“วิลเลียม ไฮเน็ค” คนล่าฝัน 60,000 ล้านบาท กับทางที่ต้องไปต่อ

ใครจะเชื่อว่าเด็กหนุ่มฝรั่งอายุ 17 ปีมีเงินลงทุนก้อนแรกในเมืองไทยแค่ 25,000 บาท ทำธุรกิจแรกคือบริษัทรับทำความสะอาด จากนั้นอัพเลเวลมาเป็นเจ้าของโรงแรมและร้านอาหารเล็กๆ ในเมืองพัทยา จนมาถึงวันนี้เขามีอายุเกือบ 70 ปี มีรายได้ต่อปีสูงถึง 60,000 ล้านบาท ชายสูงวัยที่เรากำลังพูดถึงคนนี้ชื่อว่า วิลเลียม ไฮเน็ค

เขาคือเจ้าของอาณาจักร “ไมเนอร์ กรุ๊ป” ที่เวลานี้มีโรงแรมและรีสอร์ตครอบครองในมือมากกว่า 549 แห่งทั่วโลก มีแบรนด์ร้านอาหารและไอศกรีมที่มีสาขารวมกัน 2,130 สาขา สุดท้ายคือมีพนักงานในบริษัทมากกว่า 80,000 คนทั่วโลก

หลายคนคงตั้งคำถามว่าเขาสามารถมายืนตรงจุดนี้ได้อย่างไร?

“ผมเลือกจะดึงคนเก่งๆ มาร่วมเป็นทีมงานเพื่อมาช่วยสร้าง ไมเนอร์ กรุ๊ป ให้กลายเป็นบริษัทระดับโลก พร้อมกับสร้างความเป็นมืออาชีพใส่ลงไปในองค์กร ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งจิตวิญญาณของผู้ประกอบการที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน แต่บทสรุปสุดท้ายจริงๆ ก็คือที่ผมมีวันนี้ได้ก็มาจากพนักงานองค์กรที่ทุ่มเททำงาน”

ปัจจุบันอาณาจักร “ไมเนอร์ กรุ๊ป” มี 3 ธุรกิจหลักสร้างรายได้ในปี 2017 ที่ผ่านมา 60,000 ล้านบาท

รายได้มหาศาลขนาดนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่า วิลเลียม ไฮเน็ค ยังไม่หมดไฟแห่งความทะเยอทะยาน โดยเขายังเตรียมเงินลงทุนระยะยาว 4-5 หมื่นล้านบาทเพื่อใช้ลงทุนในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ 

แต่ที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการธุรกิจโรงแรมระดับโลกนั้นคือ ดีลระดับตำนานล่าสุด ที่เป็นการลงทุนมากที่สุดของบริษัท “ไมเนอร์ กรุ๊ป” นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา 50 ปี

เงินจำนวน 100,000 ล้านบาทถูกอนุมัติในการซื้อหุ้นกิจการโรงแรม NHH แบบ 100% โดยบริษัทนี้มีโรงแรมอยู่ถึง 380 สาขา มีห้องพักมากกว่า 60,000 ห้อง โดยที่ผ่านมา “ไมเนอร์ กรุ๊ป” ได้ค่อยๆ ทยอยซื้อหุ้น จนปัจจุบันถือหุ้น NHH อยู่ในมือตัวเองแล้ว 45% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 45,000 ล้านบาท

ธุรกิจโรงแรมในวันที่เหนื่อยกว่าเดิม 

ถึงแม้ธุรกิจโรงแรม ณ วันนี้กำลังเจอมรสุมความท้าทายครั้งใหม่จากกลุ่มนักลงทุน “ที่พักฟรีแลนซ์” ที่ให้เช่าคอนโดหรู, บ้านพักตากอากาศ, ที่ตัวเองได้ซื้อไว้แล้วบรรจุลงใน Agoda ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกตามความชอบ โดยมีจุดขายที่ “ราคาถูกกว่า”

วิลเลียม ไฮเน็ค บอกวิธีแก้เกมไว้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่าหากสังเกต ณ เวลานี้ กลุ่มโรงแรมต่างๆ มีการสร้างศูนย์การค้า, Community mall ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ไว้ใกล้ๆ โรงแรมตัวเอง หรือจะเป็นการคิดค้นบริการเสริมโปรโมชั่นต่างๆ เข้ามาสนับสนุนในการจองห้องพัก เพิ่มแรงดึงดูดให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 

ทั้งหมดก็เพื่อสร้างมาตรฐานโรงแรมให้สูงขึ้นเพื่อฉีกห่างจากกลุ่ม “ที่พักฟรีแลนซ์” ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และในขณะเดียวกัน “ไมเนอร์ กรุ๊ป” ก็ยังมีธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมให้แก่บริษัทอื่นๆ ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่มีกำไรค่อนข้างสูง

อาหารต้องเสิร์ฟเมนูใหม่ๆ ตลอด

ขณะที่ธุรกิจที่มีรายได้อันดับสองของบริษัทอย่าง “ร้านอาหาร” ถึงจะมีหลายแบรนด์ที่มียอดขายชนะคู่แข่งทุกรายในตลาดอย่างขาดลอยไม่ว่าจะเป็น Pizza company, swensens, BURGER KING แต่เขาบอกว่าไม่เคยชะล่าใจกับความสำเร็จ เพราะนับวันคู่แข่งก็เพิ่มมากขึ้น

โดยเขาบอกว่าในแง่การสื่อสารแบรนด์ร้านอาหารจะเน้นไปที่การใช้สื่อออนไลน์อย่างเข้มข้น ขณะเดียวกันในแง่สินค้า เขาบอกว่าหากสังเกตช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาบรรดาแบรนด์ร้านอาหารที่อยู่ในมือของเขาจะมีรสชาติและนวัตกรรมอาหารใหม่ๆ เสิร์ฟลูกค้าอยู่ตลอดเวลา

ไลฟ์สไตล์ที่ต้องลด Speed ขยายสาขา

ส่วนธุรกิจสุดท้ายที่มีรายได้ 15% ของบริษัทนั้นคือการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่มีถึง 12 แบรนด์ และมีมากกว่า 420 จุดจำหน่าย

วิลเลียม ไฮเน็ค มองว่าธุรกิจนี้อาจไม่จำเป็นต้องเร่งสปีดขยายสาขาหรือจุดขายมากเหมือนอย่างในอดีต โดยเขามองว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าประเภทนี้ได้ก้าวมาสู่ช่องทาง e-commerce อย่างเห็นได้ชัดเจน ทำให้ตอนนี้เขาได้สั่งทีมงานพัฒนาระบบการซื้อ-ขายออนไลน์เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด 

จะเห็นว่าแนวทางของวิลเลียม ไฮเน็ค เลือกจะพัฒนาและลงทุนเพิ่มอยู่เพียงแค่ใน 3 ธุรกิจหลักของตัวเองเพื่อใช้กระจายความเสี่ยง แต่กลับไม่คิดที่จะมีธุรกิจใหม่ที่ 4 ที่ 5 ถึงแม้จะมีพลังเงินทุนที่เหลือเฟือก็ตามที

ไม่มีใครทราบเหตุผลที่แท้จริง เพราะถึงจะมีการถามในประเด็นนี้แต่ วิลเลียม ไฮเน็คเลือกที่จะไม่ตอบคำถามดังกล่าว แต่ส่งรอยยิ้มกลับมาอย่างภาคภูมิใจ 

เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะ ที่คิดจะสร้างอาณาจักร “ไมเนอร์ กรุ๊ป” ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer