ฉาย เทรนด์การลงทุน 2018 เศรษฐกิจยังต้องลุ้น แต่ตลาดหุ้นโตดีมาก

ตลาดทุน Capital Market ถือเป็นอีกจุดแข็งของเศรษฐกิจไทย เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน

โดยล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พึ่งออกรายงานผลประกอบการปี 2017 ออกมา ซึ่งดูแล้วต้องบอกว่าทำได้ดีเกินคาด เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างผันผวน แต่ตั้งแต่ปลายปี 2017 เป็นต้นมา SET Index ก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ฉะนั้นสำหรับคนที่ต้องการลงทุนหุ้น กองทุน หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ลองไปดูเทรนด์ที่น่าจะเกิดในปี 2018 กัน

 

สถิติใหม่ ตลาดหุ้นไทย

SET Index +13.66%
หากใครยังจำได้ดีตลาดหุ้นไทยเคยแตะ 1,600 จุดมาก่อนในต้นปี 2015 ก่อนที่จะร่วงยาวมาถึง 1,300 ก่อนที่จะฟื้นตัวในช่วงต้นปี 2016 และคงที่ในช่วงต้นปี 2017 และตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2017 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยก็โตอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กลับมาอย่างชัดเจน

Market Cap +15.62%
ส่วนมูลค่าตลาดก็ทำลายสถิติใหม่เช่นกัน ด้วยมูลค่า 17.92 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าโตเยอะมากในตลาดที่ใหญ่ระดับนี้
ฉะนั้นนักลงทุนที่หวังลงทุนในระยะสั้นต้องระวังให้ดี เพราะในปี 2018 อาจจะไม่ได้เห็นการเติบโตขนาดนี้ หลังจากที่ Market Cap ขยายในระดับ Double Digits มา 2 ปี

 

จำนวนบัญชีที่เทรดหุ้น และมูลค่าการเทรดผ่านอินเตอร์เน็ต

จำนวนบัญชีที่เทรดหุ้นนั้นก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งจุดนี้ก็ต้องยอมรับว่า เป็นผลมาจากกิจกรรมการตลาดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นงาน Money Expo, SET in the City หรืองานสัมมนาให้ความรู้ต่างๆ ที่ทำออกมาได้เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนมูลค่าการเทรดอินเตอร์เน็ตนั้น ไม่น่าจะมากไปกว่านี้เท่าไหร่ เพราะนักลงทุนเหล่านี้เป็นนักลงทุนรายเล็ก ที่มูลค่าการลงทุนไม่ได้สูงเท่าสถาบันการเงิน

 

Market Dividend Yield ต่ำสุดในรอบ 12 ปี

แต่สิ่งที่น่าสนใจ (หรือตกใจ) ก็คือ อัตราเงินปันผลของ SET เท่ากับ 2.7% ซึ่งน้อยสุดในรอบ 12 ปี นั่นหมายความว่า การถือหุ้นเพื่อหวังเงินปันผลนั้น จะไม่ได้ผลตอบแทนที่สูงเหมือนแต่ก่อน

เงินปันผล ก็เป็นผลมาจากผลประกอบการของบริษัท ซึ่งในยุคดิจิทัลนี้ บริษัทขนาดใหญ่มีการลงทุนในเทคโนโลยี บุคลากร และการปรับโครงสร้างค่อนข้างมาก เงินปันผลก็มีแนวโน้มลดลง

 

การลงทุนจากในประเทศลด ต่างประเทศเพิ่ม

ถึงแม้ว่าตลาดจะโตขึ้น แต่เมื่อมาดูมูลค่าแล้วจะพบว่า สัดส่วนของนักลงทุนในประเทศนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด
แทนที่ด้วยนักลงทุนในต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากตอนนี้รัฐบาลมีโครงการลงทุนที่ชัดเจน ทำให้ตอนนี้ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเริ่มกลับมาเช่นกัน

รวมถึงสัดส่วนของการลงทุนผ่านสถาบัน และหน่วยงานของสถาบันที่มากขึ้น แสดงให้เห็นว่าปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นกับที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น และเอาเวลาที่ต้องศึกษาเองทั้งหมดไปทำอย่างอื่นแทน

 

เทรนด์ที่เกิดขึ้น

1.ตลาดหลักทรัพย์ให้ความรู้และทำการตลาดทุกช่องทาง
เชื่อได้ว่าจะปี 2018 จะเป็นอีกปี ที่ตลาดหลักทรัพย์จะโหมทำการตลาด ให้ความรู้กับประชาชนทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ ออฟไลน์ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำเงินมาลงทุนมากขึ้นนั่นเอง

2.บลจ. ทำผลิตภัณฑ์หลากหลาย
หากคุณขึ้น BTS หรือ MRT บ่อย คุณจะเห็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินจากธนาคาร บลจ. รวมถึงบริษัทประกันมากขึ้นแบบชัดเจน เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภครุ่นใหม่นั้นพร้อมที่จะลงทุนมากขึ้น พร้อมที่จะศึกษามากขึ้น เหลือก็แค่ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้นเอง

3.บริษัท(มหาชน) กล้าทำการตลาด
เช่นเดียวกับ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลาย ที่ปัจจุบันโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
ซึ่งโฆษณาเหล่านี้สำคัญมาก เพราะไม่ใช่ทุกคนที่มานั่งอ่านข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ แต่นักลงทุนบางส่วนก็ลงทุนจากแบรนด์ดังๆ ที่ตัวเองคุ้นหูเช่นกัน

4.ดอกเบี้ยเงินฝากลดลงเรื่อยๆ
ในช่วงหนึ่ง มีการโฆษณาว่า มีเงินฝากรูปแบบใหม่ที่เราสามารถทำได้โดยแทบไม่ต้องคุยกับพนักงานธนาคารเลย แถมให้ดอกเบี้ยสูงอีกต่างหาก พอคนรู้เข้าก็เลยแห่ไปใช้ผลิตภัณฑ์นี้ จนทำให้ธนาคารก็ลดอัตราดอกเบี้ยเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็แตกต่างจาก เงินฝากประเภทอื่นไม่มาก

ที่จะสื่อก็คือ ในอนาคตดอกเบี้ยเงินฝากจะลดลงเรื่อยๆ และจะไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ อีกต่อไป