเลือกใช้หนี้ก่อน สะท้อนภาระชีวิตที่ต่างกันอย่างชัดเจน
สัญญาณที่ทำให้สังคมต้องหยุดคิด ผู้หญิงไม่อยากมีลูก
ข้อมูลที่ร้อนแรงที่สุดในการสำรวจครั้งนี้คือ 38% ของผู้หญิงในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดระบุว่าไม่คิดจะมีลูก ซึ่งสูงกว่าผู้ชายที่ 29% อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ในกลุ่มวัยสร้างตัว (24-39 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่ควรสร้างครอบครัว กลับพบว่า 32% ยืนยันว่า ไม่คิดจะมีลูก และมีอีก 27% ที่ยังไม่แน่ใจ มีเพียง 19% เท่านั้นที่บอกว่าต้องการมีลูกในอนาคต ตัวเลขนี้ตอกย้ำวิกฤตอัตราการเกิดของไทยที่ปี 2568 มีผู้เสียชีวิตมากกว่าเด็กเกิดใหม่เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน
เศรษฐกิจ “3S” เมกะเทรนด์ที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือ
วิจัยกรุงศรีมองว่าโครงสร้างทางสังคมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การขยายตัวของ “เศรษฐกิจคนโสด” (Single Economy) อย่างเต็มรูปแบบซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวสู่เศรษฐกิจแบบ “3S” (Single-Solo-Silver) หรือการออกแบบสินค้าและบริการสำหรับ “คนโสด” ที่อาจอยู่คนเดียว พร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เน้นความคล่องตัวและการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก
ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่าครึ่งสนใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะรองรับไลฟ์สไตล์ของคนโสด เช่น บัญชีเงินฝาก พร้อมบริการวางแผนการเงิน บริการดูแลยามป่วย ไปจนถึงทริปท่องเที่ยวสำหรับคนโสดโดยเฉพาะ นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้แก่ บริการสุขภาพและความงาม ที่พักอาศัยที่ดูแลง่ายพร้อม Smart Home รวมถึงบริการจัดการมรดกและทรัพย์สิน
เป็นที่น่าสังเกตว่า คนโสดกลุ่มหนึ่งเริ่มนิยามคำว่า “ผู้รับมรดก” ใหม่ โดยมีแนวโน้ม บริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศล มากกว่าคนมีคู่หรือมีครอบครัวถึง 4.6 เท่า และมีโอกาสที่จะเลือก “ใช้เงินให้หมดก่อนเสียชีวิต” มากกว่าถึง 2.7 เท่า สะท้อนโลกทัศน์ใหม่ที่ไม่ยึดติดกับการส่งต่อมรดกตามสายเลือด
โสดหรือมีครอบครัว ต่างก็ต้องวางแผนชีวิต
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ “วางแผนการเงิน ดูแลสุขภาพ และสร้างเครือข่าย ดูแลกันและกัน” ตั้งแต่วันนี้ เพราะในสังคมที่การอยู่คนเดียวกำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติ ความมั่นคงจึงไม่ได้มาจากการมีครอบครัว แต่มาจากการเตรียมความพร้อมของตัวเองเพื่อรองรับโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป
รายงาน “The Single Economy Survey” โดยวิจัยกรุงศรี สำรวจผู้ตอบแบบสอบถาม 2,202 คน อายุ 24 ปีขึ้นไปที่อาศัยในเมือง ช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 ทางออนไลน์
