Profound Tourism

BY: ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

นโยบายที่สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้ายุทธศาสตร์ 2020 โดยการก้าวขึ้นเป็นผู้นำอาเซียนในด้านการท่องเที่ยว  จากตัวเลขสถิติจำนวนนักเดินทางที่มาท่องเที่ยวในไทยจากปี 2548 ถึงปี 2558 มีเพิ่มขึ้นสูงถึง 18,364,155 ราย หรือมากขึ้นถึง 159% และเมื่อดูสถิติย้อนหลังทุกๆ ปี ปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ดังนั้น แนวโน้มว่าไทยมีศักยภาพในการเป็น destination ที่ต่างชาติจะเข้ามาท่องเที่ยวมีอยู่สูง

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวในยุคใหม่นี้ต่างไปจากสมัยก่อน คือ แทนที่จะเที่ยวชมแต่สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ นักท่องเที่ยวเริ่มให้ความสนใจกับการท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสกับชีวิตคนไทยท้องถิ่น ซึ่งสอดรับกับแคมเปญที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยต้องการส่งเสริม นอกจากนี้ นางกอบ กาญจน์ วัฒนวรางกูร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แสดงความมั่นใจว่า รายได้จากภาคธุกิจท่องเที่ยวในปีนี้น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2.2 ล้านล้านบาท

นางกอบกาญจน์ เสริมว่า “ปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวยังเติบโตต่อเนื่อง มาจาก 4 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน คือ 

1. แคมเปญ “ท่องเที่ยววิถีไทย” ที่สื่อสารออกมาตรงประเด็น และทำให้ไทยมีจุดขายที่ชัดเจน สามารถแข่งขันในตลาดที่กำลังแข่งขันสูงได้ 

2. นักท่องเที่ยวเริ่มลืมว่าไทยมี “กฎอัยการศึก” และจัดอีเวนท์ระดับโลกจำนวนมาก ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่น 

3. รูปแบบการทำมาร์เกตติ้งที่มุ่งเจาะหลายเซ็กเมนท์ ทำให้การท่องเที่ยวหลากหลายขึ้น

4. การเดินหน้านโยบายอาเซียนคอนเน็กต์โดยการทำตลาดร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV 

 

นอกจากนี้ ผมมองว่าคนไทยเองต้องทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี โดยการยกระดับและพัฒนาบุคลากรที่คลุกคลีในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นมัคคุเทศก์ คนขับรถ คนไทยในท้องถิ่นที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือน หรือแม้แต่บุคลากรจากกระทรวงการท่องเที่ยว  ทางรัฐอาจร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาความรู้ไปสู่คนในท้องถิ่นต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปเที่ยว เช่น การเพิ่มศักยภาพในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ การสร้าง Brand Thailand ให้เป็นแบรนด์ที่นักท่องเที่ยวจะต้องนึกถึงประวัติศาสตร์ ศิลปะ อารยธรรมอันยาวนาน และเป็นแบรนด์ที่นักท่องเที่ยวจะได้มาสัมผัสกับความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่อยู่รวมกับเมืองไทยและคนไทยมายาวนาน  ผมมองว่าที่ผ่านๆ มา ชาวต่างชาติชอบมาเมืองไทย เพราะค่าเงินถูก อาหารอร่อย ทิวทัศน์สวยงาม มาเที่ยวเอาสนุก แต่ไม่ได้เรียนรู้หรือเข้าใจความเป็นไทยจริงๆ  ซึ่งอาจจะเกิดจากหลายภาคส่วน รวมทั้งคนไทยเองที่ไม่ได้นำเสนอคุณค่าต่างๆ ในเมืองไทยที่น่าจะนำเสนอได้ตลอดเวลามานี้

ผมมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพเหนือหลายๆ ประเทศ แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างในยุโรป เพราะอารยธรรมของเราก็ยาวนานและเข้มข้นไม่แพ้กัน ไทยเองตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาก็เคยเป็นราชธานีที่รุ่งเรืองเป็นอย่างสูง หรืออาจจะสูงยิ่งกว่าเมืองลอนดอน หรือปารีสด้วยซ้ำ แต่เราไม่ได้เน้นในการนำเสนอความน่ามหัศจรรย์ต่างๆ ของเมืองไทยให้แก่นักท่องเที่ยว  จึงมาแค่กินดื่มเที่ยวเอาสนุกอย่างเดียว ไม่ได้ความรู้และเข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งกว่านั้น

ผมจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะมีส่วนร่วมในการผลักดันให้ไทยเป็น destination ที่จะประทับใจนักท่องเที่ยวไปอีกนาน จึงมีแผนการที่จะนำพานักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทยในระดับ profound (ลึกซึ้ง) ซึ่งจะเน้นให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำไปกับอารยธรรม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศอย่างแท้จริง  โดยกำลังพัฒนา application ที่ชื่อว่า White Heart Journey แบ่งเป็น 7 หมวด ได้แก่ 

  1. Spirituality 
  2. Community Base 
  3. Health & Wellness 
  4. Heritage 
  5. Culinary 
  6. Nature 
  7. Theme 

จากชื่อหลายท่านก็คงพอทราบว่าทริปต่างๆ ของเราเน้นทำให้จิตใจผาสุก มิเพียงแต่นักท่องเที่ยวได้รับประโยชน์ แต่คนในท้องถิ่นก็จะได้รับประโยชน์ร่วมกันด้วย

ผมหวังที่จะทำให้ประเทศไทยกลับไปเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่เหมือนสมัยที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างไว้ ในปัจจุบันไม่มีการล่าอาณานิคม ชิงดินแดนเพื่อให้ยิ่งใหญ่ แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้เมืองไทยยิ่งใหญ่ได้ คือ ความเรียบง่าย วิถีชาวบ้าน ความเป็นเมืองพุทธ ความอุดมสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน ที่หากได้รับการสนับสนุนฟื้นฟูและโปรโมตอย่างถูกวิธี โดยทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจกันแล้ว ไทยเราไม่แพ้ชาติใดในโลกแน่นอน