ปี 2020 “พานาโซนิค” อยากมีรายได้แสนล้าน

เพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งครบรอบ 100 ปี ของพานาโซนิคในประเทศญี่ปุ่น กลุ่มบริษัทพานาโซนิคเน้นย้ำการเป็นธุรกิจระดับโลกด้วยการยกระดับตลาดพื้นที่อยู่อาศัย (Living Space) ชูโรงด้วยคุณภาพและพัฒนากลยุทธ์การเป็น “Premium Brand” ให้เหมาะกับ Lifestyle Provider มากขึ้น หวังเติบโต 100,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปี

ฮิเดคาสึ อิโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย เผยภาพรวมของพานาโซนิคในตลาดโลกปี 2017 มีผลประกอบการรวมอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท เพิ่มจากเดิม 9% และตลาดในประเทศไทย มีผลประกอบการรวมอยู่ที่ 91,000 ล้านบาท โตขึ้น 1% และล่าสุดในปี 2018 ไตรมาส 1 ภาพรวมของตลาดโลก 8% ในขณะที่ประเทศไทยลดลง 2% หรือคิดเป็นยอดขาย 22,000 ล้านบาท

“เหตุผลที่ตลาดในเมืองไทยสวนทางโลก เพราะถึงกลุ่มทีวีจะเติบโตขึ้น แต่มีราคาที่ลดลง ในขณะที่กลุ่มเครื่องปรับอากาศ ด้วยฝนที่ตกตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ทำให้อากาศไม่ร้อนยอดขายจึงลดลง”

โดยไอเดียหลักในการดำเนินการภายใต้แนวคิด A Century of Reliability คือ การนำเสนอแบรนด์เป็นพรีเมี่ยมแบรนด์ เน้นทั้ง Premium Product, Premium Design และ Local Fit เพื่อมอบประสบการณ์ในกับผู้บริโภคในการใช้งานนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหนือกว่าแบรนด์อื่นๆ อีกทั้งเป็นการทำตาม Mission และ เป็นไปตามความต้องการของ โคโนสุเกะ มัตสึชิตะ ผู้ก่อตั้งพานาโซนิค อีกด้วย

วิธีการแก้ปัญหาและมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ใช้งานเพื่อการทำธุรกิจที่ยั่งยืนนั้นจะใช้แนวคิดทำการตลาดแบบ Apire to more โดยแบ่งกลุ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ “A Better Life, A Better World.” ออกเป็น 3 หมวด คือ Living Space, Mobility และ Business to Business (B2B) ภายใต้ 4 กลุ่มธุรกิจ โดยมีกลยุทธ์ดำเนินการพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีความพรีเมียม สู้กับคู่แข่งด้านคุณภาพ ได้ดังนี้

กลุ่มที่ 1. Appliances Company (AP) ; สัดส่วนการขาย Global 32% / Thailand 30%

Consumer Electronic อันได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัว เครื่องเสียง) เครื่องปรับอากาศ ตู้แช่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (คอมเพรสเซอร์) เซลล์เชื้อเพลิง มุ่งเน้นทำให้ผลิตภัณฑ์มีนวัตกรรมที่แข็งแกร่งสามารถอิมแพ็คให้เกิดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตได้ และพยายามรักษาสัดส่วนของตลาดให้อยู่ในปริมาณคงที่มากที่สุด

กลุ่มที่ 2. Eco Solution Company (ES) ; สัดส่วนการขาย Global 20% / Thailand 9%

Housing ได้แก่ โคมไฟติดเพดาน หลอดไฟ อุปกรณ์เกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำ วัสดุตกแต่งภายในบ้าน ระบบระบายอากาศ ระบบเครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ อุปกรณ์รักษาพยาบาล และจักรยานไฟฟ้า โดยจะพัฒนาให้สัดส่วนเติบโตมากขึ้นโดยมีการทำสัญญาร่วมกับบริษัท Developer หนึ่งเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นแบบ Smart Home ตอบโจทย์ Inspiring Life หวังเติบโต 20% ภายในปี 2023

กลุ่มที่ 3. Connected Solution Company (CNS) ; สัดส่วนการขาย Global 14% / Thailand 2%

Business Solution ที่นำเสนอ Solution ให้แก่กลุ่มธุรกิจด้วยกัน (B2B) ได้แก่ ธุรกิจการบิน โรงงานอุตสาหกรรม เอนเตอร์เทนเม้นท์ ธุรกิจค้าปลีก ระบบขนส่ง และพื้นที่สาธารณะ ในการพัฒนา เชื่อมต่อ และรักษาระบบปฏิบัติการ เพื่อส่งต่อการบริการที่มีคุณภาพแก่กลุ่มลูกค้าเพื่อก่อให้เกิด A Better World ตามเป้าประสงค์ มีกลยุทธ์ขยายการเติบโตโดยตั้งทีมพัฒนาเฉพาะ (Engineering Development Team) สำหรับ Eco Solution เพื่อสร้าง Device ให้ผู้ประกอบการมีตัวเลือกที่มีคุณค่าและคุณภาพมากขึ้น

กลุ่มที่ 4. Automotive Industrai System Company (AIS) ; สัดส่วนการขาย Global 34% / Thailand 59%

Automotive Device อันได้แก่ ระบบข้อมูลและความบันเทิงในรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับมัลติมีเดียและแบตเตอรี่ในรถยนต์ รวมไปถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรม ที่ถึงแม้จะมีเปอร์เซ็นการเติบโตสูงกว่าตลาดแม่เนื่องมาจากประเทศไทยมีตลาดยานยนต์ที่แข็งแกร่งและร่วมกับ Partner อย่าง Toyota แต่ถึงอย่างไรก็ต้องพัฒนานวัตกรรมให้เกิดคุณค่าและมีประสิทธิภาพรุดหน้ากว่าคู่แข่งอย่างจีนและอเมริกา ต่อไป

จาก Brand Perception ที่ผ่านมาของพานาโซนิคนั้นถือว่ามีความพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อย้อนดู Bill Projected Revenue ไปในปี 2015 มีผลประกอบการรวมอยู่ที่ 91,000 ล้านบาท ปี 2016 มีผลประกอบการรวมอยู่ที่ 90,000 ล้านบาท และปีล่าสุดอย่าง 2017 มีผลประกอบการรวมอยู่ที่ 91,000 ล้านบาท คาดว่าในปี 2018 นี้จะมีการเติบโตที่ต่อเนื่อง

โดย ฮิเดคาสึ อิโตะ ได้กล่าวว่า “100,000 ล้านบาท ภายในปี 2020 คือ Challenge ที่ท้าทายความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก อีกนัยหนึ่งเราก็ต้องเร่งยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ก้าวสู่ความเหนือชั้นกว่าโดยใส่คุณค่าและคุณภาพเข้าไปเป็นอันดับแรก เน้นการสร้างความสัมพันธ์กับห้างและดีลเลอร์ เพื่อสร้างให้ทุกช่องทางเกิดความแข็งแกร่ง เพราะความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้คาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ยาก แต่ก็ต้องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดต่อไป”